ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศมาตรการใหม่ตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการโจรกรรมทางการเงินและลดความเสียหายของประชาชน โดยสถาบันการเงินและผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายจากการกระทำผิด เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนดแล้ว
มาตรการใหม่นี้ยึดหลัก 5 แนวทาง ได้แก่ แก้ปัญหาตรงจุด, มีวิธีปฏิบัติชัดเจน, สอดคล้องบริบทไทย, ไม่ด้อยกว่ามาตรฐานสากล และสร้างความตื่นตัวแก่ประชาชน โดยมีสาระสำคัญ เช่น
- ป้องกันการสวมรอยธุรกรรม ห้ามแนบลิงก์เสี่ยงภัย จำกัดการใช้งาน Mobile Banking ร่วมกับระบบตรวจจับใบหน้าและความปลอดภัยชีวมิติ
- คุมเข้ม KYC และบัญชีม้า ตรวจสอบลูกค้าเสี่ยงสูง “ม้าดำ-ม้าเทา” ด้วยขั้นตอน EDD
- แจ้งเตือนธุรกรรมทันทีกับลูกค้า และระงับการทำธุรกรรมหากพบความผิดปกติ
- เปิดช่องทางเร่งด่วน ให้ผู้เสียหายติดต่อธนาคารได้ทั้งในและนอกเวลาทำการ
ที่สำคัญ ธปท. ได้ร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทย กำหนดวงเงินโอนและชำระเงินผ่านดิจิทัลสำหรับบุคคลธรรมดาเริ่มต้นไม่เกิน 50,000 บาทต่อวัน โดยพิจารณาตามพฤติกรรมลูกค้า (Customer Profiling) เพื่อจำกัดความเสียหายและเพิ่มโอกาสกักเงินคืนให้ผู้เสียหายได้ทันกาล ทั้งนี้ ธนาคารต้องจัดระบบรองรับหากลูกค้ามีความจำเป็นต้องโอนเกินวงเงินดังกล่าว
มาตรการจะเริ่มใช้กับลูกค้าใหม่ ภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2568 และลูกค้าปัจจุบัน ภายในสิ้นปี 2568 โดยมุ่งหวังคุ้มครองประชาชน โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุที่มักตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพ

