ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมเกือบทุกประเภทในซีกโลกตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจ ค้าปลีก ยังคงหาวิธีปรับตัวจากผลกระทบของการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างหนัก แต่เมื่อหันกลับมามองอีกฝั่งหนึ่ง จะเห็นได้ว่าประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศที่ธุรกิจมีการปรับตัวให้สอดคล้องกับโลกดิจิทัลเป็นอันดับแรกอย่างรวดเร็วกลับกลายเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าและมีแนวโน้มที่จะก้าวกระโดดในอุตสาหกรรมสำคัญหลายประเภท
ธุรกิจค้าปลีกในประเทศจีนซึ่งมีขนาดใหญ่แซงหน้าสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ปี 2562 ก่อนที่จะเกิดสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ประเทศจีนหันมาพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อธุรกิจค้าปลีกให้มีความล้ำสมัยยิ่งกว่าเดิมและทำให้ธุรกิจ ค้าปลีก ในจีนยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ในปีที่ทั้งโลกประสบกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำอันเนื่องมาจากสถานการณ์โควิด-19
นอกจากธุรกิจค้าปลีกทั่วไปของจีนที่แซงหน้าสหรัฐฯ ไปแล้ว จีนยังมีเป้าหมายใหม่ที่จะกลายเป็นผู้นำโลกเสื้อผ้าและแฟชั่นภายในปี 2566 อีกด้วย ธุรกิจแฟชั่นและพฤติกรรมการบริโภคในประเทศจีนได้เปลี่ยนไปอย่างมาก มีสถิติตัวเลขที่ระบุว่าผู้บริโภคชาวจีนแทบไม่ให้ความสนใจในการซื้อหาสินค้าแฟชั่นเลียนแบบยี่ห้อจริงจากยุโรปอีกต่อไปแล้ว โดยในปี 2562 ประเทศจีนได้กลายเป็นประเทศที่มีการยื่นขอจดสิทธิบัตรนานาชาติมากที่สุดในโลก แซงหน้าสหรัฐฯ ซึ่งยืนหนึ่งมากว่าสี่ทศวรรษ นอกจากนี้ข้อมูลจากการสำรวจของ Brand Finance ยังชี้ให้เห็นว่าแบรนด์สินค้าของจีนจำนวนหนึ่งมีตัวเลขการเจริญเติบโตที่รวดเร็วกว่าแบรนด์อื่นๆ จากทั่วโลกถึง 8 เท่า
การลดภาษีนำเข้าสินค้าและการปรับราคาสินค้าแบรนด์เนมให้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ทำให้ผู้บริโภคชาวจีนหันกลับมาจับจ่ายสินค้าภายในประเทศมากยิ่งขึ้นตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา โดยผู้เชี่ยวชาญคาดว่าแนวโน้มดังกล่าวน่าจะเติบโตเพิ่มมากขึ้นในปีนี้ เนื่องจากทุกประเทศยังมีเงื่อนไขการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศต่อไปอย่างน้อยจนถึงช่วงครึ่งปีหลัง นอกจากนี้รายงานตัวเลขจาก Bain & Company และ Tmall พบว่ายอดซื้อสินค้าแบรนด์หรูของจีนโดยชาวจีนแผ่นดินใหญ่เพิ่มขึ้นสูงถึง 75% เมื่อปีที่แล้ว แม้ว่าจะมีการคาดการณ์ว่าตัวเลขดังกล่าวอาจปรับลดลงเมื่อการเดินทางระหว่างประเทศกลับเข้าสู่สภาวะปกติในอีก 2-3 ปีข้างหน้า แต่การเป็นผู้นำตลาดในประเทศจีนซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นตลาดเดียวในโลกที่ยังคงอยู่รอดและมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องน่าจะเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกจากทั่วโลกจับตามอง
ประเด็นสำคัญที่ธุรกิจค้าปลีกต้องคำนึงถึงในการดำเนินงานในประเทศจีน คือ ประเทศจีนในอดีตและปัจจุบันมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในอดีตประเทศจีนไม่มีห้างสรรพสินค้าออฟไลน์ขนาดใหญ่เทียบเท่ากับสหรัฐฯ แต่ประเทศจีนก้าวกระโดดจากการไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกออฟไลน์มาเป็นการพัฒนาระบบออนไลน์ที่ล้ำสมัยจนกลายเป็นสิ่งเดียวที่ผู้บริโภคหันมาพึ่งพาอย่างจริงจัง นักช้อปชาวจีนในปัจจุบันมีความคุ้นชินกับการซื้อสินค้าทุกสิ่งจากแอป Taobao และผู้บริโภคในประเทศจีนแทบจะไม่นิยมการใช้คอมพิวเตอร์ในการซื้อสินค้าออนไลน์ แต่นิยมการใช้โทรศัพท์มือถือมากถึง 99.3%
ผู้บริโภคกระแสหลักของจีนในปัจจุบันเป็นคนที่เกิดในยุค Gen Z เป็นต้นไป และเป็นกลุ่มที่เกิดมาในยุคที่ประเทศจีนมีความทันสมัยและประชาชนในประเทศมีฐานะที่มั่งคั่ง มีมุมมองในการบริโภคสินค้าที่ถูกใจโดยไม่คำนึงถึงราคา แต่สิ่งที่ผู้บริโภคในประเทศจีนต้องการมากที่สุดจากการบริโภคสินค้าออนไลน์ คือ ข้อมูลรายละเอียดสินค้า รูปภาพสินค้าจากทุกมุมมอง และเอกสารรับประกันจากรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าสังคมผู้บริโภคชาวจีนต้องการความน่าเชื่อถือจากสินค้าเป็นสำคัญ
นอกจากการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับค้าปลีก และการทำความเข้าใจมุมมองและวัฒนธรรมในการบริโภคสินค้าของผู้บริโภคชาวจีนแล้ว ผู้ค้าปลีกที่ต้องการทำธุรกิจในตลาดจีนยังจำเป็นต้องเข้าใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่จะช่วยให้สามารถเจาะตลาดค้าปลีกในประเทศจีนได้สำเร็จด้วย จังหวะในการเจาะตลาดถือเป็นสิ่งสำคัญที่แบรนด์ดังต้องทำความเข้าใจกว่าจะประสบความสำเร็จได้ หลายแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในประเทศจีนมีการแบ่งคอลเลคชั่นสินค้าตามฤดูกาลให้เป็นคอลเลคชั่นย่อยหรือลิมิเต็ดเอดิชั่นตามเทศกาลสำคัญของจีน เช่น เทศกาลลดราคาสินค้ากลางปี 618 (18 มิถุนายน) เทศกาลวันคนโสด (Single Day) เทศกาลวันแห่งความรักของจีนซึ่งมีถึง 4 วัน และเทศกาลวันหยุดอื่นๆ ของจีน เป็นต้น
ผู้บริโภคสินค้าแบรนด์เนมในประเทศจีนต้องการได้รับความสุขและความบันเทิงจากการบริโภคสินค้า นั่นหมายความว่าสินค้าแบรนด์เนมชั้นสูงจะยึดติดกับการออกคอลเลคชั่นที่จำกัด การผลิตสินค้าตามใจดีไซน์เนอร์ และผลิตสินค้าแบบเดียวกันจำนวนมากๆ จนกลาดเกลื่อนอีกต่อไปไม่ได้ แบรนด์หรูที่ประสบความสำเร็จในตลาดจีนอย่าง Louis Vuitton ได้เรียนรู้วิธีการแบ่งกลุ่มประเภทและความสนใจของผู้บริโภคแต่ละกลุ่มย่อย และนำเสนอสินค้าให้ตรงตามความต้องการปลีกย่อยเหล่านี้ (hyper-segment) ในขณะที่หลายแบรนด์ดังที่พยายามนำเสนอสินค้าทั่วไปและยึดติดกับกลยุทธ์ช่องทางค้าปลีกแบบดั้งเดิมกลับต้องประสบความล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า
ผู้บริโภคชาวจีนมีพฤติกรรมที่แตกต่างจากผู้บริโภคชาติตะวันตกมาก ไม่ว่าแบรนด์สินค้าจะโด่งดังหรือมีประวัติอันยาวนานเพียงใด แต่หากขาดแรงฉุด ขาดสินค้ารายการเด็ด มีชื่อเรียกที่ออกเสียงยาก ไม่เข้าถึงผู้บริโภค และยึดติดกับแนวทางของแบรนด์ แบรนด์สินค้าเหล่านั้นอาจะไม่สามารถอยู่ในตลาดและแพลตฟอร์มดิจิทัลของจีนได้อย่างยั่งยืน

