HomeStockควันหลงหลังการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน...ตลาดหุ้นจีนยังมีความน่าสนใจลงทุนหรือไม่ ?

ควันหลงหลังการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน…ตลาดหุ้นจีนยังมีความน่าสนใจลงทุนหรือไม่ ?

โดย สวภพ ยนต์ศรี AFPT™  Senior Wealth Manager บลจ.ทิสโก้ 

ตั้งแต่ช่วงต้นปีเหตุการณ์สำคัญที่จะเกิดขึ้นในประเทศจีนและถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่นักลงทุนทั่วโลกต่างรอคอย คือการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน เนื่องจากสถิติที่เกิดขึ้นในอดีตได้บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า ตลาดหุ้นจีนมักจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ในช่วงก่อนการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ที่จะจัดขึ้นทุก ๆ 5 ปี เพื่อเลือกบุคคลขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยในอดีตช่วงที่เข้าใกล้การประชุม รัฐบาลจีนมักจะพยายามสร้างเสถียรภาพให้เกิดขึ้น ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและตลาดหุ้น เพื่อที่จะสร้างบรรยากาศให้ผู้นำประเทศได้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งอย่างสง่างาม

               อย่างไรก็ดี สิ่งที่เกิดขึ้นในการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนในปี 2022 นี้ กลับต่างไปจากเดิมและต่างไปจากสิ่งที่นักลงทุนได้คาดคิดไว้อย่างสิ้นเชิง เริ่มจากการปราศรัยเปิดการประชุมของ ประธานาธิบดี Xi Jinping ที่หลายฝ่ายคาดหวังว่าจะมีข่าวดีให้กับนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็นทิศทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังคงได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 รวมถึงหลายฝ่ายยังคาดการณ์ว่า อาจมีการประกาศผ่อนคลายมาตรการ Zero COVID ที่รัฐบาลจีนใช้การ Lockdown ในการควบคุมการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด

- Advertisement -

               แต่คำปราศรัยของ ประธานธิบดี Xi Jinping ไม่เพียงแต่จะไม่ได้กล่าวถึงการยกเลิกมาตรการ Zero COVID เท่านั้น แต่ยังกล่าวประกาศชัยชนะและยกย่องนโยบาย Zero COVID ว่าประสบความสำเร็จและช่วยรักษาชีวิตของชาวจีนไว้ได้ โดยที่ไม่ได้มีการเอ่ยถึงการผ่อนคลายมาตรการแต่อย่างใด นอกจากนี้ ในประเด็นเศรษฐกิจ ประธานาธิบดี Xi Jinping ยังลดการกล่าวเน้นย้ำถึงการเติบโต แต่เพิ่มการกล่าวถึงความมั่นคง และการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจากคำปราศรัยแรกของ ประธานาธิบดี Xi Jinping ก็ได้สร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุนแล้ว

               ซึ่งไม่เพียงเท่านั้น หนึ่งสัปดาห์ต่อมาหลังการเปิดการประชุม ในการประชุมวันสุดท้ายที่เป็นการยืนยันการขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 3 ของ ประธานาธิบดี Xi Jinping การแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนหรือ Politburo Standing Committee ที่กรรมการลำดับสำคัญรองลงมาล้วนแล้วแต่ถูกมองว่า เป็นคนสนิทของ ประธานาธิบดี Xi Jinping และถือเป็นการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จที่มากกว่าที่หลายฝ่ายได้ประเมินไว้ ซึ่งการรวบอำนาจดังกล่าว ได้เกิดความกังวลว่าอาจส่งผลต่อการดำเนินนโยบายที่ยังคงเข้มงวดและไม่เป็นมิตรต่อบริษัทเทคโนโลยี รวมถึงยังมีโอกาสที่รัฐบาลจีนจะดำเนินนโยบาย Zero COVID อย่างเข้มงวดต่อไป

               โดยบุคคลสำคัญที่จะก้าวขึ้นมาเป็นคณะกรรมการลำดับที่ 2 และเป็นตำแหน่งที่โดยปกติแล้วจะก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของจีน คือนาย Li Qiang เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำนครเซี่ยงไฮ้ ที่ถูกมองว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดกับ ประธานาธิบดี Xi jinping เนื่องจากนาย Li Qiang เคยเป็นผู้ช่วยของ ประธานาธิบดี Xi Jinping ในสมัยที่เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคประจำมณฑลเจ้อเจียงในปี 2004 ซึ่งการก้าวขึ้นมาเปนบุคคลสำคัญลำดับที่ 2 ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนของนาย Li Qiang นอกจากจะถูกมองว่าเป็นการเพิ่มการรวบอำนาจของ ประธานาธิบดี Xi Jinping แล้ว การที่นาย Li Qiang ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำนครเซี่ยงไฮ้ และเคยใช้มาตรการ Lockdown กับนครเซี่ยงไฮ้ อย่างเข้มงวด เป็นระยะเวลายาวนานกว่า 3 เดือนนั้น อาจตีความได้ว่าการที่นาย Li Qiang มีอำนาจมากยิ่งขึ้น นั่นก็อาจหมายความถึงการนำมาตรการ Lockdown มาใช้ในเมืองอื่นเพื่อควบคุมกับการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 หลังจากนี้เช่นกัน

               โดยถึงแม้ในอดีตนาย Li Qiang จะมีผลงานที่เคยมีบทบาทสำคัญที่อาจส่งผลดีกับการลงทุนเช่น เป็นแกนนำสำคัญในการจัดตั้งตลาดหุ้น STAR Market ที่เป็นตลาดหุ้นสำหรับบริษัทเทคโนโลยีขนาดกลางและขนาดเล็กของจีน ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับ ตลาดหุ้น Nasdaq ของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังมีบทบาทสำคัญในการอนุมัติการสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของ Tesla ในนครเซี่ยงไฮ้ แต่นักลงทุนทั่วโลกต่างมองข้ามประเด็นดังกล่าวไป และมุ่งเน้นไปที่การที่นาย Li Qiang เป็นคนสนิทของ ประธานาธิบดี Xi Jinping และมีบทบาทสำคัญในการ Lockdown เซี่ยงไฮ้เท่านั้น

               ซึ่งความผิดหวังที่เกิดขึ้นจากการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ได้ส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลงแรง โดยดัชนี HSCEI Index ปรับตัวลดลงถึงราว 7% เมื่อวันจันทร์ที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลดลงสู่จุดต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2008 สะท้อนความกังวลที่เกิดขึ้นต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่อาจส่งผลกระทบมายังบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในตลาดหุ้น

               อย่างไรก็ดี หลังจากตลาดหุ้นจีนปรับลดลงมาแรง เริ่มมีสถาบันการเงินต่างประเทศ อาทิ JPMorgan ได้ออกบทวิเคราะห์ประเมินว่า ราคาของหุ้นจีนปรับลดลงมามากกว่าปัจจัยพื้นฐานและเริ่มน่าสนใจเข้าลงทุน ซึ่งราคาหุ้นจีนก็ได้เริ่มฟื้นตัวขึ้นบ้างหลังจากนั้น โดยหลังจากนี้เหตุการณ์สำคัญที่จะเกิดขึ้นคือ การประชุม Central Economic Work Conference (CEWC) ที่คณะกรรมการ Politburo ชุดใหม่ จะได้ประกาศแนวทางในการดำเนินนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเราน่าจะได้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นถึงมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลจีนเตรียมจะใช้ในปีหน้า เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

               โดยหากมองไปที่เศรษฐกิจจีนในระยะข้างหน้า ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มีทีท่าว่าจะยกเลิกมาตรการ Zero COVID แต่ต้องอย่าลืมว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากมาตรการ Lockdown จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนเอง และจีนไม่สามารถจะใช้การ Lockdown เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดได้ตลอดไป ซึ่งอย่างน้อยหากมาตรการเข้มงวดต่าง ๆ จากนโยบาย Zero COVID ลดน้อยลง น่าจะส่งผลเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในหุ้นจีนได้ในระยะข้างหน้า ส่วนตลาดหุ้นจีนจะกลับมาเติบโตได้เหมือนเดิมหรือไม่นั้นหลังการประชุม Central Economic Work Conference ช่วงเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ เราน่าจะได้คำตอบที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News