HomeWorldเศรษฐกิจโลก 2020 กับ 4 ปัญหาใหญ่ที่ท้าทาย

เศรษฐกิจโลก 2020 กับ 4 ปัญหาใหญ่ที่ท้าทาย

หากจะมอง เศรษฐกิจโลก 2020 คงต้องมองย้อนมาที่ปี 2019 ที่จัดว่าเป็นปีที่ต้องรับกับศึกหนัก  กับปัญหาการเปิดศึกสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่ลุกลามกระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งโลก  ฉุดรั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจ  การค้าของโลก  ต้องตกอยู่ในภาวะชะลอตัว

ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ก็ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกลงสู่ระดับ 3.0% จากเดิม 3.2%  ซึ่งเป็นตัวเลขต่ำที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตทางการเงินทั่วโลกเมื่อปี 2551-2552

ขณะที่ปี 2020 IMF คาดการณ์เศรษฐกิจโลกขยายตัว 3.4% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ปรับลดลงมาจากเดิมที่ 3.5%  ซึ่งตัวเลขดังกล่าวปัจจัยที่ฉุดรั้งก็เป็นปัญหาใหญ่จากเรื่องสงครามการค้า  ที่ยังไม่มีสัญญาณที่จะจบลงง่ายๆ

หากมองไปในปี 2020 เศรษฐกิจโลกยังมีโจทย์ความท้าทายหลายอย่างที่รอการทดสอบ  ซึ่งแต่ละปัจจัยล้วนเป็นตัวกดดดันต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกด้วยกันทั้งสิ้น  และนี่คือ 5 เรื่องใหญ่ที่เศรษฐกิจโลก 2020 ต้องเผชิญ

สงครามการค้าสหรัฐ-จีน

- Advertisement -

เรื่องสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ยังเป็นปัจจัยหลักที่ เศรษฐกิจโลก 2020 ต้องเผชิญ  แม้จะมีสัญญาณการเจรจากันในเฟสแรกในต้นปี 2020  แต่นั่นยังเป็นการจุดเริ่มต้น  เพราะปัญหาการค้าระหว่าง 2 ชาติยังมีอีกหลายข้อตกลงที่ยังคุยกัน  โดยเฉพาะประเด็นด้านเทคโนโลยีที่ทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างเป็นผู้พัฒนาอันดับต้นๆ ของโลกทั้งคู่

การเจรจาระหว่างสองชาติคงยังต้องกินเวลายืดเยื้อไปอีกเป็นปี  ขณะเดียวกันสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่การเลือกตั้งในช่วงปลายปี 2020  ซึ่งประเด็นสงครามการค้ายังคงเป็นเรื่องหลักในการหาเสียงของโดนัลด์ ทรัมป์  ดังนั้นการเจรจาที่เป็นอย่างราบรื่น พูดคุยตกลงกันด้วยดีทุกครั้ง  คงไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดในปี 2020 แน่นอน  เศรษฐกิจโลกยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน  และการค้าทั้งโลกยังคงฝากความหวังไว้ที่โต๊ะเจรจา  แบบที่ต้องลุ้นกันโดยที่คาดหมายอะไรล่วงหน้าได้ยาก

สงครามการค้าสหรัฐ-ยุโรป

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ กับ ยุโรป นี่เป็นอีกหนึ่งความท้าทายใหม่ที่รอฉุดรั้งเศรษฐกิจโลก 2020 ในปีหน้า  ในขณะที่การเจรจากับจีนกำลังเดินหน้า  สหรัฐก็เปิดธงรบกับสหภาพยุโรปเมื่อเมื่อช่วง ต.ค. 62  หลังจาก WTO ชี้ขาดกรณี EU ให้การสนับสนุนอย่างไม่เป็นธรรมแก่แอร์บัส  ทำให้สหรัฐสามารถขึ้นภาษีนำเข้าเครื่องบินแอร์บัสจากยุโรปได้ 10%  พร้อมสินค้ากลุ่มอาหารจากอียู ทั้งน้ำมันมะกอก วิสกี้ ไวน์ ชีส และโยเกิร์ต เป็น 25% เพื่อตอบโต้

ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรก แต่สหรัฐฯ เคยขึ้นภาษีเหล็กกล้าและอลูมิเนียมจากอียูมาแล้ว  และก็ถูกอียูตอบโต้กลับเช่นกัน

โดยสินค้าจาก EU ส่งไปสหรัฐ มีมูลค่าถึง 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ  ขณะที่สินค้าจากจีนส่งไปสหรัฐอยู่ที่ประมาณ 5-6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ  หากปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับอียูปะทุขึ้น  คาดว่าจะสร้างความเสียหายมากกว่าที่เกิดระหว่างจีนกับสหรัฐ

เศรษฐกิจของสหรัฐฯ กับยุโรป ถือว่ามีความใกล้ชิดกันมากกว่าเมื่อเทียบจีนแล้ว  การลงทุนของบริษัทสหรัฐฯ ในยุโรป  มีมากกว่าที่มาลงทุนในเอเชียถึง 3 เท่า  ขณะที่ขนาดเศรษฐกิจของทั้งสหรัฐฯ และอียูรวมกันก็เรียกว่ากินไปครึ่งโลก  หากสงครามการค้าสหรัฐ-อียู ปะทุขึ้น  ในขณะที่ฝั่งของสหรัฐ-จีน ยังเคลียร์ไม่จบ  คงไม่ต้องจินตนาการว่าเศรษฐกิจโลก 2020 จะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง

นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย

เศรษฐกิจโลก 2020 คงอยู่ในภาวะที่ชะงักงัน  แต่คงไม่ถึงกับถดถอย  นโยบายการเงินทั่วโลกที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ยังคงเป็นแบบผ่อนคลายอย่างมาก  ซึ่งจะเป็นตัวประคับประคองเศรษฐกิจที่ซบเซาได้

ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ข้อมูลจาก “อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด อินเวสเมนท์” คาดการณ์ว่า  เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2020  ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คงจะดำเนินโยบายดอกเบี้ยในทิศทางเดียวกัน

ในขณะที่ข้อมูลจาก “ศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลด้านการลงทุนและที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคารไทยพาณิชย์” มองว่าธนาคารกลางประเทศต่างๆ ได้ดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลาย  และอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิต  เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง  และมีแนวโน้มที่จะยังคงผ่อนคลายทางการเงินต่อเนื่องในปี 2020  ทำให้อัตราดอกเบี้ยยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำตลอดทั้งปี 2020

หนี้ท่วมโลก

สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (Institute of International Finance) หรือ IIF” เผยแพร่รายงานที่ระบุว่า  ปริมาณหนี้สินทั่วโลกในครึ่งปีแรกของปี 2019 เพิ่มขึ้น 7.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ  ทำให้ตัวเลขระดับหนี้สินแตะที่ 250.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์

ขณะที่จบทั้งปี 2019 IIF คาดว่าตัวเลขหนี้สินทั้งโลกจะแตะที่ 255 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  นั่นเท่ากับว่าคนทั้งโลกมีหนี้สินเฉลี่ยคนละ 32,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 975,000 บาท  ซึ่งตัวเลขนี้มากกว่า GDP โลกถึง 3 เท่า

โดยหนี้ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากสหรัฐและจีน  โดยทั้ง 2 ประเทศมีสัดส่วนหนี้เพิ่มขึ้นถึง 60%  โดยปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การก่อหนี้เพิ่มขึ้นมาจากการลดหรือการตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางหลายประเทศ  ทำให้ต้นทุนในการกู้ยืมลดลงและส่งผลให้ภาคธุรกิจ รวมถึงภาครัฐกู้ยืมเงินมากขึ้น

ซึ่งปัญหาหนี้สะสมที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลนี้ อาจจะเป็นชนวนให้เกิดวิกฤต เศรษฐกิจโลก ครั้งใหม่ได้ในอนาคต ซึ่งเป็นปัญหาท้าทายเศรษฐกิจโลก 2020 เช่นกัน

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News