กระแสลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียเริ่มไม่ได้มีเพียงหุ้น AI และเซมิคอนดักเตอร์ หลังหุ้นกลุ่มเดินเรือกลายเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่โดดเด่น จากค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และปัญหาเส้นทางขนส่งสำคัญของโลก
ข้อมูลที่ Bloomberg รายงานระบุว่า ดัชนีหุ้นเดินเรือเอเชียของ Goldman Sachs ปรับตัวขึ้นประมาณ 17% ในไตรมาสนี้ ขณะที่ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ลดลงประมาณ 18% ในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนว่าตลาดเริ่มมองหาโอกาสนอกเหนือจากธีม AI ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา
ค่าระวางขึ้น 8 สัปดาห์ติด ดันหุ้นเดินเรือ
แรงหนุนสำคัญมาจากค่าขนส่งสินค้าทางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น โดย Shanghai Containerized Freight Index ซึ่งเป็นหนึ่งในดัชนีอ้างอิงค่าระวางตู้คอนเทนเนอร์ เพิ่มขึ้นติดต่อกัน 8 สัปดาห์ และขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567
ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 18 กันยายน ระบุว่า ดัชนีดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 3,688 จุด ขณะที่ค่าระวางเส้นทางจีนไปชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นมาใกล้ระดับสูงสุดที่เคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19
ปัจจัยหลักมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบการเดินเรือทั้งบริเวณ ทะเลแดงและช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เรือบางส่วนต้องเปลี่ยนเส้นทาง ใช้เวลาเดินทางมากขึ้น และลดจำนวนเรือที่สามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากการเร่งขนส่งสินค้าก่อนมาตรการภาษีของสหรัฐฯ รวมถึงความต้องการขนส่งก่อนช่วงวันหยุด Golden Week ของจีน ขณะที่พายุในเอเชียเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาความแออัดของท่าเรืออีกทางหนึ่ง
หุ้นเดินเรือในเอเชียที่ปรับตัวโดดเด่นในช่วงนี้มีทั้ง TS Lines, SITC International Holdings และ Mitsui OSK Lines ขณะที่ Jefferies ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรของบริษัทเดินเรือญี่ปุ่นหลายแห่ง หลังตลาดตู้คอนเทนเนอร์แข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้
ทำไมเรื่องนี้สำคัญกับไทย
สำหรับประเทศไทย การเพิ่มขึ้นของค่าระวางเรือมีผลในสองด้าน
ด้านหนึ่ง บริษัทเดินเรืออาจได้รับประโยชน์จากอัตราค่าระวางที่สูงขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าต้องเผชิญต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องขนส่งสินค้าในเส้นทางระยะไกลไปยังยุโรป สหรัฐฯ และตะวันออกกลาง
ข้อมูลอ้างอิงค่าขนส่งจากกรุงเทพฯ ของบีโอไอสะท้อนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยค่าระวางตู้ขนาด 40 ฟุตไปยังท่าเรือหลักในยุโรป ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3,000 ดอลลาร์ ในข้อมูลเดือนมิถุนายน เพิ่มเป็นประมาณ 4,700 ดอลลาร์ ในข้อมูล ณ สิ้นเดือนสิงหาคม
ส่วนเส้นทางไปชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ตู้ขนาด 40 ฟุตเพิ่มจากประมาณ 2,550 ดอลลาร์ เป็น 11,000 ดอลลาร์ ในช่วงเวลาเดียวกัน แม้อัตราจริงที่ผู้ประกอบการได้รับอาจแตกต่างกันตามสายเรือ เส้นทาง และเงื่อนไขการขนส่ง
สถานการณ์นี้มีความสำคัญเป็นพิเศษในช่วงที่ภาคส่งออกไทยกำลังขยายตัวแรง กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า การส่งออกเดือนสิงหาคม 2569 มีมูลค่า 34,618.7 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 24.3% จากปีก่อน และขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 26
กระทรวงพาณิชย์ยังระบุโดยตรงว่า ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงราคาพลังงานและค่าขนส่ง เป็นความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามต่อแนวโน้มการส่งออกไทยในช่วงที่เหลือของปี
หุ้นเดินเรือไทยต้องดูแยกตามประเภทธุรกิจ
ในตลาดหุ้นไทย กลุ่มที่อาจได้รับความสนใจจากธีมดังกล่าว ได้แก่ RCL, PSL และ TTA แต่ผลกระทบของค่าระวางต่อแต่ละบริษัทแตกต่างกัน และไม่ควรมองหุ้นเดินเรือทั้งหมดเป็นธุรกิจประเภทเดียวกัน
RCL ดำเนินธุรกิจขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ มีเครือข่ายครอบคลุมเอเชีย อินเดีย ตะวันออกกลาง ทะเลแดง แอฟริกาตะวันออก และละตินอเมริกา จึงมีความเชื่อมโยงกับวัฏจักรค่าระวางตู้คอนเทนเนอร์ค่อนข้างโดยตรง
ส่วน PSL เน้นธุรกิจเรือสินค้าแห้งเทกอง เช่น สินค้าเกษตร เหล็ก ปุ๋ย และสินแร่ ขณะที่ TTA มีธุรกิจหลากหลายทั้งขนส่งทางเรือ บริการนอกชายฝั่ง เคมีภัณฑ์เกษตร และธุรกิจอื่น ๆ ทำให้ปัจจัยที่มีผลต่อกำไรแตกต่างจากธุรกิจเรือคอนเทนเนอร์
จาก “AI Trade” สู่ “Shipping Trade”?
การขึ้นของหุ้นเดินเรือไม่ได้หมายความว่ากระแส AI สิ้นสุดลง แต่สะท้อนว่าตลาดเอเชียกำลังมีธีมลงทุนอื่นเข้ามาแข่งขันกับหุ้นเทคโนโลยี โดยเฉพาะธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากความเปลี่ยนแปลงของระบบการค้าและโลจิสติกส์โลก
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ผลักดันค่าระวางในครั้งนี้มีส่วนสำคัญมาจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ หากสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลาย ช่องแคบสำคัญกลับมาเดินเรือได้ตามปกติ หรือปัญหาความแออัดของท่าเรือลดลง จำนวนเรือที่มีประสิทธิผลอาจเพิ่มขึ้นและกดค่าระวางกลับลงได้
ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้ไม่ใช่เพียงว่า “หุ้นเดินเรือจะขึ้นต่อหรือไม่” แต่คือค่าระวางระดับสูงจะอยู่นานแค่ไหน เพราะคำตอบจะส่งผลตั้งแต่กำไรของสายเรือ ไปจนถึงต้นทุนผู้ส่งออก ราคาสินค้านำเข้า และการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทย

