“พิพัฒน์“ ยืนยัน “ภูมิใจไทย” ไม่เกี่ยวฮั้ว สว. อย่าโยงเป็นเครือข่ายใคร
วันนี้ 15 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวก่อนเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีมติไม่ส่งฟ้องกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยในคดีฮั้วเลือก สว.

นายพิพัฒน์กล่าวในตอนแรกว่า ไม่ขอให้สัมภาษณ์ เนื่องจากมองว่าไม่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย
อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีการเชื่อมโยงบุคคลในรายชื่อที่ กกต. มีมติส่งฟ้องว่าเป็นเครือข่ายของนายพิพัฒน์ นายพิพัฒน์กล่าวว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือก สว. และต้องแยกเรื่องดังกล่าวออกจากพรรคการเมืองให้ชัดเจน
นายพิพัฒน์ระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันมาโดยตลอดว่า พรรคภูมิใจไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก สว. เนื่องจาก สว. ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง
ส่วนข้อสังเกตว่าบุคคลใดเป็นฐานหรือเครือข่ายของนักการเมืองคนใด นายพิพัฒน์กล่าวว่า ในฐานะนักการเมืองย่อมมีเพื่อนและคนรู้จักเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเข้าไปสนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือในกระบวนการเลือก สว. ได้
เมื่อถามว่ารู้สึกโล่งขึ้นหรือไม่ หลังฝ่ายค้านเคยพาดพิงเรื่องดังกล่าวหลายครั้ง นายพิพัฒน์กล่าวว่า ฝ่ายค้านสามารถเดินหน้าตรวจสอบต่อได้ตามสิทธิ แต่พรรคยืนยันว่าไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง
สำหรับกรณีนายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ ซึ่งมีชื่อถูก กกต. ส่งฟ้อง และเป็นบิดาของนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายพิพัฒน์กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดคุยกับนายวรศิษฎ์ แต่คาดว่าจะได้พูดคุยกัน
ส่วนการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรี นายพิพัฒน์กล่าวว่ายังไม่ได้หารือ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศ
เมื่อถามถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมนำประเด็นดังกล่าวไปอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายพิพัฒน์กล่าวว่า ไม่กังวล และหากฝ่ายค้านอภิปราย รัฐบาลก็จะชี้แจงตามข้อเท็จจริง
“ปกรณ์” เตือน ระวังละเมิดสิทธิกล่าวหาวัดจุฬามณี
วันนี้ 15 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีเกี่ยวกับวัดและพระสงฆ์ โดยระบุว่า ได้เร่งรัดการตรวจสอบบัญชีวัดมาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับกรณีมีกระแสข่าวเกี่ยวกับวัดจุฬามณี จังหวัดสมุทรสงคราม นายปกรณ์กล่าวว่า ได้ประสานกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หรือ บช.ก. เพื่อตรวจสอบแล้ว เบื้องต้นยังไม่พบข้อมูลผิดปกติ และยังต้องรอข้อมูลจากตำรวจเพิ่มเติม
นายปกรณ์เตือนว่า การกล่าวหาบุคคลหรือวัดโดยไม่มีหลักฐานเพียงพอ อาจเป็นการละเมิดสิทธิและสร้างความเสียหายต่อพระพุทธศาสนา พร้อมขอให้ประชาชนไม่เชื่อหรือแชร์ต่อข้อมูลที่ไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ
“เรื่องที่จะไปกล่าวหาใครต่อใคร มันละเมิดสิทธิคนอื่น ถ้าคุณไม่มีหลักฐานเพียงพอ อย่าไปกล่าวหาใครต่อใคร ไม่ดี” นายปกรณ์กล่าว
นายปกรณ์ระบุว่า การป้องกันปัญหาที่ดีที่สุดคือการวางระบบตรวจสอบ โดยขณะนี้ได้วางแนวทางไว้ 5 ด้าน เช่น ระบบบัญชีวัด ทะเบียนพระ และทะเบียนวัด เพื่อให้สามารถติดตามและตรวจสอบข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ
พร้อมย้ำว่า ปัญหาหลายเรื่องเกิดขึ้นมานานแล้ว และรัฐบาลพยายามเร่งจัดระบบให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด
นายปกรณ์กล่าวว่า การตรวจสอบต้องยึดข้อเท็จจริงเป็นหลัก และไม่ควรกล่าวหาบุคคลหรือวัดจากเพียงข่าวลือหรือข้อมูลที่ส่งต่อกันในสื่อสังคมออนไลน์
“ศุภจี” เผย นายกฯสั่ง “เอกนิติ” ต่อ “ไทยช่วยไทย พลัส” 2 เดือน
วันที่ 15 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เฟสสองว่า นายกรัฐมนตรีมีแนวทางให้พิจารณาต่อโครงการออกไปอีก 2 เดือน

นางศุภจีกล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพภายในประเทศ
นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณาความเป็นไปได้ในการต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ออกไปอีกระยะหนึ่ง
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะต่อโครงการนานเท่าใด นางศุภจีชู 2 นิ้ว พร้อมระบุว่าเป็นแนวทางจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งหมายถึงประมาณ 2 เดือน
ส่วนวงเงินสนับสนุนจะยังอยู่ที่ 1,000 บาทต่อเดือนหรือไม่ นางศุภจีกล่าวว่า รายละเอียดจะต้องให้นายเอกนิติเป็นผู้ชี้แจง โดยต้องพิจารณาแหล่งงบประมาณที่สามารถนำมาใช้สนับสนุนมาตรการได้
สำหรับมาตรการรับมือผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น นางศุภจีระบุว่า กระทรวงพาณิชย์มีประสบการณ์จากมาตรการที่ดำเนินการในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และจะนำแนวทางในลักษณะใกล้เคียงกันมาปรับใช้
เมื่อวันที่ 14 กันยายน ได้หารือร่วมกับนายเอกนิติ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และกระทรวงพลังงาน เพื่อเตรียมมาตรการรับมือ โดยจะมีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมในเร็ว ๆ นี้
นางศุภจียอมรับว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะไม่ได้มีเพียงโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” แต่จะมีมาตรการอื่นเพิ่มเติม เนื่องจากประเมินว่าวิกฤตรอบนี้อาจรุนแรงกว่าครั้งก่อน ขณะที่เศรษฐกิจยังได้รับผลกระทบสะสมจากหลายปัจจัยในช่วงที่ผ่านมา
‘ศุภจี‘ เมิน อดีตบิ๊ก ‘พาณิชย์’ ออกมาวิจารณ์ ขอโฟกัสอนาคต
วันนี้ 15 กันยายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เดินทางมาพบและพูดคุยกับสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล

พร้อมกันนี้ นางศุภจีได้นำนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ มาแนะนำตัวต่อสื่อมวลชน
นางศุภจีกล่าวถึงโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวที่ชี้แจงกรณีการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงพาณิชย์ว่า จุดประสงค์ไม่ได้ต้องการเรียกกำลังใจหรือเปิดประเด็นให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ แต่ต้องการอธิบายหลักการและเหตุผลให้ข้าราชการและผู้ที่สนับสนุนได้รับทราบ
สำหรับผู้ที่เห็นต่างหรือวิพากษ์วิจารณ์ นางศุภจีกล่าวว่า ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องอธิบายเพิ่มเติมทุกประเด็น โดยการแต่งตั้งโยกย้ายเป็นดุลพินิจของปลัดกระทรวง ส่วนตนมีหน้าที่สอบถามถึงเหตุผล ความถูกต้อง และสนับสนุนการทำงานตามความเหมาะสม
ส่วนแนวคิดการเพิ่มบทบาทของผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจีกล่าวว่า กระทรวงมีนโยบายหลายด้าน จึงต้องมีระบบติดตามว่านโยบายที่กำหนดสามารถนำไปปฏิบัติจริงและสร้างผลลัพธ์ได้หรือไม่
ผู้ตรวจราชการจึงสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกสะท้อนผลการดำเนินงานกลับมายังผู้บริหารของกระทรวง
นางศุภจียืนยันว่า ไม่ได้มองว่าตำแหน่งใดสำคัญกว่ากัน หากทุกคนทำหน้าที่เต็มความสามารถ พร้อมระบุว่าตำแหน่งผู้ตรวจราชการเป็นหนึ่งในเส้นทางการหมุนเวียนของข้าราชการระดับสูง และไม่ได้ถือเป็นการลดระดับ
ส่วนกรณีนายวุฒิไกรเตรียมเกษียณอายุราชการ นางศุภจีกล่าวว่า นายวุฒิไกรเป็นผู้ที่ให้คำปรึกษากับตนมาโดยตลอด แม้ไม่มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการก็ตาม
สำหรับกระแสข่าวว่าตนชอบทำงานร่วมกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง นางศุภจีปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง และยืนยันว่าไม่ได้พิจารณาบุคลากรจากเพศ แต่พิจารณาจากความสามารถในการทำงาน
ส่วนคำวิพากษ์วิจารณ์จากอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจีกล่าวว่า ไม่ต้องการก้าวล่วงความคิดเห็นของผู้ที่เคยทำงานในอดีต แต่ต้องการให้ทุกฝ่ายมองไปข้างหน้า
เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป ทั้งการแข่งขันระหว่างประเทศ กติกาการค้า ภาษี และปัญหาการประกอบธุรกิจที่ไม่ถูกต้อง ทำให้รูปแบบการทำงานของกระทรวงพาณิชย์จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเพื่อรับมือกับความท้าทายในอนาคต
“วัชระพล “นัดถก 29 หน่วยงาน สางปัญหาปลาหมอคางดำ
วันที่ 15 กันยายน ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการติดตามสถานการณ์และแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ เปิดเผยแนวทางการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ

นายวัชระพลกล่าวว่า วันที่ 16 กันยายน 2569 จะมีการประชุมร่วมกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องรวม 29 หน่วยงาน เพื่อกำหนดแนวทางและแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
เป้าหมายคือ ภายใน 180 วัน มาตรการกำจัดปลาหมอคางดำจะต้องเห็นความคืบหน้าชัดเจน และภายใน 1 ปี ต้องสามารถแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดให้ได้
เบื้องต้นกำหนดแนวทางดำเนินงาน 7 มาตรการ ได้แก่ การเร่งจับและกำจัดปลาหมอคางดำ การใช้ปลานักล่าเพื่อควบคุมประชากร การส่งเสริมการแปรรูปและใช้ประโยชน์ การเฝ้าระวังแหล่งน้ำใหม่ การสร้างความรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชน การส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรม และการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศ
สำหรับการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วย นายวัชระพลกล่าวว่า จะพิจารณาเทคโนโลยีจากต่างประเทศที่สามารถใช้ตรวจสอบ ควบคุม หรือกำจัดปลาหมอคางดำเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม จะต้องประเมินทั้งประสิทธิภาพ ความเหมาะสมกับสภาพแหล่งน้ำของประเทศไทย และความปลอดภัยต่อสัตว์น้ำพื้นถิ่นและระบบนิเวศก่อนนำมาใช้จริง
นายวัชระพลย้ำว่า ศูนย์ฯ จะติดตามสถานการณ์และประเมินผลในแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมการแพร่กระจาย ลดผลกระทบต่ออาชีพและรายได้ของเกษตรกรและชุมชน พร้อมฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับเข้าสู่ภาวะสมดุลภายใน 1 ปี

