ธนาคารพาณิชย์ไทย 10 แห่งได้ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2564 กันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีกำไรรวม 46,630 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกปี 2563 ซึ่งขณะนั้นมีกำไรรวมราว 46,837 ล้านบาท หรือลดลงประมาณ 0.4% โดยธนาคารพาณิชย์ไทยยังคงเดินหน้าตั้งสำรองหนี้ไว้ค่อนข้างสูง ท่ามกลางการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ซึ่งอาจกระทบต่อคุณภาพของลูกหนี้ได้ในอนาคต
โดยธนาคารกสิกรไทย(KBANK) เป็นธนาคารที่มีผลกำไรสูงที่สุดในไตรมาสแรก ปี 2564 ครั้งนี้ โดย “ขัตติยา อินทรวิชัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย แจ้งว่า ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 10,627 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกปี 2563 จำนวน 3,252 ล้านบาท หรือ 44.10% หลัก ๆ เกิดจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 1,923 ล้านบาท หรือ 19.30% เป็นผลจากการปรับมูลค่ายุติธรรม (Mark to Market) ของสินทรัพย์ทางการเงินตามภาวะตลาด และค่าธรรมเนียมรับจากการจัดการกองทุนเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ลดลง 950 ล้านบาท หรือ 5.44% จากการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว โดยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to income ratio) อยู่ที่ระดับ 41.30% รวมทั้ง ธนาคารและบริษัทย่อยมีการตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 8,650 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนจำนวน 3,222 ล้านบาท หรือ 27.14% โดยยังคงใช้หลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่องในการพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ อย่างรอบคอบ และสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ของโควิด-19
ด้าน “อาทิตย์ นันทวิทยา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์(SCB) แจ้งผลประกอบการธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ (งบการเงินรวมก่อนสอบทาน) ในไตรมาส 1 ของปี 2564 จำนวน 10,088 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 103.2% จากไตรมาสก่อน เป็นผลจากความแข็งแกร่งของธุรกิจในการขยายฐานรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย และความมุ่งมั่นในการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
“ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในไตรมาสแรกแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจหลักของธนาคารและความได้เปรียบทางการแข่งขันจากการพัฒนาขีดความสามารถในด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี นอกจากนี้การควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพและการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบยังมีส่วนสำคัญในการช่วยให้ธนาคารสามารถรับมือกับช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนนี้”
ขณะที่ “ธนาคารกรุงเทพ”(BBL) แจ้งผลประกอบการรวมถึงบริษัทย่อยรายงานกำไรสุทธิในไตรมาส 1 ปี 2564 จำนวน 6,923 ล้านบาท ลดลง 9.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 4,525 ล้านบาท จากไตรมาส 4 ปี 2563 โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 2.3% จากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินรับฝากลดลงจากการบริหารต้นทุนเงินรับฝากและค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานลดลง ทั้งนี้ ธนาคารยังคงตั้งสำรองตามหลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 6,326 ล้านบาท
“ธนาคารธนาคารกรุงศรีอยุธยา”(BAY) เผยผลประกอบการไตรมาสแรก โดยมีกำไรสุทธิจำนวน 6,505 ล้านบาท ลดลง 7.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Management Overlay) ในไตรมาสก่อนหน้า และมาจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ
ส่วน “ธนาคารกรุงไทย” (KTB) มีกำไรสุทธิ 5,578 ล้านบาท ขยายตัว 61.6% จากไตรมาสที่ผ่านมา แต่ลดลง 13.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกปี 2563 โดยธนาคารและบริษัทย่อยตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในจำนวน 8,058 ล้านบาท ลดลง 12.9% จากไตรมาส 4 ปี 2563 เนื่องจากได้ตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected credit loss) ในระดับที่สูงในไตรมาส 4 ปี 2563 ทั้งนี้ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงรักษาระดับ Coverage Ratio ในระดับที่สูงเท่ากับ 153.9% ณ วันที่ 31 มีนาคม 2564 เทียบกับ 147.3% ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563
“ผยง ศรีวณิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ระบุ ธนาคารและบริษัทย่อยใช้หลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่องในการพิจารณาสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นโดยในปี 2563 ธนาคารและบริษัทย่อยได้มีการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระดับที่สูงกว่าที่ประเมิน เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจที่สะดุดลงจากผลกระทบของสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 และยังคงรักษาการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ส่งผลให้อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ในระดับที่สูง
“ธนาคารทหารไทย”(TMB) แจ้งผลประกอบการมีกำไรในไตรมาสแรกปี 2564 จำนวน 2,782 ล้านบาท ลดลง 33.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 4,163 ล้านบาท โดยธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเป็นจำนวน 12,872 ล้านบาท ลดลง 4.8 % เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 8.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วน“ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป”(TISCO) มีกำไรสุทธิ 1,763.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.7% จากช่วงเดียวกันปี 2563 มาจากการดำเนินธุรกิจหลักที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจตลาดทุน และการรับรู้กำไรพิเศษจากเครื่องมือทางการเงิน ประกอบกับการตั้งสำรองค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่ลดลง จากการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ธนาคารเกียรตินาคินภัทร”(KKP) มีผลกำไร 1,462.67 ล้านบาท ลดลง 1.4% จากช่วงเดียวกันปี 2563 แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้ากำไรเพิ่มขึ้น 32% โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิปรับเพิ่มขึ้น 8.2% รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่ปรับเพิ่มขึ้น 12.4% โดยหลักจากรายได้รวมจากธุรกิจการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ปรับเพิ่มขึ้น ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอื่นๆปรับลดลง 13.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ทั้งรายได้จากค่าธรรมเนียมธุรกิจการจัดการกองทุน รายได้จากค่านายหน้าขายประกัน และรายได้จากธุรกิจวานิชธนกิจ
“แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป”(LHFG) มีกำไรสุทธิ 560.49 ล้านบาท ลดลง 32.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เป็นการลดลงของกำไรจากเงินลงทุนและรายได้เงินปันผล และการเพิ่มขึ้นของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น โดยบริษัทมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 1,228.3 ล้านบาท ลดลง 3.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากธุรกิจธนาคารได้ปรับลดดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อแก่ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดโควิด-19 อีกทั้งได้เพิ่มความระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสุทธิ มีจำนวน 599.4 ล้านบาท ลดลง 20.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นการลดลงจากำไรเงินลงทุนและรายได้เงินปันผล
“ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย”(CIMBT) รายงานผลดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2564 มีกำไรสุทธิ 341.32 ล้านบาท ลดลง 68.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยกลุ่มธนาคารมีรายได้จากการดำเนินงาน 3,510.5 ล้านบาท ลดลง 17.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากการลดลงของรายได้อื่น 37.2% และรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 12.9% ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น 3.1%
อ่าน : โควิดรอบสาม พ่นพิษ เศรษฐกิจไทย ฉุดเชื่อมั่น-ท่องเที่ยว หั่นจีดีพี’64 เหลือ 1.8%

