ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 33.59 บาท/ดอลลาร์ ‘แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย’ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 33.69 บาท/ดอลลาร์ ‘กรุงไทย’ ประเมินกรอบวันนี้ที่ 33.50-33.70 บาท/ดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 33.59 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 33.69 บาทต่อดอลลาร์
โดยประเมินกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ไว้ที่ 33.20-34.00 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.50-33.70 บาทต่อดอลลาร์
นับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เข้าใกล้แนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์อีกครั้ง โดยเคลื่อนไหวในกรอบ 33.57-33.73 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางกระแสข่าวว่าสหรัฐฯ และอิหร่านเตรียมกลับมาเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวลงแรง ขณะที่ราคาทองคำพลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้นเหนือระดับ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง ส่วนเงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง สอดคล้องกับการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FED ลงบางส่วน
สัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้น ได้หนุนให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก
สำหรับสัปดาห์นี้ Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า ตลาดควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด รวมถึงผลการประชุม FED, BOE และ BOJ ตลอดจนรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท นายพูนมองว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจชะลอลงในระยะสั้น หลังเริ่มมีกระแสข่าวว่าสหรัฐฯ และอิหร่านพร้อมกลับมาเจรจาหยุดยิง ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวลงแรงในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม ในตลาดการเงินฝั่งเอเชีย
อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีอยู่ ทำให้เงินบาทยังเผชิญความเสี่ยงแบบ Two-way risk หรือเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED
หากผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ไม่ยาก แต่ในทางกลับกัน หากตลาดกลับมาปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย เงินบาทก็ยังมีความเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อได้เช่นกัน
เบื้องต้น Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า การปรับเพิ่มหรือลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยราว 50% อาจส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าหรือแข็งค่าขึ้นได้ราว 25 สตางค์เป็นอย่างน้อย
ด้วยภาพความผันผวนของเงินบาทที่ยังอยู่ในระดับสูง ผู้เล่นในตลาดจึงควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
นอกจากนี้ ในสัปดาห์นี้ต้องระวังความผันผวนในช่วงที่ตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุมของธนาคารกลางหลัก ทั้ง FED, BOE และ BOJ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตลาดค่าเงินและราคาทองคำได้อย่างมีนัยสำคัญ
เบื้องต้น หากผลการประชุมของธนาคารกลางหลักเป็นไปตามที่ Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินไว้ และสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้น เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นในลักษณะ Sideways Down โดยมีแนวต้านบริเวณ 33.85-34.00 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่แนวรับแรกอยู่บริเวณ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และแนวรับถัดไปอยู่ที่ 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์
ทั้งนี้ ควรติดตามรายงานผลประกอบการของหุ้นเทคโนโลยี และหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจสร้างความผันผวนให้ตลาดการเงิน และส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้เช่นกัน
ในเชิงเทคนิค หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ในกรอบรายสัปดาห์ เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง โดยต้องจับตาแนวรับบริเวณเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถว 32.60 บาทต่อดอลลาร์
ดังนั้น เงินบาทยังมีโอกาสทยอยอ่อนค่าลงได้บ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง
สำหรับเงินดอลลาร์ Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า แม้ยังเผชิญความเสี่ยงแบบ Two-way risk แต่มีโอกาสทยอยอ่อนค่าลงได้ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มคลี่คลาย และ FED ไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมขึ้นดอกเบี้ยอย่างชัดเจน หรือไม่ได้เซอร์ไพรส์ตลาดด้วยการขึ้นดอกเบี้ย

