Home Opinions เมื่อไวรัสโคโรนาถล่มจีน และ กระแสข่าวลวง

เมื่อไวรัสโคโรนาถล่มจีน และ กระแสข่าวลวง

คอลัมน์ China Inside-Out

ปีหนูพ่ายโคโรนาอย่างราบคาบ

อันที่จริง รัฐบาลจีนได้เริ่มตรวจพบผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสหลายสิบรายในเมืองอู่ฮั่นตั้งแต่ช่วงโค้งสุดท้ายของปีที่ผ่านมา ครั้นพอเข้าสู่ช่วงต้นเดือนมกราคมก็พบว่า ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเหล่านี้มีไข้ ไอ และอาจแรงไปถึงอาการปอดบวม หายใจติดขัด และหลายรายมีอาการหนักขึ้น แม้ว่าหน่วยงานจีนจะค้บพบว่าโรคใหม่นี้แตกต่างจากซาร์ส (SARS) เมอร์ส (MERS) และไข้หวัดนก (Bird Flu) แต่ก็ยังเป็นปริศนาว่าต้นเหตุของโรคนี้มาจากไวรัสประเภทใด

หลังจากที่เริ่มมีข่าวนี้แพร่ออกมา กระทรวงสาธารณสุขก็ลงพื้นที่พร้อมนักข่าวเพื่อสะท้อนถึงความพร้อมในการเตรียมรับมือกับการระบาดดังกล่าว ผมเห็นผู้บริหารระดับสูงที่เกี่ยวข้องให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่ากระทรวงสาธารณสุขได้เกาะติดสถานการณ์และเริ่มมีมาตรการคัดกรองผู้โดยสารเครื่องบินที่เดินทางมาจากอู่ฮั่นตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม

แม้ว่าจะไม่ชัดว่ามาตรการดังกล่าวดำเนินการในทุกสนามบินที่บินตรงจากอู่ฮั่นหรือเมืองหลักในภูมิภาคนี้หรือไม่ แต่คำสัมภาษณ์ดังกล่าวก็ช่วยสร้างความสบายใจให้กับผมได้ในระดับหนึ่งว่า ไทยเราน่าจะมีมาตรการรองรับคลื่นนักท่องเที่ยวจีนที่จะถาโถมมาไทยในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่จะมาถึงได้

- Advertisement -

ต่อมา วันที่ 9 มกราคมที่รัฐบาลจีนให้ข้อมูลว่า การระบาดครั้งนี้เกิดขึ้นจากไวรัสโคโรนา (Corona Virus) หลังจากนั้นเพียงสองวัน ก็พบว่ามีผู้เสียชีวิตรายแรกอันเนื่องจากการติดเชื้อไวรัสดังกล่าวและจากข้อมูลของรัฐบาลจีนก็พบว่า ในวันที่ 15 มกราคมมีการตรวจพบผู้โดยสารชาวจีนติดเชื้อดังกล่าวที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งนับเป็นผู้ติดเชื้อนอกจีนเป็นรายแรก ตามมาด้วยญี่ปุ่นในเวลาต่อมา

ในวันที่ 17 มกราคม จีนมีผู้เสียชีวิตรายที่ 2 ขณะเดียวกัน ไทยก็ไม่ยอมน้อยหน้า เพราะตรวจพบผู้ป่วยรายที่ 2 เช่นกัน ทันทีที่กระแสข่าวการติดเชื้อจากคนสู่คนเริ่มหลุดออกมาก็ทำให้หลายประเทศตั้งทีมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและทยอยออกมาตรการป้องกันการระบาดอย่างเข้มงวด

ศูนย์ควบคุมและป้องกันเชื้อโรคของสหรัฐฯ (U.S. Centers for Disease Control and Prevention) สั่งตรวจอุณหภูมิ และสอบถามอาการและข้อมูลอื่น ๆ จากผู้โดยสารเครื่องบินที่บินตรงจากอู่ฮั่นสู่ 3 เมืองสำคัญในสหรัฐฯ เป็นการเร่งด่วน อันได้แก่ สนามบินซานฟรานซิสโก เจเอฟเค (นิวยอร์ก) และลอสแองเจลลิส ขณะที่หลายประเทศ/เขตเศรษฐกิจในภูมิภาค อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน ต่างยกระดับมาตรการคัดกรองและควบคุมผู้คนที่เข้าออก ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง

ความพ่ายแพ้ต่อ “ข่าวปลอม” 

เหตุการณ์ในครั้งนี้ยังเป็นบทเรียนสำคัญของทีมงานโฆษกและผู้ที่เกี่ยวข้องของรัฐบาลในการทำงานต่อสู้กับวิกฤตินี้และวิกฤติใด ๆ ในอนาคต

ตัวอย่างข่าวปลอมหนึ่งที่ระบุถึงการแสดงความรับผิดชอบของผู้บริหารเมืองอู่ฮั่นที่ปล่อยให้คนอู่ฮั่นหนีออกนอกพื้นที่กว่า 5 ล้านคนก่อนคืนปิดเมือง แถมยังบอกว่าคนเหล่านั้นหลั่งไหลเข้ามาเมืองไทย เป็นอันดับหนึ่งเพราะเดินทางเข้ามาง่ายสุด ประหยัดค่าใช้จ่าย และอีกหลายสารพัดเหตุผลเสริม

ไวรัสโคโรนา

ผลปรากฏว่ารัฐบาลและนักข่าวก็เต้นตามกระแสข่าว โดยไม่กระตุกความคิดและอธิบายให้พี่น้องคนไทยเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง คิดง่าย ๆ เรามีเที่ยวบินของทุกสายการบินระหว่างอู่ฮั่นกับ 5 สนามบินของไทย (สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ และกระบี่) รวม 52 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ หากให้มีผู้โดยสารลำละ 200 คน ก็ยังมีคนแค่ระดับ 10,000 คนเศษเท่านั้นที่เข้ามาในแต่ละสัปดาห์ และต้องใช้เวลาราว 1 ปีเพื่อให้มีผู้โดยสารจีนเข้ามาหลักครึ่งล้านคน

บางครั้งเราก็ตกเป็นเครื่องมือให้ไปซ้ำเติมผู้ประสบภัยโดยไม่รู้ตัว คลิปภาพตลาดค้าสัตว์ของประเทศหนึ่งในอาเซียนที่ถูกยัดเยียดให้แก่ตลาดค้าส่งสินค้าประมงหัวหนานของเมืองอู่ฮั่น (Wuhan Huanan Seafood Wholesale Market) พร้อมคำประนามถึงพฤติกรรมการบริโภคของชาวจีน ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความอ่อนแอของคนไทยในการมองความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในระยะยาว ผมคิดหาเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการปล่อยข่าวปลอมได้เพียงประการเดียว คือ คนเหล่านั้นไม่รักประเทศไทยอย่างที่คนไทยพึงมี

ขณะเดียวกัน การทุ่มเททำงานเพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมการรับมือของรัฐบาลดูจะล้มเหลวในสายตาของประชาชน การแถลงข่าว “เอาอยู่” ของรัฐบาลจากผู้บริหารในหลายระดับยืนยันถึงความพร้อมของระบบการคัดกรอง การกำกับควบคุม และการดูแลรักษานักท่องเที่ยวจีนที่ติดเชื้อไวรัสและเดินทางมาไทยในช่วงเทศกาลตรุษจีนดูไม่ค่อยเป็นผล ผลการวิจัยของสื่อหลายสำนักระบุว่า ประชาชน “ไม่เชื่อมั่น” ในมาตรการที่มีอยู่ของรัฐ

แม้กระทั่งการตอกย้ำถึง “ความพร้อม” ในการส่งเครื่องบินไปรับคนไทยในอู่ฮั่นกลับบ้านเพื่อเสริมสร้างความนิยมจากภาคประชาชน ก็กลายเป็นหอกข้างแคร่ทิ่มแทงและกดดันรัฐบาลเสียเอง จนท้ายที่สุด รัฐบาลต้องออกมาสงบศึกและวิงวอนขอไม่ให้เอาชีวิตของผู้คนมาป่วนประเทศ

การแถลงข่าวและการให้สัมภาษณ์ในหลายเวทีดูเหมือนจะพ่ายแพ้ต่อ “ข่าวปลอม” ในสื่อสังคมออนไลน์ที่กระจายตัวอย่างรวดเร็วในหมู่วัยรุ่นและคนหนุ่มสาวของไทย ส่งผลให้การสื่อสารผ่านหลากหลายสื่อของรัฐบาลมิอาจสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนได้มากเท่าที่ควร

 

ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร BTCOL13
ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน อดีตเคยดำรงตำแหน่งอดีตอัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ณ กรุงปักกิ่ง กระทรวงพาณิชย์ จึงมีความเชี่ยวชาญ และเข้าใจจีน ในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ประสบการณ์ที่สั่งสมจึงต้องการถ่ายทอดให้นักธุรกิจไทยได้เข้าใจและสามารถเจาะตลาดจีนได้ถูกทิศถูกทาง

Latest

เปิดไทม์ไลน์ ฝรั่งเศสเที่ยวสมุย ป่วยโควิดหลังกักตัว 14 วัน

เปิดไทม์ไลน์ ฝรั่งเศสเที่ยวสมุย ป่วยโควิดหลังกักตัว 14 วัน กรมควบคุมโรค ระบุ ผู้ติดเชื้อรายนี้เดินทางจากประเทศฝรั่งเศสพร้อมครอบครัว 2 ราย เป็นสามีและลูก เข้ารับการกักตัวในสถานที่รัฐกำหนด อยู่ระหว่างสอบสวนโรคเพิ่ม วันนี้ (23 ตุลาคม 2563) ที่กรมควบคุมโรค  นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมควบคุมโรค พร้อมด้วย นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป...

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

เริ่มแล้ว! โครงการคนละครึ่ง ใช้จ่ายวันนี้วันแรก 23 ตุลาคม 2563

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้ประชาชนที่ผ่านการลงทะเบียนโครงการ คนละครึ่ง สามารถใช้จ่ายได้แล้ว โดยเริ่มวันนี้เป็นวันแรก จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ทั้งนี้ ประชาชนสามารถจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่มและสินค้าทั่วไป ไม่รวมสลากกินแบ่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบและบริการต่างๆ ในลักษณะการร่วมจ่าย (Co-pay) นายอนุชา กล่าวว่า ณ ปัจจุบัน มีประชาชนลงทะเบียนแล้วจำนวน...

กูรูทิสโก้ ชี้ 3 มาตรการกระตุ้นใช้จ่าย หนุน GDP ได้เล็กน้อย มองโครงการ “เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ได้ผลสุด

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ชี้ 3 มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐช่วยหนุน GDP ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยประเมินมาตรการเพิ่มเงินให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ผลมากที่สุด ขณะที่มาตรการช้อปดีมีคืนอาจวืดเป้า 1.11 แสนล้านบาท   นายธรรมรัตน์ กิตติสิริพัฒน์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศผ่าน 3 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการ “คนละครึ่ง” วงเงินประมาณ 30,000...

ม.รามฯ ประกาศผลหยั่งเสียงอธิการบดี ‘สืบพงษ์ ปราบใหญ่’ คะแนนรวมสูงสุด

เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2563 มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ออกประกาศ ผลการลงคะแนนหยั่งเสียงสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ระบุว่า ตามที่คณะกรรมการอํานวยการสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคําแหงกําหนดให้มีการลงคะแนนหยั่งเสียงสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคําแหงล่วงหน้า (ส่วนภูมิภาค) เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2563 ลงคะแนนหยั่งเสียงสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคําแหงล่วงหน้า (ส่วนกลาง) เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2563 และลงคะแนนหยั่งเสียงสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคําแหง เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม...

Related News

ชัยชนะที่มาจากการไม่ยอมแพ้ต่อโควิด-19

คอลัมน์ China Inside Out ชัยชนะที่มาจากการไม่ยอมแพ้ต่อโควิด-19 ---------------------------------------- จีนมีขนาดใหญ่ (18 เท่าของไทย) มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก (20 เท่าของไทย) และถูกกดดันด้วยเงื่อนเวลา (ช่วงฉลองเทศกาลตรุษจีน) กอปรกับระดับความวิกฤติในแต่ละพื้นที่ก็แตกต่างกัน จึงนับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งยวดสำหรับรัฐบาลจีน อย่างไรก็ดี ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาวิกฤติโควิด-19 ที่สุดเฉียบของจีนได้กลายเป็นต้นแบบให้หลายประเทศได้เรียนลัดและนำไปประยุกต์ใช้ในการต่อสู้วิกฤตินี้ หากเราไล่เลียงการแก้ไขสถานการณ์วิกฤติในช่วงที่ผ่านมา ก็จะพบข้อคิดที่น่าสนใจหลายประการ ประการแรก หลังจากจีนพบผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสคนแรกที่เมืองอู่ฮั่นในช่วงต้นเดือนธันวาคม และแทนที่จะปล่อยให้มีข่าวลือที่อาจสร้างความตระหนกเพิ่มขึ้น รัฐบาลจีนเลือกที่จะสื่อสารข้อมูลเชิงรุกกับประชาชนอย่างโปร่งใส รวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นระบบ ผ่านสื่อหลักของรัฐที่มีอยู่ในมือ...

พรรคคอมมิวนิสต์จีน … เบื้องหลังความสำเร็จของจีน

คอลัมน์ China Inside Out พรรคคอมมิวนิสต์จีน ... เบื้องหลังความสำเร็จของจีน ------------------------------------------------------ ท่ามกลางวิกฤติโควิด-19 ที่โลกต่างเลือกแนวทางแก้ไขปัญหาในแบบของตน จีนกลายเป็นหนึ่งในต้นแบบของความสำเร็จในการหยุดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสได้อย่างเฉียบขาด หลายคนตื่นตะลึงกับการเติบใหญ่ทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด การบริหารจัดการประเทศที่มีประชาชนกว่า 1,400 ล้านคน และการเสริมสร้างภาพลักษณ์ผู้นำจนโดดเด่นในเวทีโลกในปัจจุบัน ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในหลายชาติตะวันตกในช่วงหลายปีหลังด้วยแล้ว ผู้คนก็เลยเกิดคำถามสงสัยขึ้นมาว่า อะไรคือปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการจัดการกับสารพัดปัญหาและเดินหน้าการพัฒนาอย่างเป็นระบบ รวดเร็ว เฉียบขาด และต่อเนื่องของจีนดังกล่าว ระบอบการปกครองเป็นปัจจัยหนึ่งที่ผู้คนหยิบยกขึ้นมา บางคนเอ่ยถึงความเป็นเผด็จการ แต่สำหรับผมแล้ว พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นแก่นแท้ของความสำเร็จดังกล่าว พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นองค์กรหลักที่กำหนดทิศทางการขับเคลื่อนประเทศ กำกับดูแลด้านความมั่นคง และนโยบายในการบริหารประเทศ ซึ่งกรณีนี้ก็อาจคล้ายกับพรรคการเมืองหลักของประเทศอื่น แต่กรณีของจีน เลขาธิการพรรคยังได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี...

เมื่อเด็กจีนเรียนออนไลน์

คอลัมน์ China Inside Out เมื่อเด็กจีนเรียนออนไลน์ ---------------------------------------------- หลังจากที่เล่าเรื่องราวที่จีนนำเอานวัตกรรมมากมายมาใช้ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งหนึ่งในนั้นก็ได้แก่ ระบบการเรียนออนไลน์ ก็มีท่านผู้อ่านหลายรายสอบถามและขอให้ผมนำรายละเอียดมาแบ่งปันกับผู้อ่านเพิ่มเติมอีก ผมก็เลยติดต่อไปยังเครือข่ายในจีน และได้รับข้อมูลจากผู้ปกครองหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณแอนนี่ มือการตลาดของดัชมิลด์ในนครเซี่ยงไฮ้ ที่กรุณาส่งข้อมูลที่น่าสนใจมาให้เป็นวัตถุดิบสำหรับบทความในวันนี้กัน ทันทีที่การแพร่ระบาดเกิดขึ้น รัฐบาลจีนก็สั่งให้สถาบันการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมหาวิทยาลัยปิดการเรียนการสอนเป็นเวลา 3 เดือนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน หลังจากนั้น กระทรวงศึกษาธิการจีนก็ได้มอบแนวปฏิบัติให้โรงเรียนระดับมัธยมศึกษาหรือต่ำกว่าปรับระบบการเรียนการสอนเป็นแบบทางไกล โดยให้เริ่มนำร่องใช้ระบบดังกล่าวภายในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ หรือเพียงไม่ถึง 3 สัปดาห์หลังเชื้อโควิด-19 เริ่มกระจายตัว พอหลังหยุดยาวตรุษจีน โรงเรียนก็ทยอยจัดส่งตารางเรียนพร้อมคู่มือข้อปฏิบัติที่มีตารางเวลากำกับโดยละเอียดให้แก่นักเรียนเพื่อการเตรียมตัว ข้อมูลหลายอย่างถูกใส่ไว้ในตารางเรียนและคู่มือมากกว่าที่เคยทำในโรงเรียน...

จีนขวิดโควิด-19 … กระเจิง

คอลัมน์ China Inside 0ut จีนขวิดโควิด-19 … กระเจิง ---------------------------------------------------------------------- หลังจากโควิด-19 แพร่ระบาดในจีนจนนำไปสู่การปิดเมืองและสารพัดมาตรการที่เข้มข้นแบบ “กล้ากินยาขม” ผ่านมาเพียง 3 เดือน โลกก็ต้องตื่นตะลึงที่เห็นสถานการณ์ในจีนเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ รัฐบาลจีนปรับมาตรการหนักเบาตามสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม เริ่มจากการ “สกัดการแพร่เชื้อ” ด้วยการปิดเมืองหลายแห่ง ยกเลิกกิจกรรมชุมชน และจำกัดการเดินทางและการพบปะของประชาชน รวมทั้งการปิดบ้านที่คนจีนต้องกักบริเวณตัวเองอยู่ในที่พักเป็นเดือนด้วยความอดทนราวกับเป็นผู้ต้องโทษ บุคลากรทางการแพทย์ ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ก็ต้องทำงานแข่งกับเวลาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา คนเหล่านี้อดสังสรรค์กับครอบครัว และไม่ได้ลิ้มรสอาหารอร่อยดังเช่นเคยทุกปี ภาพของนักรบชุดขาวที่ต้องแยกโต๊ะห่างกันขณะรับประทานอาหารกล่องที่แสนจืดชืด นอนคุดคู้บนเก้าอี้ในโรงพยาบาลและรถบัสรับส่ง และแยกจากครอบครัวโดยไม่รู้ว่าจะได้กลับไปพบเจอกันอีกหรือไม่...

นวัตกรรมจีนในยุคโควิด-19

คอลัมน์ China Inside Out นวัตกรรมจีนในยุคโควิด-19  ___________________________________           สิ่งหนึ่งผมประทับใจอย่างมากในการจัดการปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ของจีนก็ได้แก่ การเห็นจีน “ปล่อยของ” นำเอานวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและระบบดิจิตัลมาประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรมและสร้างสรรค์ เราเห็นการก่อสร้างโรงพยาบาลขนาดใหญ่ โรงงานผลิตหน้ากากอนามัย และเตียงผู้ป่วยจำนวนมากในเวลาชั่วพริบตา หรือการแปลงสายการผลิตที่มีความยืดหยุ่นสูงของบริษัทชั้นนำจากเดิมที่ผลิตเครื่องปรับอากาศ รถยนต์ไฟฟ้า และอื่นๆ มาผลิตหน้ากากและเวชภัณฑ์ที่ขาดแคลนได้อย่างรวดเร็ว สนามจริงทดสอบนวัตกรรมจีน หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 จีนก็นำเอานวัตกรรมจำนวนมากที่เคยอยู่ในขั้นทดลองไปเริ่มใช้งานจริง จนถือว่าเป็นการใช้ระบบ 5G ในอาณาเขตที่ใหญ่ที่สุดในโลก การเรียนหนังสือทางไกลเป็นตัวอย่างแรกที่ผุดออกมา โดยโรงเรียนจัดส่งตารางเรียนพร้อมคู่มือข้อปฏิบัติอย่างละเอียดให้นักเรียนหลังหยุดยาวตรุษจีนในทันที แถมหลายสิ่งถูกเพิ่มเติมไว้มากกว่ามาโรงเรียน เช่น การระบุเวลาตื่นนอน รับประทานอาหาร เคารพธงชาติ...