Home World ผู้นำรัฐบาลสหรัฐ เรียกร้องให้ถอดถอน 'โดนัลด์ ทรัมป์' หลังเกิดเหตุป่วนรัฐสภา

ผู้นำรัฐบาลสหรัฐ เรียกร้องให้ถอดถอน ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ หลังเกิดเหตุป่วนรัฐสภา

รายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์แจ้งว่า เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2564 (ตามเวลาท้องถิ่นในสหรัฐฯ) มีประชาชนผู้สนับสนุนประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้บุกเข้าไปยังอาคารรัฐสภาของสหรัฐฯ (Capitol Hill) ระหว่างที่มีพิธีการรับรอง โจ ไบเดน ผู้นำพรรคเดโมแครตขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐอเมริกา ทำให้เจ้าหน้าที่ประจำรัฐสภาต้องอพยพสมาชิกผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และบุคลากรประจำหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องออกไปยังที่ปลอดภัย เป็นเหตุให้ต้องมีการยุติขั้นตอนการรับรองประธานาธิบดีคนใหม่เป็นการชั่วคราว และคาดว่าจะดำเนินการต่ออีกครั้งในช่วงบ่ายของวันพฤหัสบดีนี้ (ตามเวลาท้องถิ่นในสหรัฐฯ)

ภายหลังจากการประท้วงอย่างรุนแรงของประชาชนผู้ออกเสียงที่สนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์ได้บุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาเพื่อหวังไล่ว่าที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน เนื่องจากมีความไม่พอใจในผลการเลือกตั้งจนเป็นเหตุให้กลุ่มผู้ประท้วงได้รับบาดเจ็บหลายราย และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย ทำให้ผู้นำพรรครีพับลิกันจำนวนมากขึ้นออกมาชี้แจงต่อสำนักข่าวใหญ่อย่าง CNN และ Fox ว่าควรถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกจากตำแหน่งก่อนวันที่ 20 มกราคมที่จะถึงนี้ 

โดยในการชี้แจงข้อเรียกร้องดังกล่าว แกนนำพรรครีพับลิกัน 4 รายได้เรียกร้องให้มีการนำบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐมาตราที่ 25 มาบังคับใช้ ในขณะที่แกนนำอีกสองรายระบุว่าควรถอดถอนชื่อนาย โดนัลด์ ทรัมป์ ออกจากตำแหน่งในทันที

- Advertisement -

อ่าน : ผู้นำทั่วโลก วิตกกลุ่มหนุน ‘ทรัมป์’ บุกสภาคองเกรสรับรองชัยชนะเลือกตั้งสหรัฐ

อดีตเจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลท่านหนึ่งได้ออกมากล่าวว่า การกระทำของประธานาธิบดี ทรัมป์ ถือเป็นการกระทำที่มีความร้ายแรงและก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบมากพอที่จำทำให้เขาสามารถถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ แม้ว่าจะเหลือระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งอยู่อีกไม่นาน แต่การถอดถอนดังกล่าวจะสามารถทำให้สมาชิกวุฒิสภาสามารถออกเสียงตัดสิทธิ์ไม่ให้ทรัมป์สามารถเข้ามาดำรงตำแหน่งใดๆ ในรัฐบาลได้อีกต่อไป ในขณะที่การบังคับใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญบทแก้ไขเพิ่มเติมมาตราที่ 25 จำเป็นต้องให้รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ และสมาชิกรัฐสภาเสียงข้างมากออกเสียงเพื่อถอดถอนโดนัลด์ ทรัมป์ ออกจากรัฐบาลเนื่องจากไม่สามารถที่จะใช้อำนาจและปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งของตนได้ และเป็นเงื่อนไขที่ต้องใช้เวลาและขั้นตอนในการพิจารณา

นอกจากนี้ ยังมีอดีตผู้นำสหรัฐฯ และนักการเมืองที่ออกมาประณามการกระทำของโดนัลด์ ทรัมป์ มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ทีเดียว อดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ได้ออกมาตำหนิการกระทำดังกล่าวด้วยถ้อยคำค่อนข้างรุนแรงว่าเป็นการก่อการจลาจลในรัฐสภาสหรัฐฯและเป็นภาพที่น่าคลื่นเหียนและทำให้หัวใจสลายโดยไม่ได้มีการกล่าวเรียกชื่อนาย โดนัลด์ ทรัมป์ แต่อย่างใด อดีตประธานาธิบดียังกล่าวเพิ่มเติมว่าเขารู้สึกใจหายกับการกระทำที่ขาดสติยั้งคิดและขาดความเคารพต่อสถาบันการเมือง แนวทางปฎิบัติอันดีงาม และการบังคับใช้กฎหมายบ้านเมืองของผู้นำทางการเมืองบางรายตั้งแต่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น

นาย มิตต์ รอมนีย์ วุฒิสมาชิกแห่งรัฐยูทาห์ ซึ่งเป็นสมาชิกพรรครีพับลิกันเพียงรายเดียวที่ออกเสียงกล่าวโทษประธานาธิบดีทรัมป์ในกรณีการฟ้องร้องเพื่อถอดถอนประธานาธิบดีเมื่อปีที่แล้ว ได้ออกมากล่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ เป็นบุคคลที่เห็นแก่ตัว และมีเจตนาในการให้ข้อมูลการเลือกตั้งที่บิดเบือนแก่บรรดาผู้สนับสนุน นอกจากนี้ยังกล่าวว่าการจลาจลที่เกิดขึ้นเป็นเพราะทรัมป์ยั่วยุให้ผู้สนับสนุนของเขาออกมาประท้วง

นาง ลิซ เชนีย์ ผู้แทนพรรครีพับลิกันแห่งรัฐไวโอมิง ได้แสดงความเห็นเช่นเดียวกันกับนายรอมนีย์ ว่าประธานาธิบดีทรัมป์เป็นผู้จุดประกายไฟและยุยงให้เกิดการประท้วงเองอย่างไม่ต้องสงสัย และแม้แต่วุฒิสมาชิก ทอม คอตต้อน จากรัฐอาร์คันซอ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์ตัวยงยังออกมากล่าวว่า เวลาของประธานาธิบดีทรัมป์หมดลงแล้ว ถึงเวลาที่เขาต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง หยุดให้ข้อมูลผิดๆ แก่ประชาชนชาวอเมริกัน และยุติการก่อม็อบที่ใช้ความรุนแรงได้แล้ว

โฆษกประจำของสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง นางสเตฟานี กริชแฮม ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งเมื่อบ่ายวันพุธ โดยระบุว่าเธอรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ทำงานรับใช้ชาติภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ แต่ไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ล่าสุด ด้านผู้ช่วยผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาว นาง ซาราห์ แมทธิวส์ ก็ได้ยื่นหนังสือลาออกเมื่อคืนวันพุธ และระบุเช่นเดียวกันว่ารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ทำงานรับใช้ชาติ แต่เธอรู้สึกไม่สบายใจกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น และคิดว่าประเทศสหรัฐอเมริกาควรมีการถ่ายโอนอำนาจอย่างสงบและสันติ

เหตุความรุนแรงในรัฐสภาสหรัฐฯ ในครั้งนี้เป็นเรื่องน่าเศร้าที่หลายคนไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นในประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตยและมีกฎหมายรัฐธรรมนูญที่มีอายุยาวนานกว่า 200 ปี และยังเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้หลายฝ่ายเสื่อมศรัทธาในสถาบันอเมริกาและนักการเมืองอเมริกัน แม้ว่าว่าที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน จะรีบออกมาแก้ต่างแทนชาวอเมริกันว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากคนเพียงกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่ได้เป็นตัวแทนภาพลักษณ์ความเป็นอเมริกันทั้งหมดก็ตาม

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News