นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์การกลายพันธุ์ของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยรุนแรงขึ้น การฟื้นตัวจะช้าออกไปและไม่เท่าเทียมกันในแต่ละภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคบริการและการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบหนัก รายได้และการจ้างงานที่ลดลงส่งผลซ้ำเติมฐานะการเงินที่เปราะบางของธุรกิจและครัวเรือน ดังนั้น เพื่อให้มาตรการทางการเงินช่วยบรรเทาผลกระทบได้มากขึ้นในระหว่างที่ต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหาด้านสาธารณสุข ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2564 จึงมีมติอนุมัติมาตรการเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม
น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายและกำกับสถาบันการเงิน 2 ธปท. กล่าวว่า ธปท.มีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม โดยเน้นช่วยเหลือประชาชนรายย่อยและเอสเอ็มอีให้มีสภาพคล่องเติมและแก้ไขหนี้เดิม ซึ่งในส่วนหนี้ประชาชนได้คงอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำของบัตรเครดิตที่ 5% ไปจนถึงสิ้นปี 65 และขยายวงเงินสินเชื่อส่วนบุคคลคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือนให้ได้รับสินเชื่อไม่เกิน 2 เท่าจากเดิม 1.5 เท่าของรายได้ และไม่จำกัดสถาบันการเงิน จากเดิมต้องไม่เกิน 3 แห่ง มีผลไปจนถึงสิ้นปี 65 ส่วนสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล ขยายเพดานวงเงินสินเชื่อจากไม่เกิน 20,000 บาท เป็นไม่เกิน 40,000 บาท และขยายเวลาชำระคืนจาก 6 เดือนเป็น 12 เดือน
นอกจากนี้ธปท.ผ่อนเกณฑ์ให้สถาบันการเงินช่วยลูกหนี้ โดยคงสถานะจัดชั้นหนี้จนถึง 31 มี.ค.65 ใช้เกณฑ์การจัดชั้นและการกันสำรองอย่างยืดหยุ่นได้ยาวถึงสิ้นปี 66 และขยายเวลาการปรับลดอัตราเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน(FIDF) เหลือ 0.23% จาก 0.46% ต่อปี นานถึงสิ้นปี 65 เพื่อลดต้นทุนของสถาบันการเงินนำเงินที่ลดไปช่วยลูกหนี้ โดยจะให้สถาบันการเงินเน้นปรับโครงสร้างหนี้ มากกว่าเลือกให้พักหนี้แบบระยะสั้น เพราะโควิด-19 ยืดเยื้อส่งผลกระทบด้านรายได้ยาวนาน
ทั้งนี้สถาบันการเงินต้องตกลงความช่วยเหลือกับลูกหนี้ ให้การผ่อนชำระสอดรับกับรายได้ปัจจุบัน เช่น อาจยืดหนี้ออกไป และเมื่อเศรษฐกิจกลับมา จะให้ทยอยจ่ายหนี้คืนเป็นขั้นบันได หรืออาจใช้ดิจิทัลมาเป็นช่องทางให้ลูกหนี้เข้าถึงมากขึ้น ลดการเดินทางมาสาขา และต้องช่วยลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจริง ตามลักษณะของปัญหาแต่ละราย เป็นต้น
ขณะเดียวกันยังมีมาตรการช่วยลูกหนี้เอสเอ็มอี โดยขยายวงเงินสินเชื่อฟื้นฟูหากเป็นลูกหนี้ใหม่จะได้สินเชื่อไม่เกิน 50 ล้านบาท จากเดิมไม่เกิน 20 ล้านบาทรวมทุกสถาบันการเงิน ส่วนลูกหนี้เก่าหากวงเงินสินเชื่อเดิมไม่เกิน 150 ล้านบาท จะได้รับ 30% ของวงเงินแต่ละสถาบันการเงิน เปลี่ยนมาเป็นได้รับ 30% ของวงเงินแต่ละสถาบันการเงิน หรือได้รับสูงสุดไม่เกิน 50 ล้านบาท แล้วแต่ยอดใดจะสูงกว่า และปรับลดค่าธรรมเนียมการค้ำประกันให้กับลูกหนี้ที่มีวงเงินเดิมไม่เกิน 50 ล้านบาท และได้รับวงเงินใหม่ไม่เกิน 15 ล้านบาท
“ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ธปท. จึงส่งเสริมให้เกิดการแก้ไขหนี้เดิมอย่างยั่งยืน โดยเน้นให้สถาบันการเงินช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แบบระยะยาว และคำนึงถึงหลักการดังต่อไปนี้ 1.มองสถานการณ์ระยะยาว โดยกำหนดการจ่ายคืนหนี้ให้สอดคล้องกับรายได้ปัจจุบันที่ลดลงมากและทยอยจ่ายเพิ่มขึ้นเมื่อรายได้กลับมา 2.สามารถช่วยลูกหนี้จำนวนมากได้เร็ว 3.ตรงจุดให้เหมาะกับ ปัญหาของลูกหนี้แต่ละรายที่มีปัญหาและการฟื้นตัวต่างกัน 4.เป็นธรรมกับทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ เพื่อให้ทุกฝ่ายผ่านความยากลำบากไปด้วยกัน และต้องไม่สร้างแรงจูงใจที่ไม่เหมาะสม (moral hazard) ให้กับลูกหนี้ที่ไม่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ความช่วยเหลือไปสู่กลุ่มลูกหนี้ที่เป็นเป้าหมายที่แท้จริงอย่างได้ผล และรักษาสมดุลและเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินโดยรวม”
สำหรับสินเชื่อฟื้นฟูสำหรับลูกหนี้เอสเอ็มอี ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2564 ธปท. อนุมัติสินเชื่อฟื้นฟูไปแล้ว รวมทั้งสิ้น 92,316 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายร่วมระหว่าง ธปท. กับสถาบันการเงินที่ 1 แสนล้านบาทได้ก่อนเดือน ตุลาคม 2564 โดยสินเชื่อกระจายตัวได้ดีและครอบคลุมลูกหนี้จำนวน 30,194 ราย เฉลี่ยรายละ 3.1 ล้านบาท
ซึ่งเป็นลูกหนี้ธุรกิจขนาดเล็ก 42.6% ประกอบธุรกิจการพาณิชย์และบริการ 67.5% และเป็นลูกหนี้ที่อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัด นอกเขตกรุงเทพและปริมณฑล 68.5% อย่างไรก็ดี ธปท. ประเมินว่าภาคธุรกิจยังมีความต้องการสินเชื่อฟื้นฟูเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะข้างหน้า ที่ผ่านมา ธปท. ได้หารือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งผู้ประกอบธุรกิจผ่านสมาคมต่าง ๆ เช่น หอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสถาบันการเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดต่าง ๆ ของมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู และเห็นควรให้ขยายวงเงินสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีวงเงินสินเชื่อเดิมต่ำหรือไม่เคยมีวงเงินมาก่อน ที่เดิมอาจไม่ต้องพึ่งพาสินเชื่อจากสถาบันการเงิน รวมถึงเพิ่มการค้ำประกันให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเป้าหมายที่เปราะบางได้มากขึ้น

