“พิพัฒน์” ลงพื้นที่ตรวจน้ำมันรั่วเตรียมเสนอ “นายกฯ” ต่ออายุกก.จัดการมลพิษฯ
วันนี้ 9 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดการมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันและเคมีภัณฑ์ ครั้งที่ 1 ว่า เป็นการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการชุดนี้ หลังได้รับการแต่งตั้งเมื่อปี 2566

นายพิพัฒน์กล่าวว่า คณะกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิชุดเดิมหมดวาระตั้งแต่ปี 2568 จึงเตรียมเสนอให้ต่ออายุผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 7 คน รวมถึงกรรมการที่ส่วนใหญ่มาจากส่วนราชการไปอีก 1 วาระ โดยให้นับอายุการทำงานตั้งแต่การประชุมครั้งนี้ และจะเสนอให้นายกรัฐมนตรีรับทราบต่อไป
ที่ประชุมยังเห็นชอบหลักการตั้งคณะอนุกรรมการ 3 ด้าน โดยให้ฝ่ายเลขานุการจัดทำรายละเอียด ทั้งตัวประธานและองค์ประกอบ ก่อนเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไปในอีก 3 เดือน
สำหรับกรณีน้ำมันรั่วบริเวณพระราม 3 เขตคลองเตย นายพิพัฒน์กล่าวว่า กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างตรวจสอบแหล่งที่มาของน้ำมันรั่ว เนื่องจากขณะนี้ยังไม่ทราบชัดว่ามาจากผู้ประกอบการรายใด และน้ำมันซึมลงสู่ชั้นใต้ดินหรือไม่
หากเป็นเพียงกรณีท่อรั่วและน้ำมันไม่ซึมลงใต้ดิน การแก้ไขจะทำได้ง่ายกว่า แต่หากพบว่าซึมลงใต้ดิน จำเป็นต้องตรวจสอบเพิ่มเติมว่าเกิดจากบริษัทหรือหน่วยงานใด
นายพิพัฒน์ระบุว่า จะลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตนเองภายในวันเดียวกัน ก่อนชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม
ส่วนกรณีอาคาร Data Center ในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในที่มีการสำรองน้ำมันจำนวนมาก นายพิพัฒน์กล่าวว่า การกำกับดูแลเป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร และกระทรวงพลังงาน
ขณะที่คณะกรรมการจัดการมลพิษฯ จะมีหน้าที่หลักในกรณีเกิดเหตุ โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ารับมือ รวมถึงพิจารณาเรื่องการเรียกค่าเสียหายจากผู้รับผิดชอบ หากเกิดการรั่วไหลของปิโตรเลียมหรือสารเคมีจนสร้างความเสียหาย
“สิริพงศ์” ปัดรัฐบาลถ่วงเวลาถกงบฯ 70 สกัดฝ่ายค้านอภิปรายรายงาน กกต.
วันนี้ 9 กันยายน ที่รัฐสภา นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงข้อกังวลของฝ่ายค้านว่า การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 อาจล่วงเลย จนไม่สามารถเข้าสู่การพิจารณารายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ในวันที่ 10 กันยายนได้

นายสิริพงศ์กล่าวว่า การอภิปรายงบประมาณเป็นสิทธิของสมาชิกที่ลงชื่ออภิปรายในแต่ละมาตรา โดยสมาชิกแต่ละคนมีประเด็นที่ต้องการสะท้อนปัญหาของประชาชนในพื้นที่
ตามปกติรัฐบาลพยายามกระชับเวลาอยู่แล้ว และการพิจารณางบประมาณมักใช้เวลาประมาณ 3-4 วัน ส่วนจะเสร็จตามกำหนดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสมาชิกทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลว่าจะสามารถลดเวลาการอภิปรายได้มากน้อยเพียงใด
นายสิริพงศ์ระบุว่า ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา การประชุมดำเนินไปถึงประมาณ 01.00 น. และไม่ได้มีการตัดจบการอภิปราย เพื่อให้การพิจารณาคืบหน้าไปได้มากที่สุด
สำหรับข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลอาจถ่วงเวลาเพื่อไม่ให้ฝ่ายค้านเข้าสู่การพิจารณารายงาน กกต. นายสิริพงศ์กล่าวว่า ต้องพิจารณาจากจำนวนผู้อภิปรายของทั้งสองฝ่าย และเป็นเรื่องที่รัฐบาลกับฝ่ายค้านสามารถหารือร่วมกันได้
นายสิริพงศ์ยกตัวอย่างว่า เฉพาะงบประมาณกระทรวงมหาดไทยคาดว่าจะใช้เวลาอภิปรายประมาณ 4-5 ชั่วโมง หากฝ่ายค้านยังมีผู้อภิปรายจำนวนมาก แล้วกล่าวหาว่ารัฐบาลเป็นฝ่ายถ่วงเวลาก็คงไม่ถูกต้อง เพราะทั้งสองฝ่ายควรมีสิทธิใช้เวลาอย่างเท่าเทียมกัน
ส่วนการชุมนุมเดินเท้าในวันที่ 13 กันยายน เพื่อเรียกร้องให้ กกต. ดำเนินการคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องฮั้ว สว. นายสิริพงศ์กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยกำลังถูกกล่าวหาในประเด็นดังกล่าว และหากผลการดำเนินการของ กกต. ไม่เป็นที่พอใจ ก็อาจมีการกล่าวหาว่า กกต. ถูกกดดันจากรัฐบาล
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ฝ่ายค้านและเครือข่ายก็มีการจัดกิจกรรมเรียกร้องต่อ กกต. อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมต้องพิจารณาข้อเท็จจริงให้รอบด้าน
กรวีร์ ขอความร่วมมือฝ่ายค้าน-รัฐบาล ลดจำนวนผู้อภิปราย คุมเวลาถกงบปี 70
นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือวิปรัฐบาล เปิดเผยความคืบหน้าการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ว่า ขณะนี้เข้าสู่วันที่ 3 ของการพิจารณา

หลังจาก 2 วันที่ผ่านมา ที่ประชุมใช้เวลาพิจารณาเต็มวันและเลิกประมาณ 01.00 น. โดยกรอบเวลาที่รัฐบาลและฝ่ายค้านหารือร่วมกัน ตั้งเป้าให้การพิจารณาแล้วเสร็จภายในวันที่ 7-9 กันยายน
ขณะนี้เข้าสู่มาตรา 20 ซึ่งเป็นงบประมาณของกระทรวงมหาดไทย โดยมีสมาชิกลงชื่ออภิปรายจำนวนมาก เนื่องจากเป็นกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับประชาชนและพื้นที่โดยตรง
นายกรวีร์จึงขอความร่วมมือทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลช่วยลดจำนวนผู้อภิปราย เพื่อควบคุมเวลาให้อยู่ในกรอบเดิม
นายกรวีร์ระบุว่า ฝ่ายรัฐบาลได้พยายามบริหารเวลาและย้ำเรื่องการใช้เวลาตั้งแต่วันแรก ขณะที่พรรคภูมิใจไทยเองก็ปรับลดจำนวนผู้อภิปรายบางส่วนแล้ว
พร้อมคาดหวังว่ากระทรวงอื่นที่มีสมาชิกสนใจอภิปรายจำนวนมาก เช่น กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุข จะสามารถควบคุมเวลาได้เช่นกัน
สำหรับเวลาที่ใช้ในการประชุม 2 วันที่ผ่านมา วันที่ 7 กันยายน ใช้เวลาประมาณ 15 ชั่วโมงกว่า และวันที่ 8 กันยายน ใช้เวลาอีกประมาณ 15 ชั่วโมงกว่า
ฝ่ายรัฐบาลใช้เวลารวมประมาณ 9 ชั่วโมง 19 นาที ขณะที่ฝ่ายค้านใช้เวลาประมาณ 13 ชั่วโมงครึ่ง หรือมากกว่าฝ่ายรัฐบาลประมาณ 3 ชั่วโมง
นายกรวีร์กล่าวว่า จะพยายามให้การพิจารณาเสร็จภายในกรอบเดิม แต่ต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้ง โดยเฉพาะหลังผ่านกระทรวงหลักประมาณ 2-3 กระทรวง
หากทั้งสองฝ่ายช่วยกันจำกัดเวลา ก็อาจสามารถพิจารณาให้เสร็จได้ แม้อาจต้องประชุมต่อเนื่องจนดึก
นายกรวีร์ย้ำว่า การอภิปรายในวาระที่ 2 เป็นสิทธิของสมาชิกที่ยื่นแปรญัตติ จึงไม่สามารถห้ามการอภิปรายได้ แต่สามารถขอความร่วมมือให้บริหารเวลาและลดจำนวนผู้อภิปรายได้
หากการพิจารณางบประมาณไม่เสร็จตามกรอบ วันถัดไปยังมีระเบียบวาระอื่นที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรบรรจุไว้แล้ว ทั้งกระทู้ถาม เรื่องรับทราบ ประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเรื่องของ กกต.
ทีมโฆษกรัฐบาลหารือ Weibo ต่อยอดความร่วมมือไทย–จีน
วันนี้ 9 กันยายน 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารจาก Weibo ในโอกาสเดินทางเยือนทำเนียบรัฐบาล

การหารือมุ่งใช้ศักยภาพของสื่อดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์ของจีนสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ประเทศไทย ทั้งการสร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว ผลักดันวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ไทย รวมถึงเพิ่มโอกาสให้สินค้า บริการ และผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดจีน
ความร่วมมือครั้งนี้ให้ความสำคัญกับ 3 ด้านหลัก ได้แก่ การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการค้า โดยมุ่งสื่อสารกับประชาชนจีนโดยตรง เพื่อสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย และต่อยอดการรับรู้ไปสู่โอกาสทางเศรษฐกิจ
ด้านการท่องเที่ยว รัฐบาลต้องการใช้เนื้อหาดิจิทัลและเครือข่ายผู้สร้างสรรค์เนื้อหา เพื่อนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวและประสบการณ์ใหม่ ๆ ของไทยให้ตรงกับความสนใจของนักท่องเที่ยวจีนมากขึ้น
รวมถึงขยายการรับรู้จากเมืองท่องเที่ยวหลักไปสู่เมืองและแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในพื้นที่อื่น เพื่อช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น
ด้านวัฒนธรรม มุ่งนำทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ไทย ทั้งงานหัตถศิลป์ แฟชั่น ศิลปะ และมรดกทางวัฒนธรรม มาต่อยอดให้เข้าถึงผู้บริโภคจีนยุคใหม่ และเพิ่มมูลค่า Soft Power ไทย
ส่วนด้านเศรษฐกิจและการค้า มุ่งเพิ่มโอกาสให้สินค้าและแบรนด์ไทยเข้าถึงผู้บริโภคจีน ผ่านการใช้สื่อดิจิทัลสร้างการรับรู้และความเชื่อมั่น ก่อนเชื่อมโยงเข้าสู่ช่องทางการค้าและการซื้อขายออนไลน์
ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงการจัดกิจกรรมด้านวัฒนธรรมและการสื่อสารในประเทศไทย เพื่อเชื่อมโยงภาคการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และธุรกิจเข้ากับตลาดจีนอย่างต่อเนื่อง และต่อยอดจากการรับรู้ไปสู่การเดินทาง การซื้อสินค้าและบริการ และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไทย
‘ยศชนัน’ ลั่นแก้ปัญหา ‘อุเทนถวาย-ช่างกลปทุมวัน’ หลังปะทะบน BTS สยาม
วันนี้ 9 กันยายน 2569 ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานการประชุมหารือเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่การศึกษาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย

การประชุมมีนายศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ศาสตราจารย์วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์ฤกษ์ชัย ฟูประทีปศิริ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก และตัวแทนจากสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันเข้าร่วม
นายยศชนันกล่าวก่อนการประชุมว่า วาระสำคัญคือแผนดูแลความปลอดภัย หลังเกิดเหตุความรุนแรง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ เพราะกระทบทั้งความน่าเชื่อถือ เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว
อีกประเด็นสำคัญคือการย้ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ออกจากพื้นที่เดิม ซึ่งต้องหารือร่วมกับทุกฝ่าย รวมถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นายยศชนันระบุว่า จำเป็นต้องเตรียมสถานที่รองรับ เนื่องจากพื้นที่เดิมจะต้องมีการส่งคืน พร้อมพิจารณาข้อกฎหมายเพื่อหาแนวทางเร่งรัดกระบวนการให้เร็วขึ้น
พร้อมยอมรับว่าปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมายาวนาน และยังมีหลายประเด็นที่เปรียบเสมือนอยู่ “ใต้ภูเขาน้ำแข็ง” ซึ่งจำเป็นต้องหารืออย่างละเอียด
นายยศชนันย้ำว่า การประชุมครั้งนี้ต้องได้แนวทางที่ชัดเจน เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย และเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่จะต้องสร้างความปลอดภัยให้กับนักศึกษาและประชาชน
พร้อมระบุว่า ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกี่ยวข้องมากกว่า 10 คน จึงเห็นว่าจำเป็นต้องดำเนินการอย่างจริงจังและเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

