บล.กสิกรไทยมอง SET วันนี้ในกรอบ 1,455-1,480 จุด ผันผวนตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง สำหรับกลยุทธ์วันนี้แนะทยอยสะสมหุ้นที่มี Valuation อยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยแนะนำ BCH, KTC
SET Index วานนี้ปิดที่ 1,465.72 จุด ลดลง 5.27 จุด หรือ -0.36% โดยแรงขายหลักมาจากกลุ่มสื่อ วัสดุก่อสร้าง และไฟแนนซ์ ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ตะวันออกกลางที่กลับมาตึงเครียดมากขึ้น หลังโดนัลด์ ทรัมป์เพิ่มน้ำหนักการข่มขู่อิหร่าน อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย 2,060 ล้านบาท
สำหรับวันนี้ ประเมินว่า SET Index มีแนวโน้มแกว่งตัวแบบ Sideways ในกรอบ 1,455-1,480 จุด โดยตลาดยังมีโอกาสผันผวนตามพัฒนาการในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งทรัมป์คาดหวังว่าจะสามารถปิดดีลกับอิหร่านได้ ขณะที่ความเคลื่อนไหวล่าสุดฝั่งอิหร่านอยู่ระหว่างจัดทำข้อตกลงร่วมกับโอมาน เพื่อติดตามการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และอาจมีการเรียกเก็บค่าผ่านทางจากผู้ขนส่ง ตามที่รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศอิหร่านระบุ
ข้อมูลอ้างอิงล่าสุดจาก Bloomberg ระบุว่า ปริมาณเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวานนี้อยู่ที่ 6 ลำ เพิ่มขึ้นจากช่วงปลายเดือนมีนาคมซึ่งอยู่เพียงราว 2-5 ลำต่อวัน แต่ยังต่ำกว่าระดับปกติที่เฉลี่ย 120-130 ลำต่อวันมาก สะท้อนว่าสถานการณ์ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ด้านปัจจัยในประเทศ สัปดาห์หน้าคณะรัฐมนตรีมีกำหนดเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณในวันที่ 6 เมษายน และคาดว่าจะแถลงนโยบายในวันที่ 9-10 เมษายน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนุนบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้น สำหรับกลยุทธ์วันนี้ แนะนำทยอยสะสมหุ้นที่มี Valuation น่าสนใจ โดยเลือก BCH และ KTC เป็นหุ้นเด่น
ประเด็นสำคัญที่อยู่ในกระแสและมีผลต่อการลงทุนในช่วงนี้ ได้แก่ กรณีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ออกมาปฏิเสธข่าวลือที่ว่าโครงการ “คนละครึ่ง” เฟสใหม่จะให้เงินเพียงเดือนละ 200 บาท นาน 10 เดือน พร้อมยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง และรูปแบบโครงการจะยังเป็นการจ่ายเงินก้อนผ่านแอปพลิเคชันเช่นเดิม โดยคาดว่าจะเริ่มใช้งานได้ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2569 มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพจากวิกฤตราคาพลังงาน จึงถือเป็นจิตวิทยาเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีก
ขณะที่สมาคมโรงแรมไทยประเมินว่า เทศกาลสงกรานต์ปี 2569 มีแนวโน้มค่อนข้างเงียบเหงา เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นกดดันกำลังซื้อ ทำให้คนไทยระมัดระวังการเดินทางข้ามจังหวัดมากขึ้น ส่วนฝั่งนักท่องเที่ยวต่างชาติก็เผชิญต้นทุนค่าตั๋วเครื่องบินที่พุ่งขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง ส่งผลให้ดีมานด์การท่องเที่ยวชะลอตัว โดยเฉพาะในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซันอยู่แล้ว นอกจากนี้ ผู้ประกอบการโรงแรมยังมีข้อจำกัดในการปรับขึ้นราคาห้องพัก จึงมองเป็นปัจจัยลบต่อกลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม และสายการบิน
อีกประเด็นที่ตลาดจับตาคือ คณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ กบน. มีมติปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 3.50 บาทต่อลิตร เป็น 47.74 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2569 หลังปรับลดอัตราเงินชดเชยลงตามต้นทุนน้ำมันโลกที่พุ่งสูงกว่า 292 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ต้นทุนหน้าโรงกลั่นเพิ่มขึ้น ขณะที่น้ำมัน B20 ปรับขึ้นในอัตราเดียวกัน ส่วนเบนซินปรับขึ้น 0.70 บาทต่อลิตร เพื่อรักษาสมดุลระหว่างเสถียรภาพด้านพลังงานและภาระของกองทุนน้ำมันที่ยังติดลบมากกว่า 4.2 หมื่นล้านบาท โดยภาพรวมถือเป็นลบต่อกลุ่มขนส่ง โลจิสติกส์ และค้าปลีก แต่เป็นบวกต่อกลุ่มพลังงานต้นน้ำอย่าง PTTEP และกลุ่มโรงกลั่น
นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ออก 13 มาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร รับมือผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่ดันต้นทุนปุ๋ยและพลังงานให้สูงขึ้น โดยเน้นทั้งการลดต้นทุน เพิ่มสภาพคล่อง และพักหนี้ในระยะสั้น ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการใช้ปุ๋ยชีวภาพ พลังงานทดแทน และเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ รวมถึงการเปิดตลาดใหม่และอำนวยความสะดวกด้านการค้า ส่วนในระยะกลางจะมุ่งยกระดับโครงสร้างภาคเกษตรไปสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว มาตรการดังกล่าวจึงเป็นบวกต่อหุ้นในกลุ่มเกษตรและอาหาร เช่น CPF และ TU รวมถึงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปุ๋ยและพลังงานทางเลือกในเชิง sentiment
สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ฝ่ายวิจัยเลือก BCH เป็น Top Pick โดยให้ราคาพื้นฐาน 11.0 บาท มองว่ารายได้มีแนวโน้มเติบโตตามการฟื้นตัวของผู้ป่วยจากตะวันออกกลาง อีกทั้งยังมี upside จากการปรับเพิ่มอัตราค่าบริการต่อหัวของสำนักงานประกันสังคม ซึ่งอาจช่วยหนุนกำไรเพิ่มได้ราว 6-12% ขณะเดียวกัน BCH ซื้อขายอยู่ที่ระดับ -2 SD ของ PE ปี 2026 ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 10 ปี และยังมีโอกาสจ่ายเงินปันผลพิเศษในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 เพิ่มจากอัตราเงินปันผลปัจจุบันที่ราว 4% นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนขยายฐานผู้ประกันตนเกิน 1 ล้านราย จากการเปิดโรงพยาบาลใหม่อีก 2 แห่งในจังหวัดระยองและย่านสนามบินสุวรรณภูมิในช่วงปี 2027-2028
ส่วน KTC ให้ราคาพื้นฐาน 41.0 บาท โดยมองว่ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรในเดือนมีนาคมปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และความต้องการซื้อล่วงหน้าจากการกักตุนสินค้าจำเป็น แม้ค่าครองชีพจะเพิ่มขึ้น แต่คาดว่าผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์จะยังจำกัด เนื่องจากฐานลูกค้าของ KTC เกือบทั้งหมดเป็นพนักงานประจำ อีกทั้งต้นทุนดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลง 15 bps ในปี 2569 แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับสูงขึ้น ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และให้ราคาเป้าหมาย 41 บาท พร้อมคาดว่าอัตราผลตอบแทนเงินปันผลในปี 2569 จะอยู่ในระดับน่าสนใจที่ 6.2%
ด้านตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญคืนนี้ นักลงทุนต้องติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) เดือนมีนาคม ซึ่งตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 60,000 ตำแหน่ง จากเดือนก่อนหน้าที่หดตัว 92,000 ตำแหน่ง รวมถึงอัตราการว่างงานเดือนมีนาคมที่คาดว่าจะทรงตัวที่ 4.4%

