Home World เศรษฐกิจโลก 2020 กับ 4 ปัญหาใหญ่ที่ท้าทาย

เศรษฐกิจโลก 2020 กับ 4 ปัญหาใหญ่ที่ท้าทาย

หากจะมอง เศรษฐกิจโลก 2020 คงต้องมองย้อนมาที่ปี 2019 ที่จัดว่าเป็นปีที่ต้องรับกับศึกหนัก  กับปัญหาการเปิดศึกสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่ลุกลามกระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งโลก  ฉุดรั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจ  การค้าของโลก  ต้องตกอยู่ในภาวะชะลอตัว

ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ก็ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกลงสู่ระดับ 3.0% จากเดิม 3.2%  ซึ่งเป็นตัวเลขต่ำที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตทางการเงินทั่วโลกเมื่อปี 2551-2552

ขณะที่ปี 2020 IMF คาดการณ์เศรษฐกิจโลกขยายตัว 3.4% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ปรับลดลงมาจากเดิมที่ 3.5%  ซึ่งตัวเลขดังกล่าวปัจจัยที่ฉุดรั้งก็เป็นปัญหาใหญ่จากเรื่องสงครามการค้า  ที่ยังไม่มีสัญญาณที่จะจบลงง่ายๆ

หากมองไปในปี 2020 เศรษฐกิจโลกยังมีโจทย์ความท้าทายหลายอย่างที่รอการทดสอบ  ซึ่งแต่ละปัจจัยล้วนเป็นตัวกดดดันต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกด้วยกันทั้งสิ้น  และนี่คือ 5 เรื่องใหญ่ที่เศรษฐกิจโลก 2020 ต้องเผชิญ

สงครามการค้าสหรัฐ-จีน

- Advertisement -

เรื่องสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ยังเป็นปัจจัยหลักที่ เศรษฐกิจโลก 2020 ต้องเผชิญ  แม้จะมีสัญญาณการเจรจากันในเฟสแรกในต้นปี 2020  แต่นั่นยังเป็นการจุดเริ่มต้น  เพราะปัญหาการค้าระหว่าง 2 ชาติยังมีอีกหลายข้อตกลงที่ยังคุยกัน  โดยเฉพาะประเด็นด้านเทคโนโลยีที่ทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างเป็นผู้พัฒนาอันดับต้นๆ ของโลกทั้งคู่

การเจรจาระหว่างสองชาติคงยังต้องกินเวลายืดเยื้อไปอีกเป็นปี  ขณะเดียวกันสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่การเลือกตั้งในช่วงปลายปี 2020  ซึ่งประเด็นสงครามการค้ายังคงเป็นเรื่องหลักในการหาเสียงของโดนัลด์ ทรัมป์  ดังนั้นการเจรจาที่เป็นอย่างราบรื่น พูดคุยตกลงกันด้วยดีทุกครั้ง  คงไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดในปี 2020 แน่นอน  เศรษฐกิจโลกยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน  และการค้าทั้งโลกยังคงฝากความหวังไว้ที่โต๊ะเจรจา  แบบที่ต้องลุ้นกันโดยที่คาดหมายอะไรล่วงหน้าได้ยาก

สงครามการค้าสหรัฐ-ยุโรป

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ กับ ยุโรป นี่เป็นอีกหนึ่งความท้าทายใหม่ที่รอฉุดรั้งเศรษฐกิจโลก 2020 ในปีหน้า  ในขณะที่การเจรจากับจีนกำลังเดินหน้า  สหรัฐก็เปิดธงรบกับสหภาพยุโรปเมื่อเมื่อช่วง ต.ค. 62  หลังจาก WTO ชี้ขาดกรณี EU ให้การสนับสนุนอย่างไม่เป็นธรรมแก่แอร์บัส  ทำให้สหรัฐสามารถขึ้นภาษีนำเข้าเครื่องบินแอร์บัสจากยุโรปได้ 10%  พร้อมสินค้ากลุ่มอาหารจากอียู ทั้งน้ำมันมะกอก วิสกี้ ไวน์ ชีส และโยเกิร์ต เป็น 25% เพื่อตอบโต้

ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรก แต่สหรัฐฯ เคยขึ้นภาษีเหล็กกล้าและอลูมิเนียมจากอียูมาแล้ว  และก็ถูกอียูตอบโต้กลับเช่นกัน

โดยสินค้าจาก EU ส่งไปสหรัฐ มีมูลค่าถึง 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ  ขณะที่สินค้าจากจีนส่งไปสหรัฐอยู่ที่ประมาณ 5-6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ  หากปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับอียูปะทุขึ้น  คาดว่าจะสร้างความเสียหายมากกว่าที่เกิดระหว่างจีนกับสหรัฐ

เศรษฐกิจของสหรัฐฯ กับยุโรป ถือว่ามีความใกล้ชิดกันมากกว่าเมื่อเทียบจีนแล้ว  การลงทุนของบริษัทสหรัฐฯ ในยุโรป  มีมากกว่าที่มาลงทุนในเอเชียถึง 3 เท่า  ขณะที่ขนาดเศรษฐกิจของทั้งสหรัฐฯ และอียูรวมกันก็เรียกว่ากินไปครึ่งโลก  หากสงครามการค้าสหรัฐ-อียู ปะทุขึ้น  ในขณะที่ฝั่งของสหรัฐ-จีน ยังเคลียร์ไม่จบ  คงไม่ต้องจินตนาการว่าเศรษฐกิจโลก 2020 จะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง

นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย

เศรษฐกิจโลก 2020 คงอยู่ในภาวะที่ชะงักงัน  แต่คงไม่ถึงกับถดถอย  นโยบายการเงินทั่วโลกที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ยังคงเป็นแบบผ่อนคลายอย่างมาก  ซึ่งจะเป็นตัวประคับประคองเศรษฐกิจที่ซบเซาได้

ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ข้อมูลจาก “อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด อินเวสเมนท์” คาดการณ์ว่า  เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2020  ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คงจะดำเนินโยบายดอกเบี้ยในทิศทางเดียวกัน

ในขณะที่ข้อมูลจาก “ศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลด้านการลงทุนและที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคารไทยพาณิชย์” มองว่าธนาคารกลางประเทศต่างๆ ได้ดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลาย  และอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิต  เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง  และมีแนวโน้มที่จะยังคงผ่อนคลายทางการเงินต่อเนื่องในปี 2020  ทำให้อัตราดอกเบี้ยยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำตลอดทั้งปี 2020

หนี้ท่วมโลก

สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (Institute of International Finance) หรือ IIF” เผยแพร่รายงานที่ระบุว่า  ปริมาณหนี้สินทั่วโลกในครึ่งปีแรกของปี 2019 เพิ่มขึ้น 7.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ  ทำให้ตัวเลขระดับหนี้สินแตะที่ 250.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์

ขณะที่จบทั้งปี 2019 IIF คาดว่าตัวเลขหนี้สินทั้งโลกจะแตะที่ 255 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  นั่นเท่ากับว่าคนทั้งโลกมีหนี้สินเฉลี่ยคนละ 32,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 975,000 บาท  ซึ่งตัวเลขนี้มากกว่า GDP โลกถึง 3 เท่า

โดยหนี้ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากสหรัฐและจีน  โดยทั้ง 2 ประเทศมีสัดส่วนหนี้เพิ่มขึ้นถึง 60%  โดยปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การก่อหนี้เพิ่มขึ้นมาจากการลดหรือการตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางหลายประเทศ  ทำให้ต้นทุนในการกู้ยืมลดลงและส่งผลให้ภาคธุรกิจ รวมถึงภาครัฐกู้ยืมเงินมากขึ้น

ซึ่งปัญหาหนี้สะสมที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลนี้ อาจจะเป็นชนวนให้เกิดวิกฤต เศรษฐกิจโลก ครั้งใหม่ได้ในอนาคต ซึ่งเป็นปัญหาท้าทายเศรษฐกิจโลก 2020 เช่นกัน

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ส่องความเห็น BusinessToday Quick Poll ปชช. เห็นด้วยกับ 7 รัฐมนตรีใหม่ หรือไม่ ?

หนังสือพิมพ์ BusinessToday สำรวจความคิดเห็นแฟนเพจถึงกรณี ประกาศแต่งตั้ง 7 ตำแหน่ง รัฐมนตรีใหม่ ในรัฐบาลประยุทธ์ 2/2 เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม โดยรัฐมนตรีใหม่ที่เป็นที่จับตามอง คือ นายปรีดี ดาวฉาย ที่ก้าวขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง , นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ นางนฤมล...

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

ยอดส่งออกจีนพลิกความคาดหมาย พุ่งเกินดุล 6.2 หมื่นล้านดอลลาร์

ตัวเลขส่งออกสินค้าของจีนเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 7.2% เกินความคาดหมาย เมื่อเปรียบเทียบกับตัวเลขของปีก่อน เนื่องจากต่างประเทศมีความต้องการสินค้าประเภทอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เวชภัณฑ์ อุปกรณ์สำหรับใช้ทำงานจากที่บ้าน และสินค้าชนิดอื่นๆ เพิ่มมากขึ้นในช่วงล็อคดาวน์จากสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกจริงของจีนในเดือนกรกฎาคมสวนทางและสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้าว่าน่าจะลดลง 0.7% ส่วนตัวเลขการนำเข้าสินค้าหดตัวลง 1.4% เทียบกับเมื่อปีที่แล้ว ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ว่าตัวเลขการนำเข้าสินค้าน่าจะเพิ่มขึ้น 0.8% ในเดือนกรกฎาคม ยอดเกินดุลการค้าของจีนมีมูลค่า 6.233 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากเมื่อเดือนมิถุนายนที่มีมูลค่า 4.62 หมื่นล้านดอลลาร์ นักวิเคราะห์ระบุว่ายอดส่งออกที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากความต้องการของอุปกรณ์สำหรับใช้ทำงานจากที่บ้าน และ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์...

INTUCH กำไร 2.98 พันล้านในไตรมาส 2 ทรงตัว ไม่กระทบจากโควิด-19

บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH กำไรสุทธิในไตรมาส 2 รวม 2,980.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 2,940.46 ล้านบาท ในครึ่งปีแรก มีกำไรสุทธิ 5,720.69 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 2.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 5,844.65 ล้านบาท กำไรสุทธิลดลงตามการรับกําไรจากเอไอเอสที่ลดลง...

ก.ล.ต.ลงโทษอดีตผู้แนะนำการลงทุนแบงก์กรุงเทพ ยักยอกเงินซื้อกองทุน

ก.ล.ต. ลงโทษอดีตผู้แนะนำการลงทุนรายนายณัฐพงศ์ แซ่ลี้ ขณะกระทำผิดสังกัดธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยไม่ให้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่เป็นบุคลากรในธุรกิจตลาดทุนเป็นเวลา 7 ปี 6 เดือน กรณีกระทำมิชอบต่อทรัพย์สินโดยนำเงินค่าซื้อกองทุนของลูกค้าจำนวน 8 ราย ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ทำให้ได้รับความเสียหายเป็นเงินรวม 449,500 บาท สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้รับรายงานร้องเรียนจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมพบว่า ระหว่างเดือนมีนาคม...

Related News

สหรัฐเดินหน้าเล่นงานจีน จ่อล้างบางแอปแดนมังกรออกจากแอปสโตร์

รัฐบาลสหรัฐเล็งล้างบางแอปจีน ”ที่ไม่น่าไว้วางใจ” ออกจากแอปสโตร์อเมริกา พร้อมปกป้องข้อมูล-ทรัพย์สินทางปัญญาสหรัฐ จากระบบคลาวด์ของบริษัทสัญชาติจีน ด้านปักกิ่งชี้สหรัฐกำลังกลั่นแกล้ง หวังผูกขาดเทคโนโลยี ขณะผู้เชี่ยวชาญมองอินเทอร์เน็ตควรเปิดกว้างและมีการทำงานร่วมกัน รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เร่งล้างบางแอปจีนที่ถูกมองว่า ”ไม่น่าไว้วางใจ” ออกจากเครือข่ายดิจิทัลสหรัฐ โดย ไมก์ พอมเพโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ระบุว่า โครงการ “Clean Network” ของสหรัฐ จะเน้น 5...

เดือดเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น !! ลามมาถึงยูนิโคล่ทยอยปิดสาขาบริการ

หลังจาก ญี่ปุ่น แก้ความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์กับเกาหลีใต้ด้วยการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ล่าสุด ยูนิโคล่ ทำการปิดสาขาที่เกาหลีใต้ไปแล้ว 8 สาขา  การที่ยูนิโคล่ แบรนด์ฟาสต์แฟชั่นสัญชาติญี่ปุ่น ประกาศปิดสาขาที่ให้บริการเกาหลี เนื่องจากความต้องการที่ลดลง โดยมีด้วยกัน 2 ปัจจัย คือ การเกิดพิพาททางการค้าระหว่างเกาหลีกับญี่ปุ่น และการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบให้พฤติกรรมของคนเกาหลีที่ชื่นชอบการซื้อสินค้าออนไลน์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มาช้อปปิ้งออนไลน์ยิ่งกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม การปิดตัวสาขาล่าสุด คือ ที่ กรุงโซล โดย...

จีนนำเข้าสินค้าเกษตรสูงลิ่วจากทั่วโลก ลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งกับสหรัฐฯ

จีนมียอดนำเข้าสินค้าเกษตรกรรมเพิ่มขึ้นสูงมากเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เนื่องจากผู้ซื้อมีการกักตุนสินค้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงสินค้าขาดแคลนหากความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เสื่อมถอยลงและเพื่อเติมเต็มช่องว่างกำลังการผลิตในประเทศที่ไม่พอเพียง สินค้าเกษตรกรรมประเภทข้าวสาลี ข้าวบาร์ลีย์ ข้าวโพด ข้าวฟ่าง และถั่วเหลือง มียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นถึง 80.6% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว นักวิเคราะห์มองว่าการที่จีนมียอดสั่งซื้อสินค้าทางการเกษตรจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นแสดงให้เห็นว่าจีนต้องการแหล่งสินค้าที่หลากหลาย และอาจมีความพยายามที่จะบรรลุข้อตกลงทางการค้าที่ให้ไว้กับสหรัฐฯ ประกอบกับยอดการผลิตสินค้าทางการเกษตรในประเทศซึ่งรวมถึงธัญพืชที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ที่ไม่เพียงพอ บริษัทสัญชาติจีนหลายแห่งนำเข้าสินค้าการเกษตรเพิ่มมากขึ้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงในกรณีที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ อาจแย่ลง ในขณะที่บางแห่งสั่งซื้อสินค้าการเกษตรเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้สามารถผลิตสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจีนได้เล็งเห็นถึงความมั่นคงทางอาหารสำหรับประชากรจำนวน 1.4 พันล้านคนเป็นประเด็นสำคัญสูงสุดมานาน และนักวิเคราะห์มองว่ารัฐบาลได้พยายามที่จะควบคุมราคาสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากโรคโคโรนาไวรัสและน้ำท่วมทางตอนกลางและตะวันออกของประเทศ การนำเข้าสินค้าทางการเกษตรจะยังคงจะเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีเนื่องจากผลผลิตภายในประเทศไม่พอเพียง ทางด้านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐดูแลกิจการด้านเกษตรกรรมภายในประเทศ ดูแลพื้นที่เพาะปลูกให้มีความอุดมสมบูรณ์และแน่ใจว่าประเทศมีผลผลิตธัญพืชและผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ ที่พอเพียง นักวิเคราะห์ข้อมูลด้านเกษตรกรรมของจีนระบุว่าหากความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ถดถอยลงกว่านี้ บริษัทของจีนอาจจำเป็นต้องหาแหล่งสินค้าทางการเกษตรทางเลือกเพื่อทดแทนแหล่งสินค้าจากสหรัฐฯ ในปัจจุบันจีนได้หันมานำเข้าถั่วเหลืองจากประเทศบราซิล...

กงสุลสหรัฐประจำเมืองเฉิงตูคุมเข้มหลังถูกสั่งปิด

สถานกงสุลสหรัฐประจำเมืองเฉิงตูมีการคุมเข้มมาตรการรักษาความปลอดภัยบริเวณภายนอก ในขณะที่เจ้าหน้าที่ภายในเตรียมความพร้อมที่จะย้ายออก หลังจีนประกาศสั่งปิดสถานกงสุลตอบโต้สหรัฐที่สั่งปิดสถานกงสุลจีนประจำมลรัฐฮิวสตัน กระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า การกระทำของสหรัฐเป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศและข้อตกลงทวิภาคี และจีนจำเป็นต้องตอบโต้ โดยการตอบโต้ซึ่งกันและกันดังกล่าวได้ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจยิ่งเสื่อมถอยลงอย่างหนัก ภายในสถานกงสุลมีการเตรียมเคลื่อนย้ายสิ่งของและมีการถอดป้ายสถานกงสุลออก สถานกงสุลสหรัฐประจำเมืองเฉิงตูเปิดดำเนินการตั้งแต่ปี ค.ศ.1985 มีเจ้าหน้าที่ประจำการราว 200 คน ซึ่งประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น 150 คน ในรายงานไม่ได้ระบุว่า ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่อยู่ภายในสถานกงสุลกี่ราย เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่บางส่วนได้อพยพย้ายออกไปตั้งแต่เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ชาวเมืองเฉิงตูต่างออกมาแสดงความเห็น โดยบางส่วนเกรงว่าสหรัฐจะไม่หยุดการกระทำเพียงเท่านี้ และบางส่วนเห็นว่าการตอบโต้ของทางการจีนเป็นการกระทำที่เหมาะสม ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมหาอำนาจได้มาถึงจุดต่ำสุดในช่วงหลายทศวรรษ โดยมีประเด็นขัดแย้งทั้งด้านการค้า เทคโนโลยี การอ้างกรรมสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ การเข้าควบคุมฮ่องกง ตลอดจนกรณีของโรคโคโรนาไวรัสที่ระบาดอยู่ในขณะนี้

จีนสั่งตอบโต้สหรัฐฯ ปิดสถานกงสุลในเฉิงตู อ้างแทรกแซงกิจการภายใน

จีนได้ออกมาตอบโต้ด้วยการสั่งปิดสถานกงสุลสหรัฐในเมืองเฉิงตูในวันศุกร์เช่นกัน หลังจากที่สหรัฐสั่งให้จีนปิดสถานกงสุลในมลรัฐฮิวสตันภายในวันศุกร์ สหรัฐกล่าวหาจีนว่ากระทำการจารกรรมทางเศรษฐกิจ สอดแนมโดยผิดกฎหมายและโน้มน้าวให้เกิดปฏิบัติการ แทรกแซงการเมือง บีบบังคับผู้นำทางธุรกิจ และกระทำการอันเป็นการข่มขู่ชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในประเทศจีน กระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่าการตัดสินใจดังกล่าวมีความชอบธรรมและมีความจำเป็นเพื่อตอบโต้การกระทำที่ไม่ยุติธรรมของสหรัฐ หวัง เหวินปิ่น โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ระบุว่าเจ้าหน้าที่สถานกงสุลสหรัฐได้กระทำการเกินขอบเขตอำนาจ มีการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศจีน และเป็นภัยต่อความมั่นคงของจีน โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดของข้อกล่าวหาแต่อย่างใด หลายฝ่ายมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน จากที่สหรัฐได้กล่าวหาจีนว่าใช้สถานกงสุลประจำฮิวสตันเป็นศูนย์กลางส่งนักเรียนจากจีนมาเพื่อจารกรรมข้อมูลจากสหรัฐ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนได้ออกมาปฏิเสธถ้อยคำเรียกร้องของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐที่ขอให้รัฐบาลสหรัฐและประเทศพันธมิตรหาวิธีการที่สร้างสรรค์และแน่วแน่ในการเปลี่ยนแปลงพรรคคอมมิวนิสต์ของจีน โดยระบุว่าคำพูดองนายพอมเพโอปราศจากข้อเท็จจริง มีความสับสนระหว่างความถูกผิด และเต็มไปด้วยอคติและความคิดที่ก่อให้เกิดสงครามเย็น รวมทั้งยังเป็นข้อมูลทางการเมืองที่มาจากการโกหกของนักการเมืองและกล่าวหาจีนโดยไม่มีมูล หลายฝ่ายมองว่าการสั่งปิดสถานกงสุลทั้งสองแห่งจะยิ่งทำให้ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศทวีความรุนแรงขึ้น แต่ผู้สังเกตการณ์มองว่าการตัดสินใจของจีนเป็นการไตร่ตรองอย่างรอบคอบ เพื่อตอบโต้การกระทำของสหรัฐ ในขณะเดียวกันก็หลีกเลี่ยงที่จะพุ่งเป้าไปที่ภารกิจของสหรัฐในเมืองสำคัญอื่นๆ เช่น กวางโจว เซี่ยงไฮ้ และฮ่องกง...