HomeWorldราคาน้ำมันดิบพุ่งกว่า 11% หลังเกิดเหตุระเบิดคลังน้ำมันซาอุดิอาระเบีย

ราคาน้ำมันดิบพุ่งกว่า 11% หลังเกิดเหตุระเบิดคลังน้ำมันซาอุดิอาระเบีย

สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้า WTI พุ่งขึ้นกว่า 11% ในการซื้อขายช่วงเช้านี้ หลังจากเกิดเหตุโจมตีโรงกลั่นน้ำมันสองแห่งในซาอุดีอาระเบียเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยพุ่งขึ้น 6.12 ดอลลาร์ แตะที่ระดับ 60.97 ดอลลาร์/บาร์เรล

ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent เปิดทำการซื้อขายในตลาดเอเชียปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 19.5% เป็นการพุ่งขึ้นแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991 ซึ่งเวลานั้นอิรักได้บุกโจมตีคูเวตทำให้เกิดสงครามอ่าวเปอร์เซียในเวลาถัดมา

กระทรวงมหาดไทยของซาอุดีอาระเบียออกแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า เกิดเหตุโจมตีโรงกลั่นน้ำมันสองแห่งในเขต Abqaiq และ Khurais ด้วยโดรน จนเป็นเหตุให้เพลิงลุกไหม้ โดยโรงกลั่นทั้งสองแห่งเป็นของบริษัทซาอุดี อารามโค ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งกำลังมีแผนที่จะระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เร็วๆนี้

- Advertisement -

เจ้าชายอับดุลาซิซ บิน ซัลมาน รัฐมนตรีพลังงานของซาอุดีอาระเบีย เปิดเผยว่า เหตุโจมตีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำมันและก๊าซ 5.7 ล้านบาร์เรล/วัน  ขณะที่ตัวเลขล่าสุดที่โอเปกเปิดเผยเมื่อเดือนส.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่า ผลผลิตทั้งหมดของซาอุฯ อยู่ที่ 9.8 ล้านบาร์เรล/วัน เท่ากับว่าผลผลิตจะหายไปถึงราวครึ่งหนึ่ง หรือคิดเป็น 5% ของการผลิตน้ำมันทั่วโลก

สำหรับแหล่งน้ำมัน Abqaiq ซึ่งอยู่ห่างจากเมือง Dhahran ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 60 กม.ใน Eastern Province ของซาอุดีอาระเบียนั้น ประกอบด้วยโรงงานแปรรูปน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ขณะที่แหล่งน้ำมัน Khurais ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 190 กม.นั้นเป็นแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของซาอุดีอาระเบีย

ปัจจุบัน ซาอุดิอารเบีย เป็นผู้ผลิตน้ำมันใหญ่อันดับสามของโลกรองจากสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย

“สหรัฐฯ” พุ่งเป้าเป็นฝีมือ “อิหร่าน”

หลังเกิดเหตุโจมตี “กลุ่มกบฎ ฮูตี” ของเยเมน ได้ออกมาอ้างความรับผิดชอบในเหตุการณ์โจมตีในครั้งนี้ ซึ่งการโจมตีครั้งนี้เป็นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันของซาอุดิอาระเบียที่รุนแรงสุดนับตั้งแต่ ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซียในปี 1990

แต่ “นายไมค์ ปอมเปโอ” รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ พุ่งเป้าไปที่อิหร่านว่าเป็นผู้ก่อเหตุในครั้งนี้  โดยทวิตข้อความเมื่อวันเสาร์ว่า

“ท่ามกลางการเรียกร้องเรื่องการลดความรุนแรง อิหร่านกลับเปิดการโจมตีแหล่งพลังงานของโลกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  และ ไม่มีหลักฐานว่า การโจมตีมาจากเยเมน”

“อิหร่าน” ระบุสหรัฐฯโกหก หวังกดดันการเจรจา

“จาวาด ซารีฟ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ได้ออกมาปฎิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยกล่าวว่าคำพูดของนายปอมเปโอเป็นคำพูดที่หลอกลวง เพราะก่อนหน้านี้สหรัฐฯ คิดว่าประเทศที่มีอาวุธเหนือกว่าจะเป็นผู้ชนะทางทหาร แต่ไม่สามารถทำได้ ซึ่งจริงๆการที่นายปอมเปโอกล่าวหาอิหร่านในครั้งนี้เป็นการกดดันให้อิหร่านยอมรับข้อเสนอของเมื่อวันที่ 15 เมษายน และเปิดการเจรจากับสหรัฐฯ เท่านั้น

อับบาส มูซาวี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า “การกล่าวหาที่ไร้ประโยชน์ดังกล่าว ไม่สามารถเข้าใจได้ และไร้ความหมาย”

“สหรัฐใช้นโยบายกดดันสูงสุดต่ออิหร่านแต่ก็ล้มเหลว สหรัฐจึงหันมาใช้วิธีโกหกคำโต”

“ทรัมป์” สั่งปล่อยน้ำมันจากคลังสำรอง ลดผลกระทบด้านราคา

ด้าน “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ “ ของสหรัฐ มีคำสั่งให้ปล่อยน้ำมันจากสำรองทางยุทธศาสตร์ (SPR) ของสหรัฐ หลังจากเกิดเหตุโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในซาอุดีอาระเบียเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

“เมื่อพิจารณาถึงเหตุการณ์โจมตีโรกลั่นน้ำมันในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน ผมจึงได้สั่งการให้ปล่อยน้ำมันออกจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ หากพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเป็น โดยให้ปล่อยในปริมาณที่มีการกำหนด และพอเพียงต่อการรักษาอุปทานน้ำมันในตลาดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม” ปธน.ทรัมป์ได้ทวีตข้อความในวันอาทิตย์ตามเวลาสหรัฐ

ด้าน “นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รมว.พลังงาน ระบุว่า การโจมตีดังกล่าว ยังไม่กระทบการนำเข้าน้ำมันของไทย โดยมีการประสานงานสอบถามไปยังบริษัท อารามโค (Aramco) และผู้เกี่ยวข้องต่างๆ ถึงผลกระทบในเบื้องต้นทราบความคืบหน้าล่าสุดว่า ทุกอย่างอยู่ในการควบคุมได้ และอยู่ระหว่างสำรวจและประเมินความเสียหาย โดยยังไม่มีผลกระทบต่อการส่งออก เพราะโรงงานที่ถูกไฟไหม้อยู่ในบริเวณทะเลทราย จึงไม่มีผลกระทบต่อคลังน้ำมันที่เป็นแหล่งน้ำมันที่ป้อนให้กับ ทางกลุ่ม ปตท. จึงยังไม่กระทบต่อการนำเข้าน้ำมันของไทย

กระทรวงพลังงานยืนยันมีแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินไว้เรียบร้อยแล้ว  เหมือนกับกรณีที่เคยเกิดเหตุการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซ โดยในภาพรวมประเทศมีปริมาณสำรองคงเหลือเพียงพอทั้งน้ำมันดิบสำรอง น้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างการขนส่ง และน้ำมันสำเร็จรูป โดยจะไม่เกิดการขาดแคลนในระยะสั้น หากเกิดผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย และจากนี้ไปกระทรวงพลังงาน จะมีการเรียกประชุมหน่วยงานเกี่ยวข้องเพื่อประเมินสถานการณ์และติดตามอย่างใกล้ชิด

ด้าน “ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ” ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป มหาวิทยาลัยรังสิต ประเมินว่า ประเทศที่กระทบมากสุดน่าจะเป็นจีนและญี่ปุ่นที่อาศัยการนำเข้าน้ำมันจากแหล่งนี้ประมาณ 1.2-1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน

โดยประเมินว่าหากมีการตอบโต้กันด้วยกำลังและการก่อการร้ายลุกลาม กดดันให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกและตลาดในประเทศพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น หลายประเทศอาจจำเป็นต้องนำเอาสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์มาใช้หากสถานการณ์ไม่ปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นในเร็วๆ นี้ ราคาน้ำมัน ในตลาดโลกอาจปรับตัวขึ้นไปได้ถึง 5-10 ดอลลาร์ ต่อบาร์เรล ในสัปดาห์หน้า และส่งให้ราคาน้ำมัน ในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตามหากค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าจะช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศได้ระดับหนึ่ง ส่วนกรณีที่ ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา(เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกในสัปดาห์นี้ คาดว่าเงินบาทมีโอกาสทดสอบระดับ 29 บาทต่อดอลลาร์ได้ในระยะต่อไปหากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามในการประชุมครั้งต่อไป

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News