HomeCOVID-19เศรษฐกิจโลกพัง ธุรกิจชะงัก... หลายประเทศประท้วง

เศรษฐกิจโลกพัง ธุรกิจชะงัก… หลายประเทศประท้วง

ปัญหาปากท้องจากผลกระทบของการระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกอย่างหยุดชะงัก ธุรกิจค้าขายหยุดเดิน ทำให้ธุรกิจต้องประคองตัวด้วยการลดคนงาน ลดเงินเดือน รวมถึงเลิกจ้าง ทำให้ประชาชนในหลายประเทศออกมาประท้วงรัฐบาลเลิกล็อกดาวน์ และเปิดให้ธุรกิจกลับมาดำเนินการ

สหรัฐอเมริกา

เครดิตภาพ: https://www.telegraph.co.uk/

แม้ว่าจะเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อ และมีผู้เสียชีวิตมากที่สุด แต่ประชาชนในหลายๆ เมืองก็รวมตัวประท้วงเรียนร้องให้รัฐบาลเร่งคืนสู่ภาวะปกติ เพื่อให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไป เพราะขณะนี้ประชาชนเดือดร้อนหนักจากการขาดรายได้ ตัวเลขของผู้ว่างงานในสหรัฐฯ ณ สัปดาห์ที่แล้ว มากถึง 22 ล้านคน

- Advertisement -

แม้ว่าสหรัฐฯ ยังไม่สามารถควบคุมการระบาดได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ที่ออกมาประท้วงหวั่นเกรงการติดเชื้อไวรัส ซึ่งในขณะนี้มีการประท้วงใน 18 เมืองสำคัญๆ ทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น เท็กซัส วอชิงตัน อริโซน่า โคโลราโด้ วิสคอนซิน แมรี่แลนด์ ทำให้มีความกังวลว่าจะทำให้การระบาดของโควิด-19 ลุกลามได้

แต่ทั้งนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มที่ออกมาประท้วง มีการจัดตั้งจากผู้ที่นิยมประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

อินเดีย

เครดิตภาพ: https://www.telegraph.co.uk/

ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก รองจากจีน ขณะนี้มีประชาชนในหลายเมืองออกมาประท้วงเช่นเดียวกัน สำหรับที่อินเดีย ความตึงเครียดหลักๆ ก็คือการเดินทางที่ถูกจำกัด โดยนายกรัฐมนตรีมเหนทรา โมดี้ ได้ประกาศมาตรการล็อกดาวน์ไปจนถึงวันที่ 3 พฤษภาคม

ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แรงงานเป็นพันคนในเมืองมุมใบ รวมตัวประท้วงที่สถานีรถไฟบันดรา เพราะต้องการจะเดินทางกลับบ้านในหมู่บ้านทางตอนเหนือของประเทศ ในรัฐพิหารประเทศ และอุตตรประเทศ

นอกจากนี้ปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่งคือการขาดแคลนอาหาร ซึ่งในขณะนี้รัฐบาลยังมีประชาชนจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศแพคเกจกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ฝรั่งเศส

เครดิตภาพ: https://www.telegraph.co.uk/

ในฝรั่งเศส การประท้วงที่ผ่านมาก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์โควิด-19 มักจะเป็นปัญหาการเหยียดเชื้อชาติและชนกลุ่มน้อย และในการประท้วงครั้งนี้ ก็เช่นเดียวกันคือมีสาเหตุมาจากผู้ประท้วงซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยที่ได้รับการปฏิบัติที่ไม่ดีจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงเกิดเหตุปะทะกันขึ้น

โดยมีกรณีที่เกิดในเมืองเบซิเอร์ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ที่ตำรวจ 3 นายทำร้ายชายชาวมุสลิมจนตาย หลังถูกจับกุมเพราะละเมิดข้อบังคับในมาตรการล็อกดาวน์

นอกจากนี้ก็มีการปะทะกันของตำรวจและกลุ่มวัยรุ่น ในเมืองเลออาฟวร์ เมืองบอกโดวซ์ และชานกรุงปารีส โดยเจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจและจับคุมผู้กระทำผิดในย่านชุมชนที่มีรายได้น้อย ซึ่งมีวัยรุ่นที่ไม่มีงานทำในย่านนี้มากถึง 40%

บราซิล

เครดิตภาพ: CNN

ปัญหาที่บราซิล แตกต่างจากในประเทศอื่นๆ เนื่องจากว่าประธานาธิบดี ฌาอีร์ โบลโซนารู ไม่เห็นด้วยกับมาตรการล็อกดาวน์ประเทศ รวมถึงการใช้มาตรการเว้นระยะห่าง หรือ Social distancing ทำให้ประชาชนไม่พอใจ เนื่องจากขณะนี้ในประเทศมีผู้ติดเชื้อกว่า 4 หมื่นคน และเสียชีวิตกว่า 2 พันคน

จากผลสำรวจ พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ของบราซิล ไม่พอใจประธานาธิบดีที่ไม่มีมาตรการป้องกันการระบาด และสนับสนุนมาตรการการอยู่กับบ้าน เพื่อป้องกันการระบาด

แอฟริกาใต้

ปัญหาการขาดแคลนอาหาร ส่งผลในกรุงเคปทาวน์มีการก่อจลาจลและปล้นสะดมภ์อาหาร ร้านค้าส่วนใหญ่แล้วจะจำหน่ายของหมดอย่างรวดเร็ว ทำให้มีประชาชนจำนวนมากขาดแคลนสินค้าจำเป็น

ผู้อำนวยการองค์การนิรโทษกรรมสากล ในแอฟริกาใต้บอกว่าปัญหาความไม่เท่าเทียม การว่างงาน ทำให้แรงงานไม่สามารถที่จะอยู่ได้ในช่วงเวลาการล็อกดาวน์ไม่ว่าจะ 1 เดือน หรือ แค่ 1 สัปดาห์

ทั้งนี้แอฟริกาใต้เป็นอีกประเทศที่มีความเสี่ยงของการแพร่ระบาดอย่างลุกลามของไวรัสโควิด-19 หากยังไม่มีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม โดยในขณะนี้มีผู้ติดเชื้อกว่า 3,000 คน และเสียชีวิตกว่า 50 คน

อิสราเอล

แม้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ของอิสราเอล จะปฏิบัติตามมาตรการการล็อกดาวน์ประเทศ และการเว้นระยะห่าง แต่ที่น่าห่วงคือการประกอบพิธีทางศาสนาของกลุ่มชาวยิวผู้นับถือนิกาย “อัลตร้า ออโธดอกซ์” ที่ยังคงประกอบพิธีต่างๆ เช่นพิธีแต่งงาน พิธีศพ และการสวดมนต์ โดยมีคนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก แม้ว่ารัฐบาลจะปิดสถานที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนา แต่เหล่าผู้นับถือนิกายดังกล่าวไม่ยอมปฏิบัติตาม

นอกจากนี้ยังมีรายงานประท้วงในอีกหลายประเทศ เช่น รัสเซีย โคลัมเบีย เคนย่า ไนเจอร์ มาลาวี

ที่มา: telegraph.co.uk

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News