สหรัฐเผยน้ำมันกว่า 17 ล้านบาร์เรลถูกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซในวันเดียว สูงสุดนับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มขึ้น สะท้อนการฟื้นตัวของเส้นทางส่งออกพลังงานสำคัญของโลก
นายคริส ไรต์ (Chris Wright) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐ เปิดเผยว่า ปริมาณน้ำมันที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาอยู่ที่มากกว่า 17 ล้านบาร์เรล ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มส่งผลกระทบต่อการขนส่งพลังงานในภูมิภาคเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ไรต์ระบุว่า หากรวมปริมาณน้ำมันที่ส่งออกผ่านท่อของซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งสามารถเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซได้ ปริมาณน้ำมันที่ออกจากภูมิภาคในวันดังกล่าวสูงกว่าระดับก่อนเกิดสงคราม
ก่อนการสู้รบจะเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ น้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเกือบ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถูกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเส้นทางพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก
รัฐบาลสหรัฐมองว่า การที่ปริมาณน้ำมันกลับมาไหลผ่านเส้นทางดังกล่าวเพิ่มขึ้น เป็นสัญญาณว่าอิหร่านกำลังสูญเสียความสามารถในการใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือกดดันเศรษฐกิจโลก หลังสหรัฐเข้ามาช่วยรักษาความปลอดภัยและเปิดเส้นทางเดินเรือสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันบริเวณใกล้ชายฝั่งโอมาน
เรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนยังใช้วิธีเดินเรือในเวลากลางคืนและปิดระบบส่งสัญญาณ AIS เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจจับหรือโจมตี ทำให้รัฐบาลสหรัฐระบุว่า ข้อมูลจากบริษัทเอกชนที่ติดตามการเดินเรืออาจไม่สามารถตรวจจับปริมาณการขนส่งทั้งหมดได้
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขของรัฐบาลสหรัฐยังแตกต่างจากข้อมูลของบริษัทติดตามเรือบางแห่ง โดย TankerTrackers.com ประเมินว่าเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม มีน้ำมันออกจากบริเวณทะเลอาหรับประมาณ 9.14 ล้านบาร์เรล ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขที่รัฐบาลสหรัฐระบุอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ปริมาณการขนส่งยังผันผวนตามสถานการณ์ความขัดแย้งในแต่ละวัน
ล่าสุดตลาดน้ำมันยังจับตาความเสี่ยงจากการปะทะระหว่างสหรัฐและอิหร่านอย่างใกล้ชิด โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์เคลื่อนไหวบริเวณ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความกังวลว่าความรุนแรงรอบใหม่อาจกระทบการส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางอีกครั้ง
แม้ปริมาณน้ำมันผ่านฮอร์มุซจะมีสัญญาณฟื้นตัว แต่สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง และเส้นทางแห่งนี้ยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ตลาดพลังงานและเศรษฐกิจโลกต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ที่มา: Reuters, CNBC

