HomeWorldบ๊าย บาย...จัมโบ้เจ็ท

บ๊าย บาย…จัมโบ้เจ็ท

บริติช แอร์เวย์ ประกาศปลดระวางเครื่องบินขนาดจัมโบ้เร็วกว่ากำหนด 4 ปี หลังพิษโควิด-19 ทำบริษัทต้องลดต้นทุน

ขณะแอร์ฟรานซ์ปลดระวางฝูงบินแอร์บัส A380 เร็วกว่าเดิม 2 ปี ด้านแควนตัสส่งฝูงบินซูเปอร์จัมโบ้ ไปไว้ยังโรงเก็บกลางทะเลทราย 3 ปีเป็นอย่างน้อย รอเวลาขึ้นบินอีกครั้ง

สายการบินต่างๆ ทยอยปลดระวางเครื่องบินขนาดจัมโบ้เจ็ท อย่างโบอิง 747 ล่าสุดบริติช แอร์เวย์ ซึ่งมีฝูงบิน 747-400 มากที่สุดในโลก จำนวน 31 ลำ ประกาศเลิกนำเครื่องจัมโบ้ขึ้นบิน

- Advertisement -

เดิมบริษัทมีแผนปลดระวางเครื่องจัมโบ้ในปี 2567 แต่โควิด-19 ซึ่งทำให้สายการบินทั่วโลกขึ้นบินแทบไม่ได้ ทำให้บริติช แอร์เวย์ปลดระวางจัมโบ้เจ็ทเร็วขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีการคาดหมายว่าการเดินทางระยะไกลต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะฟื้นตัว หลายฝ่ายคาดว่ากว่าจำนวนผู้โดยสารจะกลับไปสู่ระดับของปี 2562 ก็ต้องใช้เวลา 3 ปีเป็นอย่างเร็วสุด

ทางสายการบินแถลงว่าไม่มีแนวโน้มที่ “ราชินีแห่งฟากฟ้า” จะกลับมาให้บริการเชิงพาณิชย์สำหรับบริติช แอร์เวย์อีก เนื่องจากความตกต่ำด้านการเดินทาง ผลจากโรคระบาด โดยเครื่องรุ่น 747-400 ของบริติช แอร์เวย์ สามารถบรรทุกผู้โดยสาร 345 คนและบินที่ความเร็วสูงสุดได้ 988 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

บริติช แอร์เวย์ ใช้เครื่อง 747 ครั้งแรกเมื่อปี 2514 จัมโบ้เจ็ทเป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางยุคใหม่ที่บรรทุกผู้โดยสารได้คราวละมากๆ ไปยังทุกมุมโลก แต่เมื่อวันเวลาผันผ่านก็มีการพัฒนาเครื่องบินรุ่นใหม่ๆ ที่ทันสมัยและประหยัดเชื้อเพลิงขึ้นมาใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นโบอิง 787 หรือแอร์บัส A350

ส่วนเคแอลเอ็ม ปลดระวางเครื่อง 747-400 จำนวน 6 ลำเมื่อเดือนเม.ย. จากเดิมที่มีแผนปลดระวางปีหน้า โดยส่วนใหญ่มีอายุใช้งานมากกว่า 20 ปี

ก่อนหน้านี้ สายการบินเวอร์จิน แอตแลนติก ประกาศปลดระวางฝูงบินจัมโบ้ไปแล้ว ด้านเครื่อง 747 ของแควนตัสได้ขึ้นบินครั้งสุดท้ายเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่เดลตา แอร์ไลน์ เป็นสายการบินอเมริกันแห่งสุดท้าย ที่ปลดระวางเครื่อง 747-400 ไปเมื่อปลายปี 2560

โบอิงผลิตเครื่องจัมโบ้เจ็ทมากกว่า 1,500 ลำ และรุ่นนี้นับว่าประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์อย่างมาก ปัจจุบันยังมีจัมโบ้เจ็ทให้บริการอยู่เพียง 30 ลำ และอีก 132 ลำเก็บไว้ในโรงเก็บ

นอกจากโบอิง 747 แล้ว บางสายการบินยังเริ่มปลดระวางแอร์บัส A380 ซึ่งเป็นเครื่องบินเจ็ทขนาดจัมโบ้ของผู้ผลิตยุโรป โดยเมื่อเดือนพ.ค.แอร์ฟรานซ์เป็นสายการบินแรกของโลก ที่ประกาศปลดระวางฝูงบินแอร์บัส A380 ทั้งหมด จากเดิมที่มีแผนปลดระวางในอีก 2 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ เครื่องบินขนาดจัมโบ้มี 4 เครื่องยนต์ ทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง อันหมายความถึงการมีต้นทุนที่สูง ทั้งยังก่อให้เกิดมลพิษ

เมื่อเดือนเม.ย. ลุฟท์ฮันซาประกาศปลดระวางเครื่อง 747 จำนวน 5 ลำจากทั้งหมด 13 ลำ และเครื่อง A380 จำนวน 6 ลำจากทั้งหมด 14 ลำ ด้วยเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ

ส่วนแควนตัสจะส่งฝูงบินซูเปอร์จัมโบ้ แอร์บัส A380 ไปไว้ยังโรงเก็บกลางทะเลทรายเป็นเวลา 3 ปีเป็นอย่างน้อย ปกติแควนตัสใช้ซูเปอร์จัมโบ้สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ ไป-กลับระหว่างออสเตรเลียกับกรุงลอนดอน และไป-กลับระหว่างออสเตรเลียกับนครลอสแองเจลีส

แควนตัสมี A380 จำนวน 12 ลำ การนำเครื่องรุ่นนี้ไปเก็บไว้ 3 ปีมีขึ้นท่ามกลางแนวโน้มว่าความต้องการเดินทางระหว่างประเทศจะไม่ฟื้นตัวเร็วนัก

อย่างไรก็ตาม สายการบินเอมิเรตส์ ซึ่งมีฝูงบิน A380 มากที่สุด จำนวน 115 ลำ จะยังนำเครื่องรุ่นนี้ออกให้บริการ

ผู้เชี่ยวชาญแห่งบริษัทที่ปรึกษาอาร์คเชอรี มองว่าโควิด-19 เป็นตัวเร่งให้บางสายการบินเริ่มปลดระวางเครื่องบินขนาดจัมโบ้เร็วขึ้น เพราะทั้งรุ่น 747 และ A380 ค่อนข้างบริหารยาก เนื่องจากต้องหาผู้โดยสารจำนวนมากกว่าจะเต็มลำ ทั้งยังกินเชื้อเพลิงเยอะ โดยรุ่น A380 สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้มากสุดถึง 800 คน

ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ว่า เทรนด์ของการใช้เครื่องบินลำเล็กลง ซึ่งมีต้นทุนดำเนินงานน้อยลง และสามารถใช้บินได้หลากหลายเส้นทาง มีมาตั้งแต่ก่อนเกิดโรคระบาดแล้ว

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินแห่งบริษัทคีแอนด์พาร์ทเนอร์ ชี้ว่า A380 ทำให้สายการบินต่างๆ มีต้นทุนดำเนินงานต่อที่นั่งต่ำที่สุด ในกรณีเต็มทุกที่นั่ง แต่การหาผู้โดยสารให้เต็มทุกที่นั่งในหลายเส้นทาง นับเป็นเรื่องยาก

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News