วุฒิสภาสหรัฐมีมติเดินหน้าร่างมติจำกัดอำนาจประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการทำสงครามกับอิหร่าน หากไม่ได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรส สะท้อนแรงกดดันทางการเมืองภายในสหรัฐที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางความกังวลว่าสงครามอิหร่านอาจยืดเยื้อและกระทบเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมัน เส้นทางเดินเรือ และความผันผวนในตลาดการเงิน
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า วุฒิสภาสหรัฐลงมติ 50 ต่อ 47 ในการโหวตเชิงกระบวนการ เพื่อเดินหน้าร่างมติ War Powers Resolution ซึ่งมีเป้าหมายให้สหรัฐยุติสงครามอิหร่าน เว้นแต่ประธานาธิบดีทรัมป์จะได้รับอำนาจจากสภาคองเกรสก่อน โดยการลงมติครั้งนี้เกิดขึ้น 80 วันหลังสหรัฐและอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569
การโหวตดังกล่าวถือเป็นแรงต้านที่หาได้ยากต่อผู้นำพรรครีพับลิกัน โดยมีสมาชิกวุฒิสภารีพับลิกัน 4 คน โหวตร่วมกับเดโมแครตส่วนใหญ่ ได้แก่ แรนด์ พอล, ซูซาน คอลลินส์, ลิซา เมอร์คาวสกี และบิล แคสซิดี ขณะที่จอห์น เฟตเทอร์แมน เป็นสมาชิกเดโมแครตเพียงคนเดียวที่โหวตคัดค้าน และมีรีพับลิกัน 3 คนไม่ได้เข้าร่วมลงคะแนน
สาระสำคัญของร่างมตินี้คือ การย้ำว่าอำนาจในการประกาศสงครามเป็นของสภาคองเกรส ไม่ใช่อำนาจฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียว โดยอ้างอิงกฎหมาย War Powers Act ปี 1973 ที่กำหนดให้ประธานาธิบดีสามารถใช้กำลังทหารได้จำกัดเวลา ก่อนต้องขออนุมัติจากสภาคองเกรส หรือยุติปฏิบัติการทางทหาร
อย่างไรก็ตาม ร่างมติดังกล่าวยังเผชิญอุปสรรคสูง แม้จะผ่านขั้นตอนในวุฒิสภาแล้ว แต่ยังต้องผ่านวุฒิสภาเต็มรูปแบบ สภาผู้แทนราษฎรที่รีพับลิกันครองเสียงข้างมาก และหากทรัมป์ใช้สิทธิยับยั้ง จำเป็นต้องได้เสียงสนับสนุน 2 ใน 3 จากทั้งสองสภาเพื่อคว่ำวีโต ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากมากในทางการเมือง
ทิม เคน วุฒิสมาชิกเดโมแครตจากรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นผู้เสนอร่างมติ ระบุว่า ช่วงเวลาที่มีข้อเสนอหยุดยิงและข้อเสนอทางการทูตจากเตหะราน ควรเป็นจังหวะที่ประธานาธิบดีนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของสภาคองเกรส ก่อนที่สหรัฐจะเดินหน้าสู่สงครามอีกครั้ง
ด้านฝ่ายรีพับลิกันและทำเนียบขาวยังคงยืนยันว่า การดำเนินการของทรัมป์อยู่ภายใต้อำนาจผู้บัญชาการทหารสูงสุด และเป็นปฏิบัติการที่จำเป็นต่อความมั่นคงของสหรัฐ ขณะที่ฝ่ายคัดค้านมองว่า สหรัฐกำลังเสี่ยงเข้าสู่ความขัดแย้งระยะยาวโดยไม่มีกรอบยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและไม่มีการอนุมัติจากสภาคองเกรส
ประเด็นนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาการเมืองภายในสหรัฐ แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับเศรษฐกิจโลก เพราะสถานการณ์อิหร่านยังเกี่ยวพันกับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก หากความขัดแย้งยืดเยื้อหรือปะทุรอบใหม่ ตลาดอาจเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงาน ต้นทุนขนส่ง และความผันผวนของสินทรัพย์เสี่ยงอีกระลอก

