HomeBusinessไพโอเนียร์ โลจิสติกส์ กางแผน 5 ปีชู ‘เทคโนโลยีเอไอ-คลังสินค้าอัจฉริยะ’ รับมืออนาคตต้นทุนค่าแรงสูง

ไพโอเนียร์ โลจิสติกส์ กางแผน 5 ปีชู ‘เทคโนโลยีเอไอ-คลังสินค้าอัจฉริยะ’ รับมืออนาคตต้นทุนค่าแรงสูง

การดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์ให้สามารถแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ข้ามชาติไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ “ไพโอเนียร์ กรุ๊ป” ธุรกิจโลจิสติกส์สัญชาติไทย สามารถแข่งขันและยืนหยัดมาถึง 49 ปี ด้วยแนวคิดที่ว่า โลจิสติกส์ คือ อาชีพบริการ กับโจทย์ที่ไม่หยุดนิ่ง ของ “พิพัฒน์ รัตนไตรภพ” ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท ไพโอเนียร์ จำกัด ย้ำว่า “ต้องคิดล่วงหน้าว่าอุตสาหกรรมที่เราให้บริการมีความเปลี่ยนแปลงอย่างไรในยุคดิจิทัล ที่เทคโนโลยีพร้อมดิสรัปชั่นธุรกิจตลอดเวลา”

พิพัฒน์ รัตนไตรภพ ประธานบริษัท ไพโอเนียร์ โลจิสติกส์ จำกัด และผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท ไพโอเนียร์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจขนส่งสินค้าทางบก เรือ อากาศ และผู้ให้บริการโกดังจัดส่งสินค้า กล่าวว่า บริษัทดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์มา 49 ปี โดยบริการขนส่งสินค้าทางบก เรือ อากาศ และผ่านชายแดน รวมทั้งมีธุรกิจบริหารจัดการคลังสินค้าพร้อมกับบริการบริหารจัดการขนส่งสินค้าให้กับลูกค้าตามสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่ในระดับโรงงานจนถึงกลุ่มผู้ประกอบการ

ย่างก้าวต่อไปของกลุ่มบริษัท ไพโอเนียร์ ในอีก 5 ปีข้างหน้า คือการวางแผนก้าวสู่คลังสินค้าอัจฉริยะ โดยลงทุนนับพันล้านบาท สร้างแวร์เฮาส์อัจฉริยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโลจิสติกส์  5-6 ตัน/ตร.ม. จากเดิมแวร์เฮาส์ 1 ตร.ม. รองรับ 3.5 ตัน  นอกจากนี้ ยังเป็นการลงทุนเพื่อรองรับกับค่าแรงงานในอนาคตที่มีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นจากปัจจุบันกว่า 330 บาท โดยนำเอไอมาทดแทนแรงงานคน ช่วยให้การทำธุรกิจโลจิสติกส์ของบริษัทสามารถลดต้นทุนในการดำเนินการลงได้ และเพิ่มขีดความสามารถให้บริษัทสามารถแข่งขันได้

- Advertisement -

ในยุคดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามาดิสรัปชั่นสินค้าและบริการ สมัยก่อนเครื่องเล่นวิทยุเครื่องใหญ่มาก ขณะนี้เหลือเพียงชิปตัวเดียว พื้นที่ในการขนส่งสินค้าก็เหลือน้อย ดังนั้น การทำธุรกิจโลจิสติกส์จึงต้องคิดล่วงหน้าว่าอุตสาหกรรมที่เราให้บริการมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ต้องหมั่นสังเกตว่าลูกค้ามีการพัฒนาสินค้าไปถึงไหน เพื่อให้บริการขนส่งโลจิสติกส์ตอบโจทย์กับความต้องการ

คิดแบบพิพัฒน์ไม่ลดคน ไม่ลดพนักงาน

เศรษฐกิจตอนนี้ทุกธุรกิจได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  อย่างที่เราไม่เคยเจอมาก่อน ยิ่งกว่าในอดีตเมื่อครั้งเกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งเสียอีก เพราะเป็นวิกฤตการณ์ทางการเงินส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจเท่านั้น แต่ครั้งนี้กระทบทุกภาคส่วน แม้กระทั่งบริษัทที่ดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย แต่ยังโชคดีที่ในช่วงเกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งบริษัทได้รับผลกระทบน้อยมาก

“ครั้งนี้เรียกว่าเป็นสิบล้อประสานงากัน ซึ่งต้องอาศัยวิสัยทัศน์ของผู้บริหารในการจัดการให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ผลกระทบโควิด-19 เดิมเรามีของนำเข้า ส่งออก แต่อยู่ๆ ไม่มีเครื่องบินขนส่งสินค้าเลย แต่เราตั้งสติและหาทางออก จึงใช้วิธีการเช่าเหมาลำ หรือเป็นเฟสเตอร์ บรรทุกสินค้าอย่างเดียว ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายสูงมาก แต่เราก็สามารถประคองธุรกิจไปได้ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่ปกติ”

จากปี 2562 ภาพรวมธุรกิจบริการขนส่งสินค้านำเข้าและส่งออกของประเทศไทยราว 1.37 ล้านตัน แต่ในช่วง 6 เดือนของปีนี้ลดลง 53% ขณะนี้การขนส่งสินค้านำเข้าและส่งออกยังไม่ถึง 50% ของปี 2562  ผลกระทบถือว่ารุนแรง บริษัทมีนโยบายไม่ปรับลดเงินเดือนและบุคลากรที่มีกว่า 1,000 รายในองค์กร มีคลังสินค้าบนพื้นที่กว่า 1 แสน ตร.ม. เพราะทุกคนมีครอบครัวและมีภาระ

“กลยุทธ์การบริหารจัดการเป็นการให้พนักงานทำงานอื่นภายในบริษัทในเครือแทน ทำหน้าที่อื่นๆ ตามความเหมาะสม โดยเราพลิกวิฤติให้เป็นโอกาส สร้างทัศนคติในเชิงบวกในด้านการทำงาน โดยอธิบายให้พนักงานเข้าใจถึงนโยบาย ต้องทำงานให้มากขึ้นและใส่ใจกับการทำงานมากขึ้น” พิพัฒน์ กล่าว

สำหรับแผนการประคองธุรกิจในยุคโควิด-19 ในฐานะเป็นแม่ทัพ พิพัฒน์วางแผนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งต้องมีความยืดหยุ่นและพร้อมปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา

“ทุกอย่างอยู่ที่วิสัยทัศน์และการบริหารจัดการ ผมก็เหมือนกัปตันเรือ เวลาเจอพายุ เราจะบังคับพวงมาลัยเรืออย่างไรเพื่อไม่ให้เรือจม ดังนั้น โจทย์คือ ธุรกิจมีรายได้ลดลงแน่นอนจากการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศได้ลดลง แต่จะทำอย่างไร เบื้องต้นบริษัทได้เสนอบริการจัดเก็บคลังสินค้าในช่วงที่ลูกค้าไม่สามารถขนส่งสินค้าระหว่างประเทศได้”

สร้างเครือข่ายพันธมิตรโลคอลสู้ยักษ์ใหญ่

พิพัฒน์ กล่าวว่า ในสถานการณ์การแข่งขันโลจิสติกส์ทุกวันนี้ ถือว่ามีความรุนแรงไม่มากนักเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่นๆ  แต่จากการดำเนินธุรกิจมา 49 ปี บริษัทจึงมีฐานลูกค้าที่มีความภักดีต่อแบรนด์สูง ด้วยการนำเสนอการบริการโลจิสติกส์ โดยมุ่งเน้นภายใต้แนวคิด “สินค้าที่บริษัทขนส่งคือสินค้าของเราเอง” เพราะถ้าสิ่งของนั้นเป็นของเราเอง เราจะมีความระมัดระวัง มีความใส่ใจ

ตลอดระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจ บริษัทสอนบุคลากรภายในบริษัทให้ยึดแนวคิดดังกล่าว เราหล่อหลอมพนักงานในการให้บริการลูกค้าทุกราย ทำให้ปัจจุบันนี้ฐานค้าของกลุ่มไพโอเนียร์มีความหลากหลาย ยิ่งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มีลูกค้าใช้บริการขนส่งสินค้าเกษตรในปริมาณมาก

พิพัฒน์ กล่าวว่า การแข่งขันในฐานะเป็นโลจิสติกส์สัญชาติไทยที่มีความได้เปรียบ มีสาขาให้บริการครอบคลุมทั่วโลก 500 เมือง เขาคิดว่าไพโอเนียร์ มีความได้เปรียบและสามารถยืนหยัดแข่งขันกับรายใหญ่ได้ เปลี่ยนจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็ง สามารถเลือกบริษัทที่มีความแข็งแกร่งในประเทศนั้นๆ ที่มีระบบโลจิสติกส์ครบวงจร มีคลังสินค้าและรถขนส่งสินค้าในเมือง เข้าใจถึงความต้องการของธุรกิจ มาเป็นพันธมิตรและเปิดให้บริการในเมืองต่างๆ สิ่งเหล่านี้กลับกลายมาเป็นจุดแข็ง

“หัวใจสำคัญของการทำธุรกิจโลจิสติกส์ คือ การลดต้นทุน ขณะนี้ต้นทุนของเราด้านการขนส่งราว 23-24% ดังนั้นมีอยู่ช่วงหนึ่งรัฐบาลพยายามทำให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ลดลง 13-14%  แต่ช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต้นทุนเพิ่มเป็น 100% แบบไม่มีมาตรฐาน”

คีย์ซัคเซสที่ทำให้ธุรกิจโลจิสติกส์ของไพโอเนียร์มาถึงทุกวันนี้ พิพัฒน์เปรียบว่า อาชีพนี้ คือ การบริการ สำคัญคือการสร้างบุคคล ที่ต้องสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการ และวาดหวังในอีก 5 ปีข้างหน้า อาณาจักรของไพโอเนียร์ก้าวสู่แวร์เฮาส์อัจฉริยะ เพื่อให้บริการลูกค้าได้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ตอบโจทย์กับสินค้าที่เปลี่ยนแปลงต่อเนื่องทุกวัน

 

 

 

 

 

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News