HomeWorldแผนเฟดอัดฉีดเม็ดเงิน 2.3 ล้านล้านเหรียญ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจยังไกลเกินเอื้อม

แผนเฟดอัดฉีดเม็ดเงิน 2.3 ล้านล้านเหรียญ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจยังไกลเกินเอื้อม

  • ธนาคารกลางสหรัฐฯ เผยแผนปล่อยเงินกู้มูลค่า 2.3 ล้านล้านเหรียญเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ล่าสุดมียอดปล่อยกู้จริงมูลค่า1.43 แสนล้านเหรียญ หรือคิดเป็น 6.2% ของยอดรวมเท่านั้น
  • ความหลากหลายของประเภทเงินกู้ส่งผลให้เกิดการเปรียบเทียบ
  • โครงการปล่อยเงินกู้ของ Main Street Lending Program มีความสลับซับซ้อนโดยเฉพาะในตลาดหลัก และหากเศรษฐกิจฟื้นตัวดีแล้วอาจมีความต้องการเงินกู้น้อยลงตามลำดับ
  • นักเศรษฐศาสตร์มองว่าเงื่อนไขการปล่อยเงินกู้อาจไม่น่าสนใจพอ ทำให้ยอดเงินกู้จริงไม่ฟู่ฟ่าอย่างที่คาดไว้

สถานการณ์เศรษฐกิจตกต่ำจากการระบาดของโคโรนาไวรัส ทำให้ธนาคารกลางของสหรัฐฯ ตั้งเป้าปล่อยเงินกู้ 2.3 ล้านล้านเหรียญเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ในความเป็นจริงเพิ่งมียอดเงินกู้ที่ปล่อยได้เพียง 1.43 แสนล้านเหรียญ หรือคิดเป็น 6.2% ของยอดรวมนับตั้งแต่ธนาคารกลางประกาศโครงการดังกล่าวเมื่อสามเดือนที่ผ่านมา

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความหลากหลายของประเภทเงินกู้ ทั้ง Municipal Lending (การปล่อยกู้ตรงให้กับหน่วยงานรัฐ) ตลอดจนถึง Corporate Credit (การปล่อยเงินกู้แก่องค์กรทั่วไป) และ Paycheck Protection Program (สินเชื่อคุ้มครองธุรกิจ) ทำให้เกิดการเปรียบเทียบเงินกู้ประเภทต่างๆ

สาเหตุหลักที่แผนปล่อยเงินกู้เยียวยาเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐไม่เป็นผลคือ การปล่อยเงินกู้ Main Street Lending (สินเชื่อสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่) มีเงื่อนไขสลับซับซ้อนเกินไป ทำให้องค์กรต่างๆ มองหาวิธีอื่น และอีกหนึ่งสาเหตุอาจเป็นเพราะเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐฯ ฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาดไว้

- Advertisement -

เงื่อนไขเงินกู้ขาดความน่าสนใจ

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปล่อยกู้ Municipal Lending ให้กับหน่วยงานภาครัฐได้เพียง 1.6 หมื่นล้านเหรียญ จากที่ตั้งเป้าไว้ 5 แสนล้านเหรียญ ส่วนเงินกู้ที่สำรองไว้สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก 5.15 แสนล้านเหรียญ ก็ปล่อยกู้ให้กับธนาคารที่ร่วมโครงการ PPP ได้เพียง 5.7 หมื่นล้านเหรียญเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีการซื้อตราสารหนี้เอกชนมูลค่า 7 พันล้านเหรียญ และยังมีแผนการปล่อยเงินกู้ผ่านตราสารหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือ Term Asset-Backed Loan อีกด้วย และแม้ว่าเพดานเงินกู้สำหรับองค์กรเอกชนจะตั้งไว้ที่ 8.5 แสนล้านเหรียญ แต่ธนาคารกลางฯ กลับปล่อยเงินกู้ดังกล่าวได้เพียง 2.56 หมื่นล้านเหรียญ

นักวิเคราะห์ต่างคาดว่าเม็ดเงินที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีอยู่จะทำให้สถานะงบการเงินของธนาคารเพิ่มขึ้นจากก่อนวิกฤตที่ต่ำกว่า 4 ล้านล้านเหรียญ กลายเป็น 10 ล้านล้านเหรียญ แต่การหดตัวของงบการเงินในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่ามาตรการปล่อยเงินกู้ที่ออกมาไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งเป้าไว้ และอาจเป็นเพราะธนาคารกลางงัดมาตรการหลายอย่างออกมาในคราวเดียวกันจนทำให้ขาดความน่าสนใจ

ทางด้านประธานธนาคารกลาง Eric Rosengren ได้กล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่ามีสถาบันการเงินราว 200 แห่ง จากธนาคารพาณิชย์จำนวน 4,500 แห่งของสหรัฐฯ มาลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ แม้ว่าจะมีการปรับยอดเงินกู้ Main Street โดยธนาคารกลางตั้งเป้า 95% ของเงินกู้ คิดเป็นวงเงินตั้งแต่ 250,000 ถึง 300 ล้านเหรียญ สำหรับธุรกิจที่มีพนักงานไม่เกิน 15,000 ตำแหน่ง

อย่างไรก็ดียังมีการจับตามอง Main Street Lending Program ซึ่งมีเงื่อนไขดอกเบี้ยสูงกว่า LIBOR overnight rate ถึง  3% ว่าอาจเป็นมูลค่าดอกเบี้ยตอบแทนที่ต่ำไปสำหรับธนาคารและอาจสูงเกินไปสำหรับผู้กู้ที่ประสบปัญหารุนแรง โดยนักเศรษฐศาสตร์ต่างมองว่าธนาคารกลางยังคงมีเวลาที่จะพิจารณาปรับเงื่อนไขให้มีความน่าดึงดูดมากยิ่งขี้น ส่วนหน่วยงานภาครัฐเองก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับ Municipal Lending มากนักเนื่องจากมองว่าเงินกู้ระยะสั้นอาจไม่เพียงพอที่จะเยียวยาสถานการณ์

ในขณะเดียวกันธนาคารกลางได้หันมาแทรกแซงตลาดตราสารหนี้เอกชน (Corporate Bond Market) เพื่อช่วยขับเคลื่อนเงินกู้ Main Street ให้สามารถเดินหน้าต่อได้

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News