“อนุทิน” ชี้แก้ไฟใต้ทุกหน่วยต้องทำงานร่วมกัน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ว่า ได้รับฟังความทุกข์ร้อนของประชาชนในพื้นที่ ทั้งเรื่องการบริหารแนวชายแดน และแนวทางการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการปิดด่าน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หากมีการปิดด่านทั้งหมด ประชาชนสะท้อนว่าจะทำมาหากินลำบาก ซึ่งรัฐบาลต้องรับฟังเสียงสะท้อนดังกล่าว ส่วนจุดใดที่ยังไม่มีความเสี่ยงมาก เจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปควบคุมหรือกำกับดูแลให้เหมาะสม
นายอนุทินระบุว่า เรื่องเหล่านี้สะท้อนถึงความสำคัญของการสื่อสารซึ่งกันและกัน อีกเรื่องสำคัญคือการปรับปรุงแผนควบคุมสถานการณ์และมาตรการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ทั้งนี้ ได้มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยต้องปรับปรุงรูปแบบการทำงานให้บูรณาการร่วมกันอย่างชัดเจน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในอดีตเมื่อพูดถึงการบูรณาการ นายกรัฐมนตรีเป็นคนหนึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นอีกคนหนึ่ง แต่วันนี้เป็นคนเดียวกันแล้ว การบูรณาการจึงจะเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น
นายกรัฐมนตรีกำกับดูแลตำรวจและกองทัพ ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยดูแลฝ่ายปกครอง ดังนั้น จากนี้จะเห็นว่านายอำเภอ ตำรวจ ทหาร หน่วยงานความมั่นคง และฝ่ายพลเรือน ต้องทำงานร่วมกัน
พร้อมระบุว่า จะต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือบุคลากรให้เหมาะสม โดยผู้ที่เป็นหัวเรือหลัก 4-5 คน ต้องทำงานร่วมกันให้ได้
เมื่อถามถึงผลการหารือกับคนในพื้นที่ และแนวทางให้คนในพื้นที่ช่วยแก้ปัญหาไฟใต้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทุกฝ่ายต้องทำงานร่วมกัน ประชาชนบอกว่ารัฐบาลควรทำอย่างไร รัฐบาลก็ต้องรับฟังทั้งหมด แต่ประชาชนก็ต้องช่วยรัฐบาลด้วย
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลไม่มีทางรู้จักคนในพื้นที่ได้มากกว่าญาติพี่น้องของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งทุกฝ่ายย่อมอยากเห็นความสงบสุขเกิดขึ้นอยู่แล้ว ขณะที่รัฐบาลมีทั้งงบประมาณและสิ่งสนับสนุนต่าง ๆ
“เจตนาเพื่อทำให้พวกเขาสามารถสร้างสันติสุขในพื้นที่ของพวกเขาได้ ถ้าพวกเขาร่วมมือกันในการทำงาน แลกเปลี่ยนข่าวสารซึ่งกันและกัน และที่สำคัญคือการเจรจา ต้องไม่ปิดช่องเจรจา ซึ่งเราได้มีการเปลี่ยนยุทธศาสตร์การบริหารเพื่อความมั่นคง โดยเน้นเรื่องการเจรจา และต้องเคารพกฎหมาย โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ตรงไหนที่ต้องเข้าไปปราบปราม หรือหากเขามารังแกเรา ทำเรื่องความไม่สงบ เราก็ต้องดำเนินการ ตรงนี้ไม่มีใครห้ามเราอยู่ ไม่ใช่เราไม่พูดคุยกับเขาเลย” นายกรัฐมนตรีกล่าว
เมื่อถามว่าการปรับยุทธศาสตร์ครั้งนี้จะทำให้สถานการณ์ชายแดนใต้ดีขึ้นหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า สถานการณ์ต้องดีขึ้น แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นมายาวนาน 30-40 ปี ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทันทีเพียงเพราะเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งเดียว
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีมั่นใจว่า ภายใต้การนำของรัฐบาลชุดนี้ จะได้เห็นการบูรณาการความร่วมมือของฝ่ายบริหารในการให้บริการประชาชนอย่างเป็นหนึ่งเดียว
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สิ่งเดียวที่คาดหวังและอยากให้เกิดขึ้น คือความร่วมมือของประชาชนทุกฝ่าย เพื่อให้ความสงบสุขเกิดขึ้น
เมื่อถามว่าการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้จะเป็นการเพิ่มจำนวนเก้าอี้ สส. ให้พรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องการเมือง
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใด เมื่อเป็นรัฐบาลก็มีหน้าที่ทำเพื่อประชาชน ไม่ว่าประชาชนจะเลือกพรรคใดมา หากเป็นพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ รัฐบาลก็ต้องสร้างสันติสุข สร้างเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน
นายกฯ เผย เล็งเสนอชื่อ หมอเอก นั่ง โฆษกรัฐบาล เข้าที่ประชุม ครม.สัปดาห์หน้า
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่จะมีการเปลี่ยนแปลงตัวโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า เป็นการสับเปลี่ยนภารกิจ

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เนื่องจากมีงานเกี่ยวกับสตรีในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งทราบว่านางสาวรัชดา ธนาดิเรก ได้ทำเรื่องนี้มาระยะหนึ่งแล้ว จึงอยากให้มาทำหน้าที่ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อช่วยงานด้านกลุ่มสตรีในพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงงานอื่น ๆ ด้วย
สำหรับโฆษกรัฐบาลคนใหม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า น่าจะเป็น นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ หรือ “หมอเอก” ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ทางการเมือง และเคยเป็น สส. มาก่อน
นายกรัฐมนตรีระบุว่า จะนำรายชื่อดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า
เมื่อถามว่าโฆษกคนใหม่เคยอยู่พรรคก้าวไกลมาก่อน นายกรัฐมนตรีตอบทันทีว่า ขณะนี้อยู่พรรคภูมิใจไทย และเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยมานานแล้ว
“พลพีร์“ ลุยปราบ นอร์มินีทุนเทาต่อเนื่อง
วันที่ 1 กันยายน ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีการปราบปรามธุรกิจนอมินีในพื้นที่ห้วยขวางและกรุงเทพมหานครว่า กระทรวงมหาดไทยพอทราบข้อมูลอยู่แล้วว่าพื้นที่ใดในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดใดที่น่าสงสัยว่าจะมีบริษัทนอมินี

นายพลพีร์กล่าวว่า กรมการปกครองจะทำข้อมูลร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ หากมีความมั่นใจว่าบริษัทใดเป็นนอมินี ก็จะตรวจสอบรายละเอียดให้มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องใบอนุญาตประกอบกิจการ
หากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีใบอนุญาต ก็จะเข้าไปตรวจสอบ โดยในกรุงเทพฯ ยังมีอีกหลายจุด รวมถึงจังหวัดภาคกลางและภาคเหนือที่เตรียมดำเนินการ
เมื่อถามว่า กระทรวงมหาดไทยมีข้อมูลบริษัทธุรกิจที่อาจเข้าข่ายเป็นนอมินีมากน้อยเพียงใด นายพลพีร์กล่าวว่า ทั้งประเทศมี 2,314 บริษัท ถือครองที่ดินกว่า 5,800 แปลง มูลค่า 65,000 ล้านบาท
พร้อมระบุว่า สัปดาห์หน้าจะเชิญกรมที่ดินมาหารือ และยังมีอีก 14,000 บริษัทที่สงสัยว่าอาจเป็นนอมินี ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวนเพิ่มเติม
เมื่อถามถึงกรณีที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง นายพลพีร์กล่าวว่า ใน 2 ภารกิจหลักที่ลงพื้นที่ มีการได้ยินชื่อหน่วยงานอื่นและข้าราชการบางส่วน ซึ่งตนไม่สบายใจ ขณะนี้กำลังตรวจสอบว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นใคร เช่น กรณีในพื้นที่ห้วยขวาง
เมื่อถามว่าการลงตรวจสอบผับ 577 แห่งในเขตห้วยขวางสร้างแรงกระเพื่อมต่อธุรกิจนอมินีหรือไม่ นายพลพีร์กล่าวว่า จริง ๆ แล้วไม่ได้ตั้งใจไปตรวจประเด็นนั้นตั้งแต่แรก และขณะเข้าตรวจยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่าสถานีตำรวจใดเป็นผู้ดูแลพื้นที่ดังกล่าว
เนื่องจากบริเวณถนนรัชดา-ห้วยขวางมีสถานีตำรวจถึง 3 แห่ง จึงไม่ได้ทราบว่าเป็นพื้นที่ของ สน.ห้วยขวางโดยเฉพาะ
นายพลพีร์กล่าวว่า กรมการปกครองกำลังทำการบ้านต่อ หากพบสถานที่ใดกระทำผิดก็จะดำเนินการ เพื่อช่วยให้กรุงเทพฯ สะอาดขึ้น
พร้อมย้ำว่า จะประสานกับกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อตรวจสอบเรื่องการโอนหุ้นของแต่ละบริษัท รวมถึงบางเรื่องอาจต้องปรึกษาสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน
นายพลพีร์กล่าวว่า แม้บางบริษัทจะย้ายหนี แต่ก็หนีการตรวจสอบไม่พ้น เพราะรัฐบาลต้องการปราบปรามเรื่องนี้อย่างจริงจัง พร้อมยอมรับว่าบริษัทสีเทายังคงผุดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจะกัดกร่อนคนไทยไปเรื่อย ๆ หากไม่เร่งจัดการ
เมื่อถามถึงกรณีที่กรุงเทพมหานครมีคำสั่งให้สถานบันเทิงย่านสะพานควายปิดชั่วคราว นายพลพีร์กล่าวว่า คิดว่า กทม. เห็นภารกิจที่ห้วยขวาง และมีหลายสื่อพูดถึงร้านดังกล่าว จึงเข้าไปตรวจสอบ
ทั้งนี้ ทราบว่าคำสั่งห้ามใช้สถานที่เป็นเรื่องสาธารณสุข แต่เห็นว่ายังมีประเด็นอื่นที่ กทม. สามารถดำเนินการได้ ทั้งเรื่องโครงสร้างอาคารและใบอนุญาตต่าง ๆ จึงฝากให้ผู้ว่าฯ กทม. เข้าไปดูเพิ่มเติม
นายพลพีร์กล่าวว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ไปต่อยอดตรวจสอบร้านสนุกเกอร์แห่งหนึ่ง ซึ่งพบว่าเป็นเจ้าของเดียวกันกับร้านที่สะพานควาย มีลักษณะเปิดให้บริการคล้ายกับร้านที่ถูกปิดไป แต่ได้ติดป้ายปิดปรับปรุงไว้
นายพลพีร์ระบุว่า หากเดินหน้าตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลต่าง ๆ ก็จะปรากฏเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ศาลปกครองกลางนัดฟังคำสั่งคดี “สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” พรุ่งนี้
ศาลปกครอง วันนี้ 1 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลปกครองกลางได้กำหนดนัดฟังคำสั่งศาลปกครองสูงสุดในวันพรุ่งนี้ 2 กันยายน เวลา 10.30 น. ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 7 ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ

กรณีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือประธาน กสทช. ที่ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ซึ่งสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา
การนัดฟังคำสั่งของศาลปกครองกลางครั้งนี้เป็นที่จับตาจากหลายฝ่าย เนื่องจากเป็นประเด็นความขัดแย้งและข้อกฎหมายภายในองค์กรกำกับดูแลกิจการสื่อและโทรคมนาคมของประเทศ
คาดว่าผลคำสั่งในวันดังกล่าวจะส่งผลต่อทิศทางการทำงานและการบริหารงานภายในสำนักงาน กสทช. ต่อไป
“ประธานโสภณ” ควงนางงามเดินชมผ้าไหมไทย บอกทุกคนต้องการแสง
วันนี้ 1 กันยายน นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เดินเยี่ยมชมการออกบูธจำหน่ายสินค้าของกรมหม่อนไหม ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์แฮนด์เมด ทั้งผ้าไหม อาหาร และเครื่องดื่ม บริเวณรอบสระมรกต

ผู้สื่อข่าวกล่าวแซวว่า วันนี้มีการควงนางงามมาด้วย นายโสภณจึงกล่าวว่า เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เดินควงนางงาม เพราะต้องการให้นางงามมาช่วยฉายแสงให้กับผ้าไหมเมืองบุรีรัมย์ เมืองผ้าไทย และผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมไทย ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท
นายโสภณกล่าวว่า ขณะนี้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา ทรงทำโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” วันนี้จึงเป็นการโปรโมต 2 เรื่อง คือโปรโมตสภาของประชาชน และโปรโมตผลิตภัณฑ์ไทยที่มาใช้พื้นที่สภาในการจัดงาน
นายโสภณกล่าวว่า ประชาชนอาจยังไม่ได้เห็นภาพของสภาจริง ๆ เมื่อเติมสีสันแล้ว จึงเชิญ Mrs. Thailand World มาช่วยเพิ่มสีสันให้กับงาน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายโสภณให้สัมภาษณ์ ช่างภาพได้ขอเปิดไฟเพื่อเพิ่มความสว่างบริเวณที่ให้สัมภาษณ์
นายโสภณกล่าวว่า “ได้เลย เพราะทุกวันนี้คนชอบแสง” พร้อมระบุว่า จึงนำแสงมาเติม เพิ่มแสงให้ผ้าไหมและให้สภา
นายโสภณกล่าวเชิญชวนว่า ในอีก 3 วันนี้ ขอเชิญประชาชนมาร่วมชมผลิตภัณฑ์จากทั้ง 5 ภาค ซึ่งไม่เฉพาะผ้าไหม แต่ยังมีหัตถกรรมแฮนด์เมดที่ต้องการส่งเสริมด้วย

