นายกรัฐมนตรีและภริยา เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร
ทำเนียบ วันนี้ (18 ก.ย.) ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและภริยา เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร (100 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

โดยมีคณะรัฐมนตรีและคู่สมรส หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ตลอดจนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานภายในทำเนียบรัฐบาล รวมถึงผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธี
ในการนี้ สมเด็จพระพุฒาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก และเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ โดยนายกรัฐมนตรีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และจุดเครื่องทองน้อยเบื้องหน้าพระรูป จากนั้นพระสงฆ์ให้ศีล และพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์สวดพระพุทธมนต์
โอกาสนี้ พระสงฆ์สดับปกรณ์ ประธานสงฆ์กล่าวสัมโมทนียกถา และนำเจริญจิตภาวนาอุทิศถวายเป็นพระกุศลเป็นเวลา 47 วินาที จากนั้นพระสงฆ์อนุโมทนา นายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ถวายเครื่องไทยธรรมและปิ่นโตภัตตาหารแด่พระสงฆ์ และทอดผ้าไตรบังสุกุล จำนวน 10 ไตร ก่อนนายกรัฐมนตรีกรวดน้ำ กราบลาพระรัตนตรัย และถวายความเคารพเบื้องหน้าพระรูป
“ศุภจี” เร่งทำการบ้านปิดดีลภาษีสหรัฐฯ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ว่า ขณะนี้ยังมีรายละเอียดเล็กน้อยที่ไทยและสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ต้องหารือเพิ่มเติม

ในวันพรุ่งนี้ นางศุภจีมีกำหนดเดินทางไปร่วมประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนที่ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งจะมีโอกาสหารือเพิ่มเติมกับนาย Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ โดยคาดว่าจะสามารถพูดคุยรายละเอียดให้เรียบร้อยได้
ส่วนการต่อสายหารือระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อปิดดีลภาษีนั้น ขณะนี้ยังไม่มีการนัดหมายอย่างเป็นทางการ
นางศุภจีระบุว่า ยังมีรายละเอียดด้านลายลักษณ์อักษรบางส่วนที่ต้องตกลงกันเพิ่มเติม และเมื่อขั้นตอนดังกล่าวเสร็จสิ้น ก็ควรจะมีการหารือในระดับผู้นำต่อไป
สำหรับกรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าจะขอให้สหรัฐฯ พิจารณาอัตราภาษีพิเศษให้ไทย จากการปฏิบัติตามข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับไทยและกัมพูชา นางศุภจีกล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีจะต้องหารือกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยตรง ส่วนหน้าที่ของตนคือเร่งจัดการรายละเอียดการเจรจาให้เรียบร้อยก่อน
“สีหศักดิ์” ยัน สหรัฐฯ จ่อแบล็คลิสต์ “วรภัค” ไม่กระทบเชื่อมั่นไทย
วันที่ 18 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เสนอให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการคลังสหรัฐฯ สอบสวนเพื่อพิจารณามาตรการคว่ำบาตรบุคคล 28 คน และ 2 บริษัท ที่ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยในรายชื่อดังกล่าวมีนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง รวมอยู่ด้วย
เมื่อถามว่าจะกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทยหรือไม่ นายสีหศักดิ์ระบุว่า “ไม่กระทบ เพราะเป็นเรื่องของบุคคล”
ส่วนกรณีที่สหรัฐฯ เรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการแก้ไขปัญหาขบวนการสแกมออนไลน์ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ไทยให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว และถือเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของรัฐบาล
เมื่อถามว่ากระทรวงการต่างประเทศรู้สึกอึดอัดที่จะต้องชี้แจงเรื่องดังกล่าวหรือไม่ นายสีหศักดิ์ตอบว่า “ไม่ ไม่มีหรอกครับ”
เปิด“ไฮไลต์ภารกิจ 3 ประเทศ” นายกฯ ร่วมประชุม UNGA81
ทำเนียบ วันนี้ (18 ก.ย.) นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภารกิจสำคัญของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการเดินทางเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (UNGA81) ระหว่างวันที่ 20–27 กันยายน 2569 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พร้อมเดินทางเยือนญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักร

การเดินทางครั้งนี้จะเป็นโอกาสให้ไทยแสดงจุดยืนต่อประชาคมโลก พร้อมพบหารือกับผู้นำประเทศ ภาคีต่างประเทศ ภาคเอกชน นักลงทุน และบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มโอกาสการลงทุนในประเทศไทย โดยมีผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยร่วมคณะด้วย
ในการประชุม UNGA81 นายกรัฐมนตรีจะนำเสนอบทบาทของไทยในฐานะประเทศขนาดกลางและขนาดเล็ก พร้อมย้ำบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศ รวมถึงมีกำหนดพบผู้นำภูฏาน อาร์เมเนีย บังกลาเทศ และเลขาธิการสหประชาชาติ
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) พร้อมเยี่ยมชมและลั่นระฆังเปิดการซื้อขายหลักทรัพย์
สำหรับการเยือนญี่ปุ่น จะพบหารือกับหน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆ ของ “ทีมประเทศไทย” ขณะที่การเยือนสหราชอาณาจักร จะพบสถาบันการเงินชั้นนำ เพื่อขยายโอกาสด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และส่งเสริมตลาดทุนไทย
นายกรัฐมนตรียังได้รับเชิญให้เยี่ยมชมและหารือกับผู้บริหาร Google เพื่อนำเสนอศักยภาพของไทยและสิทธิประโยชน์สำหรับอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมร่วมภารกิจ
ด้านนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า จะใช้โอกาสนี้จัดกิจกรรมให้นายกรัฐมนตรีพบปะนักลงทุนและสถาบันการเงินขนาดใหญ่ทั้งในนครนิวยอร์กและกรุงลอนดอน อาทิ Bank of America, Jefferies Group และ UBS เพื่อประชาสัมพันธ์ศักยภาพเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย
“ผบ.กร.” แจงปัญหา “เรือหลวงภูมิพลฯ”ตั้ง คกก.สอบ
วันที่ 18 ก.ย. 2569 ในงานแถลงความคืบหน้าการดำเนินโครงการจัดหาเรือฟริเกต ณ ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ ถนนอรุณอมรินทร์ โดยมี พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธาน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้สนใจและสื่อมวลชนซักถามข้อสงสัยต่าง ๆ

ช่วงหนึ่ง ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ตั้งคำถามถึง Offset Policy ที่กองทัพเรือต้องการมากกว่าร้อยละ 20 และเหตุผลในการคัดเลือกบริษัทผู้ชนะการประมูล
พล.ร.อ.กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ชี้แจงว่า กองทัพเรือเคยสอบถามอู่ต่อเรือในประเทศไทยถึงความสามารถในการต่อเรือ 100% แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ ขณะที่ข้อเสนอของบริษัทต้องมีความชัดเจนด้านเม็ดเงินที่จะนำมาพัฒนาอู่ต่อเรือในประเทศให้สอดคล้องกับสัดส่วนการต่อเรือในไทย จึงทำให้บริษัทอื่นไม่ผ่านเกณฑ์
ส่วนกรณีปัญหาเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ทั้งเครื่องยนต์และระบบปืนฟาลังซ์ (Phalanx CIWS) ที่เกิดข้อขัดข้อง พล.ร.อ.กรวิทย์ระบุว่า เครื่องยนต์เสียหลังหมดระยะเวลารับประกันแล้ว ทำให้กองทัพเรือต้องใช้งบประมาณของตนเองในการจัดหาและซ่อมแซม
กองเรือยุทธการได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเบื้องต้นพบว่า การหมุนเวียนกำลังพลทำให้การถ่ายทอดเทคโนโลยีไปยังกำลังพลชุดใหม่ขาดช่วง
นอกจากนี้ เครื่องยนต์ MTU ที่ติดตั้งบนเรือเป็นเครื่องยนต์สมรรถนะสูง แต่การใช้งานด้วย “ความเร็วมัธยัสถ์” เพื่อประหยัดน้ำมัน ทำให้เกิดเขม่าสะสมและเกิดการอุดตันในระบบหล่อลื่น ประกอบกับเรือมีเครื่องยนต์ทั้งหมด 3 เครื่อง เป็นเครื่องดีเซล 2 เครื่อง และ Gas Turbine 1 เครื่อง แต่ในบางภารกิจเลือกใช้เฉพาะเครื่องยนต์ดีเซลเพื่อลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
สำหรับ TOR เรือฟริเกตลำใหม่ จึงกำหนดให้ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 เครื่อง ซึ่งทุกบริษัทที่เข้าร่วมเสนอราคาได้เสนอรูปแบบดังกล่าว เพื่อแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้น
พล.ร.อ.กรวิทย์ย้ำว่า กองทัพเรือกำลังถอดบทเรียนจากเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช เพื่อนำไปปรับใช้กับเรือลำใหม่ และขอให้ประชาชนมั่นใจในการดำเนินงานของกองทัพเรือ

