HomeCOVID-193 บทเรียนโควิด-19 จากจีนถึงไทย ชัดเจนเด็ดขาด คิดการณ์ล่วงหน้า หาทางเรื่องปากท้อง

3 บทเรียนโควิด-19 จากจีนถึงไทย ชัดเจนเด็ดขาด คิดการณ์ล่วงหน้า หาทางเรื่องปากท้อง

ย้อนไปเมื่อช่วงประมาณ 4-5 เดือนก่อนหน้า ทั่วโลกได้ยินและรู้จักชื่อของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ โควิด-19 เป็นครั้งแรก จากประเทศจีน โดยมีศูนย์กลางการระบาดที่นครอู่ฮั่น เมืองเอกของมณฑลหูเป่ย ทางตอนกลางของจีน

เพื่อสกัดกั้นการยับยั้งการแพร่ระบาด ทางรัฐบาลจีนได้เข็นเอามาตรการต่างๆ ออกมามากมาย ครอบคลุมในทุกด้าน ทำให้จากที่ทั่วโลกต้องคอยส่งกำลังใจเอาใจช่วยจีน มาจนถึงวันนี้ กลายเป็น จีน ที่ต้องคอยส่งกำลังใจ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และคำเสนอแนะตามประสาผู้มีประสบการณ์ ไปถึงหลายประเทศทั่วโลกในการจัดการกับไวรัสโควิด-19 แทน

ระยะเวลามากกว่า 2 เดือน จีนได้ทำอะไร และทำได้อย่างไร ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจนเกิดผลที่เป็นรูปธรรม วงเสวนา Business Today ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประเทศจีน คือ ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน นาย ณัฐพร วุ่นกลิ่นหอม นายกสมาคมดิจิตอลไทย และ ประธานฝ่าย Technology Education,TeC และ นาย ภากร กัทชลี เจ้าของเพจอัพเดทข่าวคราวความเคลื่อนไหวในจีนยอดนิยมอย่าง “อ้ายจง” ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 2 แสนคน และเคยทำงาน รวมถึงใช้ชีวิตอยู่ในจีน 8 ปี มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยน สิ่งที่ได้พบเห็นจากจีนในช่วงวิกฤติไวรัสโควิด-19 ที่ไทยอาจจะหรือควรจะนำมาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการรับมือไวรัสโควิด-19

- Advertisement -

ทั้งนี้ สถานการณ์โดยรวมของจีนในขณะนี้ ดร.ไพจิตร ระบุว่า ความเป็นอยู่ของผู้คนในจีนตามเมืองใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นกรุงปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ หรือแม้แต่ศูนย์กลางการระบาดอย่าง อู่ฮั่น เริ่มคลี่คลายและกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ผู้คนสามารถออกมาทำงาน และใช้ชีวิตนอกบ้าน ทานข้าวนอกบ้านได้บ้างแล้ว แต่ก็ยังคงมีการบังคับใช้มาตรการเฝ้าระวังอยู่ เช่น บังคับสวมหน้ากาก และตรวจวัดอุณหภูมิ

ด้าน นายภากร เจ้าของเพจอ้ายจง เสริมว่า แม้จะกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่จีนก็ยังบังคับใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างเข้มงวด เพราะสิ่งที่จีนวิตกอยู่ในขณะนี้ก็คือการระบาดระลอกที่สอง ซึ่งเป็นการนำเชื้อเข้ามาจากต่างประเทศเป็นหลัก ทำให้ชาวจีนในเวลานี้ยังคงตื่นตัวกับการระวังป้องกันสุขภาพ สุขอนามัยของตนเองอยู่

ในส่วนของบทเรียนในการจัดการรับมือกับไวรัสโควิด-19 ที่ได้เรียนรู้จากจีนในช่วงที่ผ่านมาก็คือ 1.ความชัดเจนเด็ดขาดและลงมือทำทันที 2. การคิดการณ์เตรียมวางแผนล่วงหน้าอย่างเป็นขั้นตอน และ 3. การมุ่งแก้ไขด้วยการให้ความสำคัญในเรื่องปากท้องของประชาชนเป็นอันดับแรก

บทเรียนที่ 1 ชัดเจนเด็ดขาด และรวดเร็ว

การรับมือกับปัญหาด้วยความชัดเจน เด็ดขาด และรวดเร็ว เป็นสิ่งที่ดร.ไพจิตร และ นายภากร เห็นตรงกันว่าต้องปรบมือให้กับทางการจีน ซึ่งความชัดเจนเด็ดขาดจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากทางการจีนไม่เฝ้าติดตามสถานการณ์ คิดวิเคราะห์ ออกมาตรการ และทยอยปรับแก้ให้สอดคล้องกับบริบทที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด

ดร.ไพจิตรกล่าววว่า หากติดตามข่าวสารจากจีนในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า ทางการจีนแทบจะออกมาตรการรายวัน ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ โดยแต่ละมาตรการเห็นได้ชัดเจนว่า ได้กลั่นกรองมาอย่างดีแล้ว ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดการระบาด สิ่งแรกสุดทีจีนสั่งก็คือระดมบุคลากรและอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน ส่งตรงถึงพื้นที่เต็มที่ ขณะเดียวกัน ก็ออกมาตรการชัดเจนว่า จีนจะดูแลคนและสิ่งของเหล่านี้อย่างไร ซึ่งไม่เพียงแต่ครอบคลุมในเรื่องผลตอบแทนเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึง การสนับสนุนในเรื่องของกำลังใจ ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยในเรื่องของการเรียกความเชื่อมั่นศรัทธาจากประชาชน

ขณะที่นายภากรระบุว่า ความชัดเจนเด็ดขาดของทางการจีน จะเกิดขี้นไม่ได้ หากปราศจากช่องทางการสื่อสารที่ชัดเจน ซึ่งสื่อของทางการจีนทำงานได้ดีมากๆ ในฐานะตัวกลางส่งสารระหว่างรัฐบาลกับประชาชน และสาร ข้อความ หรือข้อมูลของทางการจีนที่ส่งออกมานี้ เห็นได้เลยว่า ผ่านการคิดกลั่นกรองมาอย่างดี คือรู้ว่าจะต้องพูดอย่างไร เนื้อหาประมาณไหน ส่งไปทางใด และควรจะพูดเผยแพร่เมื่อไร เรียกได้ว่า นอกจากจะช่วยให้จัดการกับวิกฤติได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังเป็นการส่งเสิรม ประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ ของจีนในสายตาประชาชน และอาจรวมถึงเวทีโลกไปพร้อมกัน ช่วยเรียกความเชื่อมั่นอีกทางหนึ่งด้วย

ส่วน นายณัฐพร แสดงความเห็นว่า ความชัดเจนและรวดเร็วของจีนส่วนหนึ่งต้องยกให้เป็นความดีความชอบของ ระบบเทคโนโลยีนวัตกรรม ที่จีนทุ่มเทให้ความสนใจพัฒนาอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้การกระจายคำสั่งข้อมูลข่าวสาร การบังคับใช้มาตรการและการขอความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดเป็นไปอย่างรวดเร็วและทั่วถึง

บทเรียนที่ 2 คิดการณ์ล่วงหน้า ทำเป็นขั้นตอน

การดำเนินการรับมือแก้ไขปัญหาไวรัสโควิด-19 ของทางการจีนที่ผ่านมา ทุกอย่างทุกมาตรการล้วนเป็นสิ่งที่ทางการจีนคิดวางแผนล่วงหน้ามาแล้วทั้งสิ้น ซึ่ง ดร.ไพจิตร กล่าวว่า จีนดำเนินการแบบ “เดินข้ามลำธาร ใช้เท้าสัมผัสหิน” คือแม้จะชัดเจน เด็ดขาด รวดเร็ว แต่ก็ทำทุกอย่างแบบ เป็นขั้นเป็นตอน เช่น กรณีสั่งระดมแพทย์พยาบาล ก็เตรียมมาตรการ สร้างความเชื่อมั่นเพื่อจูงใจให้แพทย์พยาบาลเข้าร่วมกับรัฐ ด้วยออกกฎดูแลในการทำงาน แถมยังคิดเผื่อไปว่า ระหว่างที่ทำงานต้องมีการดูแลสวัสดิภาพบุคลากรเหล่านี้อย่างไร และคิดไปไกลถึงขั้นงานเสร็จว่าจะต้องทำอย่างไร

หรือในกรณีปลดล็อคดาวน์ ทางการจีนได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไปจัดเตรียมสถานที่ ร้านค้า และพื้นที่สาธารณะต่างๆ เช่น ศูนย์อาหาร และขนส่งสาธารณะ ว่าจะจัดวางเก้าอี้รอย่างไร เตรียมอุปกรณ์ทำความสะอาดไว้ตรงไหน ทำให้การปลดล็อคเป็นไปอย่างปลอดภัย เรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนที่จะกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้อีกครั้ง

เรียกได้ว่า เป็นการวางแผน กำกับทิศทาง และควบคุมสถานการณ์อย่างดี

ด้านนายภากรเสริมว่า จีนออกมาตรการ แล้วทำทีละก้าว ทำแล้วเรียนรู้ ก่อนนำไปปรับแก้ ขณะเดียวกัน สิ่งที่น่าทึ่งก็คือการที่ทางการจีน กำหนดระยะเวลาในการดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายอย่างชัดเจน และทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ สะท้อนให้เห็นว่า มาตรการที่ออกมาแต่ละอย่างนั้น คิดมาแล้ว วางแผนมาแล้ว

ขณะที่ นายณัฐพร มองว่า การกำหนดเป้าหมายและทำได้ในระยะเวลาที่กำหนด เป็นสิ่งที่น่าทึ่งอย่างมากของจีน โดยในช่วงล็อคดาวน์และปิดเมืองอู่ฮั่น บุคลากรแพทย์และพยาบาลจีนชุดแรกที่ส่งเข้าไปได้รับชุดยังชีพและชุดป้องกันจำนวน 75 ชิ้น และจีนใช้เวลา 76 วัน ในการควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 จนสามารถเปิดเมืองอู่ฮั่นได้ แค่นี้ก็เพียงพอที่จะชี้ได้ว่า จีนคิดวางแผนอย่างหนักหน่วงเพียงใด

บทเรียนที่ 3 การมุ่งแก้ไขด้วยการให้ความสำคัญในเรื่องปากท้องของประชาชนเป็นอันดับแรก

สิ่งหนึ่งที่ไทยควรจะเรียนรู้และนำมาปรับใช้ในการรับมือแก้ปัญหาไวรัสโควิด-19 จากจีนก็คือการคิดถึงปัญหาปากท้องของประชาชน โดยดร.ไพจิตร กล่าวว่า ช่วง 1-2 สัปดาห์แรกที่ปิดล็อคดาวน์ ทางการจีน เร่งออกมาตรการมุ่งช่วยธุรกิจเอมเอ็มอีก่อนเป็นอันดับแรก ด้วยโจทย์ที่ว่า คนไปทำงานไม่ได้ แต่ก็ยังต้องมีงานทำ มีรายได้เข้ามา หรือหากจะลดเงินเดือน ก็ต้องลดที่ผู้บริหารระดับสูงก่อน

ในส่วนของคนที่ต้องอยู่บ้าน นายภากร ระบุว่า รัฐบาลจีนคิดไว้เลยว่า จะต้องจัดเตรียมอาหารและสิ่งของให้คน ที่ไม่สามารถออกไปไหนได้เลยอย่างไร อย่างน้อยก็คือ คนเหล่านี้ต้องอิ่มท้องไม่อดตาย จัดวางระบบโลจิสติกส์อย่างดี มีจุดส่งของ มีการฆ่าเชื้อโรค ดังนั้น ประชาชนจึงให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

ด้านนายณัฐพร ในฐานะที่ทำงานกับจีนใกล้ชิดในช่วงที่ผ่านมา กล่าวว่า รัฐบาลจีนยังได้ออกมาตรการลดภาระรายจ่ายของคนที่ต้องอยู่บ้านให้เหลือน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าแก๊ส ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าเคเบิล ร่วมมือกับร้านอาหาร มีเมนูอาหารฟรี จัดส่งถึงผู้ที่เดือดร้อน โดยร้านอาหารสามารถนำค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปขอลดหย่อนภาษีได้ ขณะเดียวกัน รัฐยังติดต่อไปพวก Fintech อย่าง Ant ของอาลีบาบา ในการปล่อย soft loan 10% ของเงินเดือน ในช่วงระยะเวลา 6 เดือนโดยไม่คิดดอกเบี้ย เพื่อให้คนเหล่านี้ที่ออกไปทำงานไม่ได้้ มีรายได้เข้ามาใช้จ่าย

ทั้งนี้ ทั้ง 3 ต่างสรุปตรงกันว่า สิ่งที่ไทยควรเรียนรู้จากจีนและนำมาปรับใช้ก็คือ วิธีการคิดและขั้นตอนการทำงานที่วางแผนอย่างรัดกุม รอบคอบ คือ รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ทำตรงไหนก่อนหลัง และคำนึงถึงความอยู่รอดของประชาชนเป็นอันดับแรกอยู่เสมอ เพราะเมื่อประชาชนอยู่ได้ ประชาชนก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือในทุกมาตรการ ซึ่งจะส่งผลให้รัฐอยู่รอดได้เสมอในทุกวิกฤติ

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News