HomeBusinessG20 ถกทางออกเศรษฐกิจโลก สหรัฐเร่งกดดันอิหร่าน เบสเซนต์ชี้จุดเปลี่ยนอาจมาในไม่กี่เดือน

G20 ถกทางออกเศรษฐกิจโลก สหรัฐเร่งกดดันอิหร่าน เบสเซนต์ชี้จุดเปลี่ยนอาจมาในไม่กี่เดือน

รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ G20 เปิดการประชุมที่เมืองแอชวิลล์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐฯ ท่ามกลางความท้าทายจากหนี้ทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้น แรงกดดันเงินเฟ้อ และผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผ่านมายังราคาพลังงานและการค้าโลก

การประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลาง G20 จัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม-1 กันยายน 2569 โดยสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเจ้าภาพในปีนี้ ต้องการผลักดันประเด็น “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” ขึ้นมาเป็นวาระสำคัญ เพื่อรับมือความกังวลเกี่ยวกับระดับหนี้และเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก

ข้อมูลที่ Reuters รายงานระบุว่า หนี้ทั่วโลกเพิ่มขึ้นแตะระดับเกือบ 353 ล้านล้านดอลลาร์ในปีนี้ ขณะที่เศรษฐกิจยังต้องรับมือกับแรงกระแทกด้านพลังงานจากสงครามอิหร่าน ความไม่สมดุลทางการค้า และผลกระทบจากกระแสการลงทุนด้าน AI ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

- Advertisement -

สหรัฐเดินหน้าแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญในการประชุมครั้งนี้ คือความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการผลักดันให้ประเทศสมาชิกเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ จะเดินหน้าใช้มาตรการกดดันต่อไป พร้อมประเมินว่าจุดเปลี่ยนจากมาตรการดังกล่าวอาจเกิดขึ้นภายใน “ไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือน” และกล่าวด้วยว่าเศรษฐกิจอิหร่านอาจเผชิญภาวะล่มสลายได้ แต่ย้ำว่าสถานการณ์ดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้น หากอิหร่านเลือกกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการ Operation Economic Outcast ที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดตัวเมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยมุ่งตัดช่องทางรายได้และเครือข่ายทางการเงินที่อิหร่านใช้ในการค้าขายน้ำมันและหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร

สหรัฐฯ ยังเพิ่มความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตรขั้นทุติยภูมิ หรือ Secondary Sanctions ต่อบริษัท สถาบันการเงิน และประเทศที่ยังทำธุรกรรมบางประเภทกับอิหร่าน โดยมาตรการล่าสุดครอบคลุมทั้งภาคพลังงาน การเดินเรือ ทองคำ เทคโนโลยี และสินทรัพย์ดิจิทัล

ประเด็นที่ตลาดจับตาคือท่าทีของจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในคู่ค้าสำคัญของอิหร่าน หากสหรัฐฯ ขยายมาตรการคว่ำบาตรไปยังสถาบันการเงินหรือบริษัทจีนเพิ่มเติม อาจเพิ่มแรงเสียดทานทางการค้าระหว่างสองประเทศ และสร้างความไม่แน่นอนต่อตลาดโลกมากขึ้น

ดึงซีอีโอ Wall Street ร่วมวง หวังเอกชนช่วยขับเคลื่อนการเติบโต

การประชุม G20 ครั้งนี้ยังแตกต่างจากหลายครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากสหรัฐฯ ดึงผู้บริหารบริษัทและสถาบันการเงินรายใหญ่เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้กำหนดนโยบายโดยตรง

ผู้บริหารที่เข้าร่วมประกอบด้วย เจมี ไดมอน ซีอีโอ JPMorgan Chase และเดวิด โซโลมอน ซีอีโอ Goldman Sachs รวมถึงผู้บริหารจากบริษัทขนาดใหญ่อื่น ๆ เพื่อหารือถึงอุปสรรคต่อการลงทุน การลดกฎระเบียบ และแนวทางเพิ่มศักยภาพการเติบโตของภาคเอกชน

เบสเซนต์มองว่า การเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยประเทศต่าง ๆ รับมือกับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น โดยสหรัฐฯ ต้องการให้ G20 หันมาให้ความสำคัญกับการลดข้อจำกัดทางธุรกิจ การเพิ่มการผลิตพลังงาน การลงทุนด้านเทคโนโลยี และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อภาคเอกชน

ฮอร์มุซยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก

อีกหนึ่งความเสี่ยงที่อยู่ในสายตาผู้กำหนดนโยบาย คือสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำหรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซของโลก

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านทำให้ตลาดพลังงานยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยแรงกระแทกจากราคาพลังงานได้กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยกดดันเงินเฟ้อและต้นทุนของภาคธุรกิจในหลายประเทศ

ดังนั้น นอกจากการผลักดันการเติบโตแล้ว ผลการประชุม G20 ครั้งนี้ยังถูกจับตาว่าประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่จะสามารถหาจุดร่วมในการรับมือกับความเสี่ยงด้านพลังงาน การค้า และมาตรการคว่ำบาตรได้มากเพียงใด ท่ามกลางความแตกต่างทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีอยู่สูง

สหรัฐฯ ตั้งเป้าผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจตลอดช่วงการเป็นประธาน G20 ในปี 2569 ก่อนเข้าสู่การประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ในเดือนธันวาคมนี้

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News