HomeStockกองทุนหุ้นไทย หลุมหลบภัย ใกล้ๆ ตัว ?

กองทุนหุ้นไทย หลุมหลบภัย ใกล้ๆ ตัว ?

โดย สวภพ ยนต์ศรี AFPT™ Senior Wealth Manager บลจ.ทิสโก้

เข้าสู่ช่วงไตรมาสที่ 2 ของการลงทุนในปี 2022 สถานการณ์การลงทุนทั่วโลกยังคงเกิดความผันผวน เมื่อมองไปยังตลาดหุ้นต่างประเทศทั่วโลก ยังคงมีปัจจัยความเสี่ยงและความไม่แน่นอนรออยู่พอสมควร โดยการลงทุนในยุโรปยังคงได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์สู้รบระหว่างรัสเซียและยูเครน ซึ่งเข้าสู่เดือนที่ 3 ของสงครามแล้ว ถึงแม้มองไปที่ตลาดหุ้นยุโรปจะเห็นว่าเริ่มมีการฟื้นตัวได้ดี หากนับจากวันที่รัสเซียเริ่มบุกยูเครน แต่ผลกระทบต่อเนื่องด้านการนำเข้าพลังงานของหลายชาติในยุโรปเริ่มกดดันให้เกิดความกังวลว่าเงินเฟ้อในยุโรปอาจเร่งขึ้นแตะระดับใกล้เคียง 6% เป็นผลต่อเนื่องไปถึงการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางยุโรปหรือ ECB ที่ประกาศว่าจะยกเลิกมาตรการ QE ในไตรมาสที่ 3 และอาจตามมาด้วยการขึ้นดอกเบี้ยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

               มองไปที่ทางฝั่งจีน ถึงแม้นโยบายต่างๆ ของภาครัฐจะมุ่งเน้นไปที่การผ่อนคลายลงและกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตได้ตามเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 เข้ามาเป็นปัจจัยกดดันใหม่ โดยการ Lockdown ในนครเซี่ยงไฮ้ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และเริ่มมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในกรุงปักกิ่งจนเกิดความกังวลต่อเนื่องว่าทางการจีนอาจนำมาตรการ Lockdown มาใช้กับกรุงปักกิ่งเช่นเดียวกับในนครเซี่ยงไฮ้

- Advertisement -

               ส่วนทางฝั่งสหรัฐฯ เองแน่นอนว่าปัจจัยกดดันสำคัญยังคงเป็นเรื่องของการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ที่อาจต้องเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้นเพื่อจัดการกับปัญหาเงินเฟ้อที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง

               จะเห็นได้ว่า สถานการณ์การลงทุนในต่างประเทศน่าจะยังมีความผันผวนในระยะต่อจากนี้ โดยถึงแม้ในระยะยาวหากสถานการณ์ต่างๆ คลี่คลายลง ไม่ว่าจะเป็น สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน หรือการ Lockdown ในประเทศจีนที่สุดท้ายแล้วต้องมีการผ่อนคลายมาตรการเมื่อจำนวนผู้ติดเชื้อลดลง ส่วนทางฝั่งสหรัฐฯ เอง ด้วยฐานการคำนวณเงินเฟ้อในปี 2021 ที่สูงมากๆ หากตัวเลขเงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีหลังเริ่มชะลอลง อาจเห็นการดำเนินนโยบายของ Fed ที่เริ่มมีทีทิศทางเข้มงวดน้อยลง และอาจส่งผลไปที่การฟื้นตัวของตลาดหุ้นได้

               แต่ในระหว่างที่นักลงทุนรอให้สถานการณ์ต่างๆ ดำเนินไปในทิศทางที่ดีขึ้น ยังมีการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเราเองที่จะเห็นได้ว่าผลตอบแทนในปีนี้ยังคงทรงตัวอยู่ได้โดยให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดหุ้นต่างประเทศในหลายภูมิภาค ที่อาจจะทำหน้าที่เป็นหลุมหลบภัยได้ดีในช่วงที่สถานการณ์การลงทุนในต่างประเทศยังคงมีความไม่แน่นอนสูงในระยะนี้

               ซึ่งสาเหตุที่ตลาดหุ้นไทยสามารถสร้างผลตอบแทนชนะตลาดหุ้นต่างประเทศได้ในปีนี้ ส่วนนึงเป็นเพราะตลาดหุ้นบ้านเราเองได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงหุ้นไทยยังมีบริษัทที่อยู่ในกลุ่มแนว Defensive ซึ่งนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการหลีกเลี่ยงจากการลงทุนในหุ้น Growth นั้นเข้ามาลงทุน โดยข้อมูลจาก SETSMART ระบุว่า ณ วันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา ต่างชาติมียอดซื้อสุทธิหุ้นไทยอยู่ที่กว่า 118,000 ล้านบาท มากกว่าประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกันและมากกว่าหลายชาติในทวีปเอเชีย

               นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยบวกของหุ้นไทย คือสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่เริ่มเห็นจำนวนผู้ติดเชื้อหลังเทศกาลสงกรานต์ ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นมากนักตามสมมติฐานที่อาจแย่ที่สุดตามที่กระทรวงสาธารณสุขตั้งไว้ ซึ่งตามมาด้วยการประกาศผ่อนคลายมาตรการ โดยตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมเป็นต้นไป นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับวัคซีนครบตามหลักเกณฑ์สามารถเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยโดยไม่ต้องตรวจหาเชื้อเหมือนที่ผ่านมาอีก อีกทั้งยังมีการปรับระดับพื้นที่ของโรค COVID-19 เป็นพื้นที่เฝ้าระวังสูง (สีเหลือง) 65 จังหวัด และพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว (สีฟ้า) 12 จังหวัด ซึ่งมาตรการผ่อนคลายเหล่านี้ ล้วนเป็นผลดีกับหุ้นไทยที่น่าจะสะท้อนความคาดหวังของการฟื้นตัวของกิจกรรมการท่องเที่ยวและกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งของจากชาวต่างชาติและจากคนไทยในประเทศ

               ด้านความกังวลว่าอาจจะเกิดแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติออกจากหุ้นไทย เมื่อเข้าสู่ช่วงเดือนพฤษภาคม หรือ คำพูดติดหูนักลงทุนที่มักจะได้ยินคำว่า “Sell in May” นั้น หากดูจากสถิติใน 2 ปีล่าสุด คือปี 2020 และ 2021 ตลาดหุ้นไทยยังคงให้ผลตอบแทนเป็นบวกได้ในเดือนพฤษภาคม ถึงแม้ว่าก่อนหน้านั้น 3 ปี ในปี 2017 – 2019 ตลาดหุ้นไทยจะให้ผลตอบแทนเป็นลบและให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5 ปีในเดือนพฤษภาคม อยู่ที่ -0.53% (ที่มาข้อมูลจาก Bloomberg) แต่ก็พอจะเห็นได้จากใน 2 ปีล่าสุดว่า คำว่า “Sell in May” อาจไม่ได้ส่งผลให้หุ้นไทยสร้างผลตอบแทนติดลบเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยบวกจากมาตรการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวที่รออยู่

               โดยนักลงทุนที่คาดหวังผลตอบแทนจากหุ้นไทยสามารถใช้เครื่องมือผ่านทางกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นไทยได้อีกช่องทางหนึ่ง โดยเฉพาะกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศ เช่น กองทุนที่มีนโยบายลงทุนในดัชนี SET Well-Being Index ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่นักลงทุนสามารถใช้เป็นหลุมหลบภัยในช่วงที่รอสถานการณ์การลงทุนในต่างประเทศเริ่มคลี่คลายลง

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News