“วรศิษฎ์” เปิดเกม SET ZERO สั่งมหาดไทยขยายผล
นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง เดินหน้าตรวจสอบและขยายผลกรณีทุจริตการจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน และการจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน หรือ “บัตรเลข 0” ให้แก่บุคคลต่างด้าวโดยมิชอบ หลังพบประเด็นที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

นายวรศิษฎ์กำหนดแนวทางให้ตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ไม่จำกัดเฉพาะการตรวจสอบตัวบุคคลหรือแก้ไขข้อมูลที่พบความผิดปกติ แต่ให้ตรวจสอบย้อนกลับไปถึงกระบวนการจัดทำทะเบียน เอกสารประกอบ ผู้ยื่นคำร้อง ผู้รับรอง ตลอดจนเจ้าหน้าที่หรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง
หากพบการกระทำผิด ให้ดำเนินการตามกฎหมายโดยยึดพยานหลักฐานเป็นหลัก
จากแนวทางดังกล่าว กรมการปกครอง โดยศูนย์ต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน หรือ DOPA N.I.C.E. Center จึงเปิดปฏิบัติการ “ปิดฉากแรงเงา 2 (SET ZERO)” ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อขยายผลจากปฏิบัติการก่อนหน้า และตรวจสอบพฤติการณ์เกี่ยวกับการจัดทำทะเบียนและบัตรเลข 0 โดยมิชอบ
นายวรศิษฎ์ย้ำว่า การตรวจสอบต้องตอบให้ได้ว่า ข้อมูลที่ผิดปกติเข้าสู่ระบบได้อย่างไร ใครมีส่วนเกี่ยวข้อง และช่องโหว่ของกระบวนการอยู่ตรงจุดใด เพื่อให้สามารถปิดช่องโหว่และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันอีก
สำหรับขั้นตอนต่อไป เจ้าหน้าที่และชุดปฏิบัติการในจังหวัดสุราษฎร์ธานีจะดำเนินการตรวจสอบ ขยายผล และรวบรวมพยานหลักฐานตามอำนาจหน้าที่ ก่อนแถลงผลต่อสื่อมวลชนเมื่อมีข้อมูลที่สามารถเปิดเผยได้
นายวรศิษฎ์กล่าวว่า ระบบทะเบียนราษฎรเป็นฐานข้อมูลสำคัญของประเทศ การนำข้อมูลบุคคลเข้าสู่ระบบโดยมิชอบจึงต้องได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง และหากพบช่องโหว่ต้องเร่งแก้ไขควบคู่กับการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องตามกฎหมาย
เป้าหมายของปฏิบัติการ “SET ZERO” คือการตรวจสอบ ขยายผล และปิดช่องโหว่ เพื่อยกระดับความถูกต้องและความมั่นคงของระบบทะเบียนราษฎรในระยะยาว
“สมศักดิ์”นั่งหัวโต๊ะขับเคลื่อนนโยบายเกษตรดันการส่งออกสินค้านมไทย
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญฯ ครั้งที่ 15/2569 ได้ติดตามความคืบหน้าและหารือแนวทางขับเคลื่อนนโยบายด้านการเกษตรและปศุสัตว์

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือแนวทางการส่งออกผลิตภัณฑ์นมของไทยไปยังประเทศอินโดนีเซีย เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมนมไทย
ที่ประชุมยังติดตามความก้าวหน้าการผลิตวัคซีนสำหรับสัตว์กีบคู่ ทั้งวัคซีนโรคปากและเท้าเปื่อย โรคลัมปีสกิน และโรคอุบัติใหม่ เพื่อเสริมประสิทธิภาพการป้องกันและควบคุมโรคสัตว์
นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาการกำหนดทรัพย์สินด้านปศุสัตว์ การปรับปรุงแนวเขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย รวมถึงแนวทางจัดการดินเพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืน
ที่ประชุมยังหารือแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการปลูกมันสำปะหลัง และโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน เพื่อบูรณาการการบริหารจัดการภาคการเกษตรและทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและประเทศ
“อดิศร” ห่วง วิกฤตศรัทธา กกต.-สว.สะเทือนระบอบประชาธิปไตย
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณารับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ประจำปีงบประมาณ 2567 และ 2568

นายอดิศร เพียงเกตุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายแสดงความกังวลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อ กกต. และวุฒิสภา หลังการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องฮั้ว สว.
นายอดิศรกล่าวว่า เดิม กกต. ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อให้การเลือกตั้งมีความสุจริต เที่ยงธรรม โปร่งใส และเป็นกลาง แต่สถานการณ์ในปัจจุบันทำให้เกิดคำถามต่อความเชื่อมั่นของสังคม โดยเฉพาะหลัง กกต. มีมติในคดีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการได้มาซึ่ง สว.
นายอดิศรกล่าวถึงความแตกต่างของความเห็นระหว่างกรรมการ กกต. เสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย โดยระบุว่า แม้ตามกฎหมายจะต้องยึดมติเสียงข้างมาก แต่การที่กรรมการเสียงข้างน้อยออกมาอธิบายเหตุผลต่อสาธารณะ ทำให้เกิดการถกเถียงในสังคมมากขึ้น
นายอดิศรมองว่า สถานการณ์ดังกล่าวอาจนำไปสู่ “วิกฤตศรัทธา” ทั้งต่อ กกต. และวุฒิสภา และอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยโดยรวม
ช่วงหนึ่งของการอภิปราย นายอดิศรได้อ่านบทกลอนวิพากษ์การทำงานของ กกต. ก่อนระบุว่า ต้องการเห็น กกต. ที่มีความน่าเชื่อถือและสามารถทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในกระบวนการตรวจสอบได้
นายอดิศรกล่าวว่า ขั้นตอนต่อจากนี้ ศาลฎีกาจะมีบทบาทในการพิจารณาพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงในคดีที่ กกต. ส่งฟ้อง ซึ่งควรปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการไปตามกฎหมาย
พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่าย ทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน กกต. วุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร ช่วยกันสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันทางการเมืองและกระบวนการประชาธิปไตยกลับคืนมา
ไอติม จวก มติ กกต. ป้อง “อนุทิน-ภท.” ร่วมโกง สว.
วันนี้ 16 กันยายน ที่อาคารรัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. โดยตั้งข้อสังเกตต่อมติของ กกต. ในคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องฮั้ว สว.

นายพริษฐ์กล่าวถึงกรณีที่ กกต. มีมติส่งฟ้อง สว. และบุคคลที่เกี่ยวข้องรวม 77 คน ขณะที่ไม่มีการส่งฟ้องแกนนำ รัฐมนตรี หรือกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย
นายพริษฐ์ระบุว่า จากข้อมูลการสืบสวนมีบุคคลหลายรายที่ถูกกล่าวถึงว่ามีความสัมพันธ์หรือเคยมีบทบาทเชื่อมโยงกับบุคคลในพรรคภูมิใจไทย และตั้งคำถามว่า กกต. ได้พิจารณาความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลและเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างรอบด้านเพียงพอหรือไม่
นายพริษฐ์เปรียบเทียบว่า หากเกิดเหตุในหลายจุดด้วยรูปแบบเดียวกัน การพิจารณาแยกแต่ละเหตุการณ์ออกจากกันโดยไม่ตรวจสอบความเชื่อมโยง อาจทำให้ไม่สามารถเห็นภาพรวมของเหตุการณ์ได้
ช่วงหนึ่ง นายพริษฐ์กล่าวถึงข้อมูลจากการสืบสวนเกี่ยวกับนางรัตนา บ่อถ้ำ ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวนายชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย โดยอ้างว่ามีการติดต่อทางโทรศัพท์กับ สว. จำนวน 19 คน รวม 62 ครั้งในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก สว. และตั้งคำถามถึงวัตถุประสงค์ของการติดต่อดังกล่าว
ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาและข้อสังเกตดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการอภิปรายของนายพริษฐ์ ขณะที่การวินิจฉัยว่าบุคคลใดกระทำผิดหรือไม่ ต้องเป็นไปตามพยานหลักฐานและกระบวนการทางกฎหมาย
ระหว่างการอภิปราย มี สส.พรรคภูมิใจไทยลุกขึ้นประท้วง โดยเห็นว่าการพาดพิงถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทยไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหารายงาน และอาจสร้างความเสียหายต่อพรรค
“รัดเกล้า” ชำแหละผลงาน กกต. งบปราบโกงเบิกไม่ถึงครึ่ง
วันที่ 16 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ประจำปีงบประมาณ 2567 และ 2568 โดยตั้งข้อสังเกตถึงประสิทธิภาพการทำงาน การใช้งบประมาณ ปัญหางานค้าง และจำนวนคดีที่เพิ่มขึ้น

นางรัดเกล้ากล่าวถึงยุทธศาสตร์ที่ 1 “การเร่งรัดพัฒนาการเมืองบนฐานการเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม” โดยระบุว่า ปีงบประมาณ 2567 ได้รับอนุมัติงบประมาณ 51.35 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายจริง 20.48 ล้านบาท หรือ 39.88%
ขณะที่ปีงบประมาณ 2568 ได้รับงบประมาณ 36.19 ล้านบาท และเบิกจ่ายจริง 15.14 ล้านบาท หรือ 41.8%
นางรัดเกล้าตั้งคำถามว่า ในขณะที่รูปแบบการทุจริตเลือกตั้งมีความซับซ้อนขึ้น กกต. สามารถนำทรัพยากรที่ได้รับจัดสรรไปใช้ป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้เต็มประสิทธิภาพแล้วหรือไม่
พร้อมกล่าวถึงปัญหางานค้าง โดยปี 2567 มีโครงการดำเนินการไม่แล้วเสร็จและต้องยกยอดข้ามปี 7 โครงการ 9 กิจกรรมหลัก คิดเป็นงบประมาณกว่า 28.4 ล้านบาท ส่วนปี 2568 มีอีก 4 โครงการ 5 กิจกรรมที่ดำเนินการไม่ทันตามกรอบเวลา
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงจำนวนคดีที่เพิ่มขึ้น โดยปี 2567 มีคดีค้างสะสม 394 คดี และคดีอาญาที่อยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน 162 คดี
ขณะที่ปี 2568 จำนวนคดีที่ กกต. ต้องดำเนินการตลอดทั้งปีเพิ่มเป็น 1,938 คดี และคดีในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนเพิ่มเป็น 1,564 คดี
นางรัดเกล้าระบุว่า แม้จำนวนคดีที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งท้องถิ่นในปี 2568 แต่ตัวเลขดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่าระบบ บุคลากร และทรัพยากรของ กกต. สามารถรองรับภาระงานที่เพิ่มขึ้นได้เพียงพอหรือไม่
ช่วงหนึ่งของการอภิปราย นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงผลการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องฮั้ว สว. และตั้งคำถามต่อเหตุผลในการดำเนินคดีกับบุคคล 77 ราย พร้อมกล่าวถึงการออกมาอธิบายเหตุผลของกรรมการ กกต. เสียงข้างน้อยว่า เป็นข้อมูลที่ช่วยให้ประชาชนสามารถตรวจสอบกระบวนการตัดสินใจได้มากขึ้น
นางรัดเกล้ายังแสดงความกังวลต่อความเป็นอิสระและความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อ กกต. พร้อมระบุว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงเรื่องงบประมาณหรือจำนวนคดีเท่านั้น แต่รวมถึงความเชื่อมั่นต่อระบบการเลือกตั้งและระบอบประชาธิปไตยในระยะยาว

