ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยผลสำรวจล่าสุด คนไทยกว่า 73% เคยถูกมิจฉาชีพเข้าถึง แนะ 3 แนวทางหลัก “เสริมความรู้ผู้บริโภค–สร้างโลกออนไลน์ปลอดภัย–ร่วมมือข้ามอุตสาหกรรม” เพื่อก้าวจากภาวะ “เสี่ยงภัย” สู่ “ปลอดภัย” ในยุคดิจิทัล
🔍 ภาพรวม: “ภัยการเงิน” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
บทความล่าสุดจากธปท. เรื่อง “คนไทยกับภัยการเงิน: เสี่ยงภัย สู่ ปลอดภัย” (27 ตุลาคม 2568) เผยข้อมูลชี้ชัดว่า ภัยทางการเงินกลายเป็นเรื่องที่เฉียดเข้าใกล้ผู้บริโภคไทยมากกว่าที่เคย โดยระบุว่า 73% ของประชาชน ถูกมิจฉาชีพเข้าถึงแล้ว และจำนวนไม่น้อย “ตกเป็นเหยื่อ” จริงจัง
แม้ว่า มูลค่าความเสียหายต่อ GDP ของไทย (~0.14%) จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับฮ่องกง (0.29%), สิงคโปร์ (0.15%) และมาเลเซีย (0.08%) แต่สิ่งที่น่าจับตาคือ “มูลค่าความเสียหายต่อเคส” ของไทยน้อยกว่าเพื่อนบ้านอย่างมีนัยสำคัญ (ราว 1,874 ดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับฮ่องกงที่ 26,372 ดอลลาร์สหรัฐฯ)
จะเห็นได้ว่า แม้ภาพรวมอาจดูไม่หนักหน่วงที่สุดในภูมิภาค แต่ความรุนแรงของ “หน่วยเหยื่อรายย่อย” และความเสี่ยงที่อาจถูกมองข้าม — โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า — คือสิ่งที่ต้องจับตามอง
🧾 ใครเสี่ยง? “รูปแบบ-กลุ่ม” ที่ตกเป็นเหยื่อบ่อย
การศึกษานี้พบข้อสังเกตน่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของเหยื่อและรูปแบบการหลอกลวง:
- การหลอกลงทุน: ~18% ของเหยื่อในกลุ่ม Baby Boom และ ~17% ในกลุ่ม Gen X รวมถึงราว 17% ของผู้ที่มีรายได้ 20,000–30,000 บาท/เดือน
- แก๊งคอลเซ็นเตอร์: ~25% ของเหยื่อในกลุ่ม Baby Boom และ ~13% ของกลุ่ม Gen X รวมถึง ~10% ของผู้มีรายได้น้อยกว่า 10,000 บาท/เดือน
- การหลอกซื้อขายออนไลน์: ~81% ของเหยื่อในกลุ่ม Gen Z, ~72% ของ Gen Y และ ~78% ของผู้ที่มีรายได้มากกว่า 30,000 บาท/เดือน
นอกจากนี้ ช่องทางที่มิจฉาชีพใช้เข้าถึงเหยื่อยังน่าห่วง:
- Facebook ถูกใช้ถึง 72% ในการหลอกซื้อขายออนไลน์, 63% ในการหลอกหางาน, 49% ในการหลอกให้รัก
- โทรศัพท์ใช้ถึง 82% ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์
- Line ก็ถูกใช้ใน 35% ของกรณีหลอกลงทุน
สรุป: ภัยการเงินในไทยอยู่ใกล้ตัวเราเกินคาด ผู้ใช้บริการทางการเงินและดิจิทัลทุกกลุ่มอาจตกเป็นเป้าได้ ทั้งกลุ่มรายได้สูง รายได้ต่ำ หรือแม้แต่ผู้ใช้ทั่วไปที่คิดว่า “ระวังแล้ว”
🛡 ทำอย่างไรให้ “ปลอดภัย” — ธปท. เสนอ 3 แนวทางหลัก
งานวิจัยระบุว่า เพื่อให้คนไทยก้าวจาก “เสี่ยงภัย” ไปสู่ “ปลอดภัย” จำเป็นต้องมีการทำงานควบคู่ 3 มิติ
- เสริมพลังผู้บริโภค – ให้แต่ละกลุ่มผู้ใช้บริการทางการเงินมีความรู้ + พฤติกรรมป้องกันตัวเอง (เช่น ไม่แชร์รหัสผ่าน, ตรวจสอบแหล่งที่มาของลิงก์, เลือกช่องทางการเงินที่น่าเชื่อถือ)
- สร้างโลกอินเทอร์เน็ตให้ปลอดภัย – เช่น ผู้ให้บริการโทรคมนาคมและ ISP ควรมีบทบาทในการกรอง/ปิดเนื้อหาหลอกลวงบนโซเชียล มีเดีย, ธุรกิจบริการใช้ระบบยืนยันตัวตนที่รัดกุม
- ผสานความร่วมมือแบบข้ามอุตสาหกรรมและข้ามชาติ – รวมถึงรัฐ + เอกชน + ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี (Blockchain, AI) เพื่อตรวจจับ + ยับยั้ง “ห่วงโซ่มิจฉาชีพ” ที่มักข้ามพรมแดนและใช้โครงสร้างเหมือนธุรกิจทั่วไป
💡 ข้อคิดสำหรับภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ
- สำหรับธุรกิจทางการเงินและ FinTech : เรื่อง ความเชื่อมั่นดิจิทัล (digital trust) สำคัญยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผู้บริโภคที่ “เคยตกเป็นเหยื่อ” มีสัดส่วนที่เชื่อมั่นในระบบออนไลน์ลดลงถึง 23%
- สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ e-Commerce/โซเชียลมีเดีย : สัดส่วนการหลอกในช่องทางออนไลน์สูงมาก การมีระบบตรวจสอบผู้ขาย, review เชิงลึก, และแนวทางสื่อสารความปลอดภัยให้ลูกค้า ช่วยลดความเสี่ยงเชิง reputation ได้
- สำหรับผู้ประกอบการ SME และพนักงานทั่วไป : อย่าประมาทเพราะคิดว่า “รายเล็ก” แล้วไม่ตกเป็นเหยื่อ เพราะงานวิจัยชี้ว่า กลุ่มรายได้น้อยก็ตกเป็นเหยื่อง่ายเกือบเท่ากัน
🗓 บทสรุป
ภัยการเงินไม่ใช่เรื่องของคนอื่นอีกต่อไป — มัน “เกิดขึ้น” และ “อาจเกิดขึ้น” กับคุณได้ทุกเมื่อ หากไม่มีภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง ทั้งในแง่ความรู้ + พฤติกรรม + ระบบสารสนเทศ
ในยุคที่ธุรกรรมทางการเงินและดิจิทัลโตแบบก้าวกระโดด วันนี้ไม่เพียงแต่ต้องรักษาทรัพย์สินขององค์กรหรือธุรกิจเท่านั้น แต่คนธรรมดาที่ยังใช้ชีวิตทางการเงินแบบพื้นฐาน ก็ต้องพร้อมเป็น “ผู้พิทักษ์” ให้กับตัวเอง
เพราะสุดท้ายแล้ว — จาก “เสี่ยงภัย” สู่ “ปลอดภัย” ไม่ได้มาโดยบังเอิญ แต่เริ่มจาก รู้ทัน + เตรียมพร้อม + ร่วมมือกัน

