บล.กสิกรไทยคาด SET วันนี้ในกรอบ 1,590-1,620 จุด แม้มีแรงกดดันจากราคาน้ำมันพุ่ง แต่ก็มีความหวังจากการเจรจา US-อิหร่าน ผสานทรัมป์คุยสีจิ้นผิงเชิงบวก ส่วนไทยวันนี้ติดตามยอดส่งออก กลยุทธ์เน้นสะสมหุ้นที่มีปัจจัยบวกหนุน โดยวันนี้แนะนำ DELTA, CK
ตลาดหุ้นไทยวันนี้ยังมีแนวโน้มแกว่งตัว หลังราคาน้ำมันดิบและ Bond Yield สหรัฐฯ กลับมาปรับขึ้น สร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่ตลาดยังจับตาความคืบหน้าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งอาจเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางราคาพลังงานในระยะถัดไป
SET Index วานนี้ปิดที่ 1,602.58 จุด ลดลง 8.12 จุด หรือ -0.50% ถูกกดดันจากแรงขายในกลุ่มสื่อ ไฟแนนซ์ ปิโตรเคมี และรับเหมาก่อสร้าง ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 อีก 661 ล้านบาท
สำหรับวันนี้ ประเมิน SET Index เคลื่อนไหวในกรอบ 1,590-1,620 จุด
ปัจจัยกดดันระยะสั้นยังมาจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent วานนี้เพิ่มขึ้น 3.6% ขณะที่ US Bond Yield อายุ 10 ปี เร่งขึ้นสู่ 5.198% เพิ่มขึ้น 8.4 Basis Points สะท้อนความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจยังอยู่ในระดับสูงและทำให้ Fed ต้องรักษานโยบายการเงินตึงตัวนานขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังมีสัญญาณเชิงบวกจากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยอิหร่านส่งเงื่อนไขการกลับเข้าสู่การเจรจาผ่านกาตาร์ ขณะที่ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่อิหร่านระบุว่าสามารถกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ หากสหรัฐฯ ลดแรงกดดันทางทหารและยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน ทำให้ตลาดยังมีความหวังว่าความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานอาจคลี่คลายลงได้
หากการเจรจามีความคืบหน้าและการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จะช่วยลด Risk Premium ของราคาน้ำมัน และผ่อนแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและต้นทุนธุรกิจทั่วโลก
ด้านการประชุมระหว่าง Donald Trump และ Xi Jinping เมื่อวันที่ 24 กันยายน แม้ทั้งสองฝ่ายหารือในหลายประเด็นสำคัญ ทั้ง AI การค้า ไต้หวัน และสถานการณ์อิหร่าน แต่ยังไม่มีข้อตกลงใหญ่หรือความคืบหน้าเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน หลังสหรัฐฯ และจีนเพิ่งตกลงขยายช่วงพักรบทางการค้าออกไปอีก 2 เดือนถึงวันที่ 10 มกราคม 2570
อย่างไรก็ตาม การที่ทั้งสองประเทศยังคงช่องทางเจรจาและตกลงเดินหน้าหารือด้านความปลอดภัยของ AI ต่อ ถือเป็นปัจจัยที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจในระดับหนึ่ง โดยทั้งสองฝ่ายเตรียมกลับมาหารือเรื่อง AI Safety อีกครั้งที่เมืองเซินเจิ้นภายใน 2 เดือน
สำหรับปัจจัยในประเทศ วันนี้ตลาดจับตาตัวเลขส่งออกไทยเดือนสิงหาคม โดย Consensus คาดขยายตัวประมาณ 24.8% YoY หลังเดือนกรกฎาคมขยายตัว 21.6% และมีมูลค่า 34.79 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หากออกมาดีกว่าคาดจะเป็น Sentiment บวกต่อหุ้นกลุ่มส่งออก โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และสินค้าอุตสาหกรรม
กลยุทธ์การลงทุนยังเน้นทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งและมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว โดยหุ้นเด่นวันนี้ ได้แก่ DELTA และ CK
ประเด็นสำคัญที่มีผลต่อการลงทุน
สหรัฐฯ และอิหร่านยังอยู่ในช่วงพยายามหาทางกลับเข้าสู่การเจรจา โดยกาตาร์มีบทบาทเป็นตัวกลาง ขณะที่ประเด็นสำคัญยังอยู่ที่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ การลดแรงกดดันทางทหาร และมาตรการปิดล้อมของสหรัฐฯ
หากสามารถบรรลุข้อตกลงและเพิ่มปริมาณน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ จะเป็นบวกต่อหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานสูง เช่น สายการบิน ขนส่ง โรงไฟฟ้า และวัสดุก่อสร้าง ขณะที่หุ้นพลังงานต้นน้ำอย่าง PTTEP อาจเผชิญแรงกดดันหากราคาน้ำมันปรับลดลง
ด้านความสัมพันธ์สหรัฐฯ–จีน การประชุม Trump-Xi ล่าสุดยังไม่มีความคืบหน้าครั้งใหญ่ แต่การขยายพักรบทางการค้าและการเดินหน้าหารือด้าน AI ช่วยจำกัดความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะกลับมารุนแรงขึ้นทันที
ประเด็นดังกล่าวยังเป็น Sentiment บวกในระยะกลางต่อหุ้นที่เชื่อมโยงกับการลงทุน AI และ Data Center เช่น DELTA รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้า หากความตึงเครียดด้านเทคโนโลยีและข้อจำกัดการส่งออกชิปผ่อนคลายลง
ในประเทศไทย รัฐบาลเดินหน้าหารือกับ Google เพื่อผลักดันความร่วมมือด้าน AI โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการพัฒนาทักษะบุคลากร ขณะที่ Google มีแผนลงทุนเดิมมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนา Data Center ที่ชลบุรี และโครงสร้างพื้นฐาน Cloud ในไทย โดย Google Cloud Region กรุงเทพฯ เปิดให้บริการแล้วในปี 2569
ภาพดังกล่าวเป็นบวกต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมอย่าง WHA และ AMATA รวมถึงโรงไฟฟ้าและรับเหมาก่อสร้างที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากความต้องการที่ดิน ไฟฟ้าสะอาด และงานก่อสร้าง Data Center ที่เพิ่มขึ้น
อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ 450 บาทต่อคน ซึ่งอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น และมีเป้าหมายเริ่มจัดเก็บจากผู้เดินทางทางอากาศในช่วงต้นปี 2570 รายได้จะถูกนำไปใช้ด้านประกันนักท่องเที่ยว การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐาน
มาตรการดังกล่าวอาจเป็นบวกต่อกลุ่มโรงพยาบาลจากความชัดเจนเรื่องการคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลนักท่องเที่ยว แต่ต้องติดตามผลต่อจำนวนนักท่องเที่ยวและต้นทุนการเดินทาง ซึ่งอาจสร้าง Sentiment ระยะสั้นต่อกลุ่มสนามบินและสายการบิน
หุ้นแนะนำวันนี้
DELTA
ราคาพื้นฐาน 300.00 บาท
การปรับฐานของ DELTA ในช่วงที่ผ่านมา ยังมองเป็นการ Reset ระยะสั้น ขณะที่อุปสงค์จาก AI ยังคงแข็งแกร่ง จาก Capex ของกลุ่ม Hyperscaler ที่เพิ่มขึ้น และความต้องการระบบจ่ายไฟและระบายความร้อนต่อ Rack ที่สูงขึ้น
คาด GPM และกำไรจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังปี 2569 หลังแรงกดดันจากต้นทุนชิป สินค้าคงเหลือ และ Product Mix เริ่มคลี่คลาย โดยคาดกำไรปกติเติบโตเฉลี่ย หรือ CAGR ราว 32% ในช่วงปี 2569-2571
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 300 บาท โดย Valuation น่าสนใจขึ้นหลังราคาปรับฐาน ปัจจุบันซื้อขายที่ PER ปี 2570 ราว 63 เท่า เทียบกับเป้าหมาย 92 เท่า
CK
ราคาพื้นฐาน 29.27 บาท
CK ขายหุ้น BEM จำนวน 200 ล้านหุ้น ที่ราคา 6.50 บาทต่อหุ้น ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นลดลงเหลือ 40.95% และได้รับเงินสดประมาณ 1.3 พันล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน
คาดว่าบริษัทจะรับรู้กำไรพิเศษหลังภาษีจากรายการดังกล่าวประมาณ 242 ล้านบาทในไตรมาส 3/2569 แม้กำไรสุทธิอาจลดลง YoY จากฐานกำไรพิเศษที่สูงในปีก่อน แต่กำไรจากธุรกิจปกติยังมีแนวโน้มทรงตัวถึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากงานก่อสร้างและต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลง
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 29.27 บาท โดยมองบวกต่อสภาพคล่องและโอกาสรับงานภาครัฐในปี 2570 ซึ่งคาดว่าจะมีโครงการเปิดประมูลไม่น้อยกว่า 2 แสนล้านบาท
ปัจจุบัน CK ซื้อขายที่ PER ปี 2569 ราว 13.3 เท่า แม้ส่วนแบ่งกำไรจาก BEM จะลดลงเล็กน้อยจากการขายหุ้นบางส่วน
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม
วันศุกร์ ติดตามตัวเลขส่งออกไทยเดือนสิงหาคม ซึ่งตลาดคาดขยายตัว 24.8% YoY รวมถึงยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐฯ เดือนสิงหาคม คาดลดลง 0.3% MoM และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนเดือนกันยายน

