นายกฯ ลงพื้นที่ คลอง ร.1 เตรียมพร้อมป้องกันอุทกภัยหาดใหญ่
วันนี้ 31 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ประตูระบายน้ำหน้าควน หรือคลองภูมินาถดำริ ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อสำรวจพื้นที่ รับฟังปัญหา และติดตามแผนงานระบบป้องกันอุทกภัยเมืองหาดใหญ่

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้รับฟังผลการดำเนินงานซ่อมแซมคลอง ร.1 ก่อนพบปะประชาชนในพื้นที่
นายกรัฐมนตรีรับฟังรายงานการเตรียมความพร้อมระบบระบายน้ำคลองภูมินาถดำริ โดยอธิบดีกรมชลประทานยืนยันว่า กรมชลประทานดำเนินโครงการฟื้นฟูโครงสร้างที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือฤดูน้ำหลากปี 2569
แผนงานดังกล่าวครอบคลุมการขุดลอกคลอง 7 สาย และซ่อมแซมอาคารชลประทานที่ได้รับความเสียหาย โดยจะแล้วเสร็จก่อนเดือนตุลาคม 2569
พร้อมให้ความมั่นใจว่า โครงสร้างบริหารจัดการคลอง ร.1 จะสามารถรองรับน้ำในช่วงฤดูฝน และระบายน้ำได้ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ภายหลังรับฟังรายงาน นายกรัฐมนตรีพบปะประชาชน พร้อมกล่าวว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ครั้งแรกของรัฐบาลนี้ที่จังหวัดสงขลา เป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับจังหวัดสงขลาและจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญและเป็นพื้นที่แห่งโอกาสของประชาชน
รัฐบาลต้องการให้ประชาชนมีความปลอดภัยจากอุทกภัยและภัยธรรมชาติต่าง ๆ รวมถึงมีความสะดวกในการประกอบอาชีพ เนื่องจากพื้นที่นี้มีความสำคัญทั้งด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่สามารถกระจายความเจริญไปยังจังหวัดอื่น ๆ
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เรื่องแรกที่ต้องการติดตามด้วยตนเองคือการบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบมีความมั่นคงแข็งแรงเพียงพอ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะติดตามทั้งเรื่องน้ำ โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ โดยที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามการซ่อมแซมคลองและความพร้อมของระบบระบายน้ำ
รัฐบาลยังได้อนุมัติงบประมาณเพื่อฟื้นฟูระบบชลประทานใน 5 จังหวัดภาคใต้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยปี 2568
“คณะรัฐมนตรีได้มาติดตามความคืบหน้าตามที่ได้สั่งการไว้ โดยยึดหลักการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า จากบทเรียนที่ผ่านมา ทำให้ทราบจุดคอขวด จุดที่ระบายน้ำได้ช้า และจุดที่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพ รวมถึงเร่งจัดการขยะ วัชพืช และสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อให้เส้นทางน้ำพร้อมใช้งาน โดยทุกหน่วยงานต้องจัดให้เส้นทางระบายน้ำมีความพร้อม” นายกรัฐมนตรีกล่าว
นายกรัฐมนตรีกำชับว่า ข้อมูลของทุกหน่วยงานต้องบูรณาการร่วมกัน ทั้งข้อมูลปริมาณฝน ปริมาณน้ำ และสภาพอากาศ ให้เป็นข้อมูลที่ตรงกัน เพื่อประเมินสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว และแจ้งเตือนประชาชนได้ทันท่วงที
พร้อมเตรียมเจ้าหน้าที่ เครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร เส้นทางอพยพ และศูนย์พักพิงให้พร้อม หากเกิดเหตุจะต้องเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันที
“เราชนะธรรมชาติไม่ได้ แต่ต้องก่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินประชาชนให้มากที่สุด เมื่อเกิดความเสียหาย ความช่วยเหลือและเยียวยาต้องถึงประชาชนโดยเร็ว จึงได้กำชับทุกหน่วยงานให้ลดขั้นตอน เอกสาร และประสานใช้ข้อมูลที่ภาครัฐมีอยู่แล้วให้มากที่สุด เรื่องใดที่ประชาชนยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ ขอให้แจ้งเข้ามา รัฐบาลจะติดตามให้ครบถ้วน” นายกรัฐมนตรีกล่าว
นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ ADB ที่สนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้โรงพยาบาลหาดใหญ่และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด รวมถึงช่วยซ่อมแซมศูนย์พักพิงในพื้นที่คอหงส์ และช่วยเหลือครัวเรือนกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบ
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขอให้ประชาชนชาวสงขลามั่นใจว่า รัฐบาลมุ่งแก้ไขปัญหาที่อยู่ตรงหน้า และผลักดันศักยภาพของสงขลาและภาคใต้ ทั้งการลดความเสี่ยงด้านน้ำ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงพื้นที่ ตลอดจนส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ พร้อมดูแลความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน
ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในการประชุม ครม. วันพรุ่งนี้ จะเสนอเรื่องการทำประกันอุทกภัยให้กับประชาชนทุกหลังคาเรือน เพื่อให้เมื่อเกิดเหตุ ประชาชนไม่ต้องกังวลเรื่องการพิสูจน์ว่าเป็นผู้เช่าหรือเจ้าของเคหสถาน
หากประชาชนอยู่อาศัยและลงทะเบียนในพื้นที่ รัฐบาลจะให้การดูแลคุ้มครองชีวิตเบื้องต้น โดยจะกำหนดวิธีดำเนินการและคุณสมบัติของผู้ได้รับความคุ้มครอง เพื่อเร่งอำนวยความสะดวกในการเยียวยาประชาชนเมื่อเกิดอุทกภัย
“รัฐบาลจะรับทุกปัญหามาเร่งแก้ไข โดยจะไม่ทอดทิ้งหรือเพิกเฉย และจะใช้ทุกวินาทีแก้ไขปัญหาให้ชาวสงขลาและภาคใต้ เช่นเดียวกับทุกจังหวัด เพื่อบริหารสถานการณ์และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน โดยทุกหน่วยงานต้องทำงานอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ข้อสั่งการของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง” นายกรัฐมนตรีกล่าว
นายกฯ “อนุทิน” เดินหน้าสะพาน 2 แห่งภาคใต้ เชื่อมคมนาคม–ท่องเที่ยว–เศรษฐกิจ
วันนี้ 31 สิงหาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสตีเฟน เอ็น. นเดกวา ว่าที่ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา หรือ World Bank และผู้บริหารระดับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการสะพานสำคัญ 2 แห่งในภาคใต้

โครงการดังกล่าว ได้แก่ โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา ตำบลเกาะใหญ่ อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา – ตำบลจองถนน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง และโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา ตำบลเกาะกลาง – ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่
พิธีลงนามจัดขึ้น ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมบุรีศรีภู อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
โอกาสนี้ นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท ผู้แทนกิจการร่วมค้า CMC และผู้แทนบริษัท CHEC CONSTRUCTION (M) SDN.BHD สัญชาติมาเลเซีย ร่วมลงนามในสัญญาจ้าง
ทั้ง 2 โครงการจะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมของภาคใต้ ภายใต้แนวทาง “Green Transport” มุ่งสู่การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า พิธีลงนามในวันนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ภาคใต้ เพราะทั้ง 2 โครงการไม่ได้เป็นเพียงการเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมให้มีความสมบูรณ์ แต่รัฐบาลตั้งใจให้เป็น “สะพานแห่งโอกาส” ที่เดินหน้าไปพร้อมกับ “การอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืน”
นายกรัฐมนตรีระบุว่า พื้นที่โครงการทั้ง 2 แห่งมีความละเอียดอ่อนและมีคุณค่าทางระบบนิเวศ โดยเฉพาะทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของโลมาอิรวดี สัตว์ป่าคุ้มครอง และเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของประเทศ
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การพัฒนาเศรษฐกิจและการคมนาคมต้องไม่แลกมาด้วยการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ
โครงการได้รับการออกแบบและดำเนินการตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสูง พร้อมกำหนดมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวดตลอดระยะเวลาการก่อสร้าง เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่กับการรักษาระบบนิเวศ
เมื่อสะพานทั้ง 2 แห่งก่อสร้างแล้วเสร็จ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในหลายมิติ
มิติแรก คือการเดินทางและการขนส่ง โดยจะช่วยลดระยะทางและระยะเวลาในการเดินทาง เพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกในการสัญจร การขนส่งสินค้า รวมถึงการเข้าถึงบริการทางการแพทย์และการช่วยเหลือฉุกเฉิน
มิติที่สอง คือการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยจะช่วยเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวระหว่างฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน เพิ่มศักยภาพเกาะลันตาและพื้นที่โดยรอบทะเลสาบสงขลาให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น
มิติที่สาม คือการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานราก สร้างงาน สร้างอาชีพ และเพิ่มโอกาสทางรายได้ให้แก่ประชาชนและชุมชนในพื้นที่
“สุริยะ” ย้ำเร่งขุดลอกคลองรับมือน้ำท่วมหาดใหญ่
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามการฟื้นฟูระบบป้องกันและบรรเทาอุทกภัย

นายสุริยะกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยต่อสถานการณ์น้ำและผลกระทบต่อประชาชน หลังอุทกภัยครั้งใหญ่ปลายปี 2568 สร้างความเสียหายต่อระบบชลประทานและพื้นที่เศรษฐกิจของหาดใหญ่
การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงเป็นการติดตามและเร่งรัดให้งานฟื้นฟูเป็นไปตามเป้าหมาย พร้อมย้ำว่า หากเกิดสถานการณ์ขึ้น ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจะต้องได้รับการดูแลและฟื้นฟูอย่างเต็มที่
นายสุริยะกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า ระหว่างติดตามงาน นายกรัฐมนตรีพูดติดตลกถึงจุดหนึ่งว่า หากแก้ปัญหาไม่ได้ “ก็ให้โดดน้ำ” ซึ่งตนว่ายน้ำไม่เป็น จึงต้องแก้ปัญหาให้ได้ จะได้ไม่ต้องโดดลงไป
นายสุริยะกล่าวว่า หลังอุทกภัยครั้งใหญ่ รัฐบาลอนุมัติงบกลางกว่า 800 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูและซ่อมแซมระบบชลประทาน รวมถึงสิ่งก่อสร้างที่ได้รับความเสียหาย
ทั้งนี้ ได้สั่งการให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการ เพื่อให้ระบบกลับมาพร้อมรองรับฤดูน้ำหลากของภาคใต้
“เอกนัฏ” แจงสว.พ.ร.ก. กู้เงินพลังงานดันโซลาร์ประชาชน
วันนี้ 31 สิงหาคม 2569 เวลา 12.30 น. ที่ห้องประชุมวุฒิสภา อาคารรัฐสภา นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภา ในการพิจารณาพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569

นายเอกนัฏกล่าวว่า พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้มีความจำเป็น เพราะวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางกระทบหนักทั้งเศรษฐกิจและค่าครองชีพประชาชน
ประเทศไทยใช้น้ำมันรวมประมาณวันละ 100 ล้านลิตร แม้มีโรงกลั่นเพียงพอต่อความต้องการ แต่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 90% เมื่อราคาน้ำมันดิบพุ่งจาก 60-70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ไปเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จึงกระทบต้นทุนทั้งระบบทันที
นายเอกนัฏกล่าวว่า หากไม่มีกองทุนน้ำมันช่วยดูแล ราคาดีเซลหลังหน้าโรงกลั่นอาจสูงเกิน 60-70 บาทต่อลิตร เพราะราคาดีเซลตลาดสิงคโปร์เคยพุ่งเกือบแตะ 300 ดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนไฟฟ้าไทยยังพึ่งก๊าซราว 60% และต้องนำเข้า LNG ประมาณ 30% ของเชื้อเพลิงก๊าซ เมื่อ LNG แพง ค่าไฟจึงถูกกดดันเช่นกัน
นายเอกนัฏกล่าวว่า ต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นประมาณลิตรละ 10 บาท จากการบริโภควันละ 100 ล้านลิตร เท่ากับไทยมีภาระเพิ่มวันละประมาณ 1,000 ล้านบาท หรือกว่า 300,000 ล้านบาทต่อปี
ขณะที่ต้นทุนไฟฟ้าจาก LNG อาจเพิ่มอีกหลายแสนล้านบาทต่อปี สะท้อนว่าวิกฤตพลังงานครั้งนี้มีมูลค่าความเสียหายสูงมาก
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้เลือกใช้เงินแก้ปัญหาอย่างเดียว เพราะการใช้กองทุนน้ำมันคือการดึงเงินผู้ใช้น้ำมันในอนาคตมาชดเชยปัจจุบัน ส่วนการลดภาษีสรรพสามิตคือการลดรายได้รัฐ สุดท้ายล้วนหนีไม่พ้นภาระกู้เงิน
นายเอกนัฏกล่าวว่า รัฐบาลภายใต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และการกำกับของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ใช้มาตรการที่ไม่เคยทำมาก่อน คือใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. เรียกเงินส่วนเกินจากโรงกลั่น 6 โรง จากค่าการกลั่นที่สูงผิดปกติ ได้แล้ว 17,442 ล้านบาท เพื่อนำมาลดราคาหน้าปั๊มให้ประชาชน
ด้านค่าไฟ รัฐบาลไม่ได้อุดหนุนเพียงอย่างเดียว แต่ปรับโครงสร้างด้วยการดึงค่าไฟทางออกจากบิลประชาชน และลดค่าไฟบ้านอยู่อาศัย 200 หน่วยแรก เหลือไม่เกิน 3 บาท ครอบคลุม 23 ล้านครัวเรือน พร้อมลดภาระค่าไฟทางอีกหน่วยละกว่า 6 สตางค์
นายเอกนัฏกล่าวว่า เงินกู้ 400,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 ส่วน โดย 200,000 ล้านบาทแรก ใช้บรรเทาผลกระทบแบบมุ่งเป้า ส่งตรงถึงประชาชน ไม่มีการซื้อของหรือเปิดช่องเงินทอน
ส่วนอีก 200,000 ล้านบาท เป็นการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างยั่งยืน ไม่ใช่กู้มาปะผุแล้วปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อต่อไป
สำหรับน้ำมัน รัฐบาลจะเร่งผลักดันเชื้อเพลิงชีวภาพจากผลผลิตเกษตรไทย ทั้งไบโอดีเซลจากปาล์ม และเอทานอลจากอ้อยกับมันสำปะหลัง ให้เป็น “บ่อน้ำมันบนดิน” ลดการพึ่งพาน้ำมันดิบต่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อเอทานอลไทยสามารถผลิตได้ถูกกว่าราคาเบนซินอ้างอิงสิงคโปร์
นายเอกนัฏกล่าวว่า ส่วนไฟฟ้า ต้องลดการพึ่งพา LNG ด้วยพลังงานหมุนเวียน ทั้งแสงอาทิตย์ ลม ไฮโดรเจน และเทคโนโลยีใหม่
พร้อมเปิดตลาดซื้อขายไฟสะอาดแบบ Direct PPA ให้ทุกอุตสาหกรรมเข้าถึงไฟสะอาด ไม่จำกัดเฉพาะ Data Center และเตรียมลงทุนระบบโครงข่ายรองรับการผลิตไฟจากประชาชน
“เงินกู้ก้อนนี้จะนำมาลงทุนให้ประชาชนมีโอกาสเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า ผ่านโซลาร์หลังคาประชาชนหรือพื้นที่ของประชาชน รัฐลงทุนติดตั้ง รับซื้อไฟช่วงแรกเพื่อนำรายได้มาผ่อนคืน ส่วนไฟส่วนเกินช่วยลดค่าไฟ เมื่อคืนทุนแล้วแผงโซลาร์จะตกเป็นของประชาชน สร้างรายได้ระยะยาวและกระจายโอกาสจากทุนพลังงานเดิมสู่ประชาชนอย่างแท้จริง” นายเอกนัฏกล่าว
วุฒิสภา 135 ต่อ 11 เสียง อนุมัติ ‘พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน’
ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ซึ่งมีพลเอกเกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท

ภายหลังสมาชิกวุฒิสภาอภิปรายและรับฟังคำชี้แจงจากรัฐบาลแล้วเสร็จ ที่ประชุมได้ลงมติ โดยเสียงข้างมาก 135 เสียง อนุมัติ พ.ร.ก.ดังกล่าว ขณะที่มีเสียงไม่เห็นด้วย 11 เสียง และงดออกเสียง 28 เสียง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนลงมติ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ ชี้แจงต่อที่ประชุมถึงข้อกังวลของวุฒิสภาว่า พ.ร.ก.กู้เงินอาจเป็นการตีเช็คเปล่าและไม่ตอบโจทย์
นายลวรณยอมรับว่า ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดโครงการ เพราะยังไม่มีโครงการใดเสนอให้พิจารณา โดยหลังจากวุฒิสภาอนุมัติ พ.ร.ก.แล้ว เชื่อว่าจะมีโครงการถูกนำเสนอ พร้อมรายละเอียด เช่น ทำโครงการอะไร เพื่ออะไร ใช้เงินเท่าใด ใครได้ประโยชน์ และตอบโจทย์หรือไม่
“ผมขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าไม่มีรายละเอียดจริง ๆ และอีกประเด็นที่ สว. กังวล และอาจไม่เห็นด้วยกับโครงการนั้นโครงการนี้ คณะกรรมการยืนยันว่าไม่ใช่ทุกโครงการที่เสนอมาจะได้รับการพิจารณาหรือผ่านการพิจารณา ทั้งนี้ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์รายละเอียด เช่น จำเป็นเร่งด่วน แต่ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ เป็นโครงการที่สามารถดำเนินการได้เลยทันทีที่ได้รับอนุมัติ และโครงการนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2570 รวมถึงคุ้มค่า ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” นายลวรณชี้แจง
นายลวรณกล่าวต่อว่า ส่วนโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน คณะกรรมการได้ตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อกลั่นกรองไว้อีกชั้น โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานร่วมพิจารณา ก่อนส่งให้คณะกรรมการชุดใหญ่ตามกฎหมาย
เมื่อโครงการผ่านการพิจารณาแล้ว จะต้องมีการประเมินผลการใช้จ่ายเงิน โดยคณะกรรมการประเมินผลจะเป็นบุคคลภายนอกที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ
นายลวรณขอให้ความมั่นใจกับวุฒิสภาว่า คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้จะทำงานด้วยความโปร่งใส เป็นมืออาชีพ และทุกโครงการที่ออกมาจะต้องมีความคุ้มค่า ตอบโจทย์ข้อสงสัยของสังคมได้อย่างชัดเจน
นายลวรณกล่าวว่า หากเกิดวิกฤตพลังงานขึ้นมาอีกครั้งในอนาคต หนึ่งปีที่ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านพลังงานจะต้องเห็นผลว่า วิกฤตครั้งหน้าประเทศไทยจะสามารถรับมือได้ดีกว่าเดิม และประชาชนคนไทยจะต้องได้รับผลกระทบน้อยลงกว่าเดิม

