HomeStock‘หุ้นไทย’ วันนี้ กรอบ 1,590-1,620 จุด หลังความเสี่ยงตะวันออกกลางผ่อนคลาย

‘หุ้นไทย’ วันนี้ กรอบ 1,590-1,620 จุด หลังความเสี่ยงตะวันออกกลางผ่อนคลาย

บล.กสิกรไทยคาด SET วันนี้ในกรอบ 1,590-1,620 จุด คลายกังวลตะวันออกกลาง US–Iran เปิดโต๊ะคุย น้ำมันร่วงหลุด $100 เหรียญ แนะนำ BGRIM, ADVAN

ตลาดหุ้นไทยวันนี้ยังมีโอกาสแกว่งตัวขึ้นต่อ หลังความหวังด้านการทูตระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านช่วยลดความกังวลต่อสถานการณ์ตะวันออกกลาง กดราคาน้ำมันดิบ Brent กลับลงมาต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และช่วยผ่อนแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระยะสั้น

SET Index วานนี้ปิดที่ 1,604.44 จุด เพิ่มขึ้น 6.41 จุด หรือ +0.88% ได้แรงซื้อเด่นจากหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี และท่องเที่ยว แม้นักลงทุนต่างชาติกลับมาขายหุ้นไทยสุทธิราว 3,000 ล้านบาท

- Advertisement -

สำหรับวันนี้ ประเมิน SET Index เคลื่อนไหวในกรอบ 1,590-1,620 จุด โดย Sentiment ยังได้แรงหนุนจากความคืบหน้าการหารือระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

Donald Trump เปิดเผยว่าสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงมีการเจรจากันในนครนิวยอร์ก และแสดงความคาดหวังว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้ ขณะที่มีรายงานว่าการพูดคุยระหว่างเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายใช้เวลาราว 3 ชั่วโมง และถูกอธิบายว่าเป็นการหารือที่มีความคืบหน้า

ความหวังว่าความขัดแย้งอาจคลี่คลายช่วยลด Risk Premium ของตลาดน้ำมัน โดย Brent กลับลงมาต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่อิหร่านยังส่งสัญญาณพร้อมพิจารณาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หากสหรัฐฯ ลดแรงกดดันทางทหารและผ่อนคลายการปิดล้อม

การปรับตัวลงของราคาน้ำมันช่วยผ่อนคลายความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ และ Sentiment ของสินทรัพย์เสี่ยง

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของสัปดาห์คือการเยือนสหรัฐฯ ของประธานาธิบดี Xi Jinping ระหว่างวันที่ 23–25 กันยายน ตามคำเชิญของ Trump โดยทั้งสองฝ่ายเตรียมหารือประเด็นสำคัญของความสัมพันธ์สหรัฐฯ–จีน รวมถึงการค้า การลงทุน และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและ AI

หากการหารือสามารถลดความตึงเครียดด้านการค้าและเทคโนโลยีได้ จะเป็น Sentiment บวกต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงหุ้นกลุ่มส่งออก อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี และ Data Center

กลยุทธ์ระยะสั้นยังเน้น “ย่อสะสม” หุ้นที่แนวโน้มกำไรยังเติบโตดี และหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากต้นทุนพลังงานที่ลดลง

หุ้นเด่นวันนี้ ได้แก่ BGRIM และ ADVANC

ประเด็นสำคัญที่มีผลต่อการลงทุน

ครม. มีมติเห็นชอบมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” เมื่อวันที่ 22 กันยายน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพจากวิกฤตพลังงาน โดยครอบคลุมทั้งการเพิ่มวงเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และการต่อยอดโครงการร่วมจ่ายไทยช่วยไทย พลัส

ตามข้อมูลที่ได้รับ โครงการจะช่วยสนับสนุนการใช้จ่ายในช่วงเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน 2569 ขณะที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้รับวงเงินเพิ่มเติม

ประเมินเป็นบวกเล็กน้อยต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย จากการช่วยพยุงค่าครองชีพและกำลังซื้อระยะสั้น แต่แรงกระตุ้นอาจไม่สูงมากเมื่อเทียบกับขนาดของโครงการในระยะแรก

ด้านการลงทุนจากญี่ปุ่น ไทยมีแนวทางผลักดันให้นักลงทุนญี่ปุ่นเพิ่มการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ พร้อมขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยียานยนต์และเชื้อเพลิงชีวภาพจากวัตถุดิบภายในประเทศ

หากนำไปสู่โครงการลงทุนจริง จะเป็น Sentiment บวกต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและชิ้นส่วนยานยนต์ เช่น AMATA, WHA, AH และ SAT รวมถึงผู้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพอย่าง BCP และ GGC

ด้านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ฐานะกองทุนยังอยู่ในภาวะติดลบราว 9.2 หมื่นล้านบาท และมีภาระชดเชยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ต้องติดตามความเป็นไปได้ในการกู้เงินเพิ่มเติม รวมถึงการทยอยลดการอุดหนุนราคาขายปลีก

หากภาครัฐลดการชดเชย อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกปรับขึ้นและกดดันกำลังซื้อ แต่หากยังคงตรึงราคาไว้ จะช่วยจำกัดต้นทุนของกลุ่มขนส่ง ค้าปลีก และธุรกิจที่ใช้น้ำมันเป็นต้นทุนสำคัญ

ขณะที่ OR และ PTG อาจต้องติดตามความเสี่ยงด้านค่าการตลาดและระยะเวลาในการรับเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันฯ

ด้านตลาดทองคำ ความต้องการทองคำของจีนยังแข็งแกร่ง ทั้งจากการลงทุนภาคเอกชน กองทุน ETF และการสะสมของธนาคารกลาง ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและตลาดการเงิน

ภาพดังกล่าวยังเป็น Sentiment บวกต่อราคาทองคำในระยะกลาง และทำให้จังหวะราคาปรับฐานยังน่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง

หุ้นแนะนำวันนี้

BGRIM
ราคาพื้นฐาน 22.00 บาท

BGRIM ปรับค่าไฟสำหรับลูกค้า IU ราว 50% ให้เชื่อมโยงกับราคาก๊าซตั้งแต่เดือนมิถุนายน ช่วยรักษา Spark Spread และมีแผนทยอยเปลี่ยนสัญญาลูกค้าไปเป็นแบบ Gas-linked อย่างถาวร

นอกจากนี้ Data Center จะเป็นหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตตั้งแต่ปี 2570 โดยบริษัทมีกำลังผลิตส่วนเกินราว 100MW ซึ่งสามารถรองรับความต้องการจากลูกค้า IU และ Data Center เพิ่มเติมได้

Data Center ของ BGRIM เองคาดว่า Phase 1 จะเริ่ม COD ในไตรมาส 1/2570 และเพิ่มกำลังเต็ม 48MW ในไตรมาส 2/2570 แม้ช่วงแรกอาจยังรับรู้ผลขาดทุนจาก Utilization ที่อยู่ในระดับต่ำ

คงราคาเป้าหมายที่ 22.00 บาท

ADVANC
ราคาพื้นฐาน 385.34 บาท

ภาพธุรกิจหลักของ ADVANC ยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างสม่ำเสมอ โดยธุรกิจมือถือยังสร้างรายได้แข็งแกร่ง ขณะที่การเติบโตของเทคโนโลยีและบริการดิจิทัลยังเปิดโอกาสขยายตัวต่อเนื่องในระยะกลางถึงยาว

อีกหนึ่งปัจจัยบวกคือคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ยกฟ้อง DPC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ADVANC ในคดีค่าใช้โครงข่ายโทรคมนาคม ส่งผลให้บริษัทไม่ต้องชำระเงินจำนวน 1,223 ล้านบาท และคดีสิ้นสุดลง

ราคาหุ้นที่ปรับฐานในช่วงก่อนหน้าทำให้ Valuation กลับมาอยู่ในระดับน่าสนใจมากขึ้น พร้อม Dividend Yield ราว 4.8% ซึ่งเหมาะกับการทยอยสะสม

ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม

วันพุธ ติดตาม PMI ภาคการผลิตและบริการของสหรัฐฯ เดือนกันยายน รวมถึงสต๊อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ

วันพฤหัสบดี ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การหารือระหว่าง Donald Trump และ Xi Jinping รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ ยอดขายบ้านใหม่เดือนสิงหาคม ซึ่งตลาดคาดเพิ่มขึ้น 1.3% MoM ใบอนุญาตก่อสร้าง และ PMI ภาคการผลิตและบริการของยูโรโซน

วันศุกร์ ติดตามยอดส่งออกไทยเดือนสิงหาคม ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐฯ เดือนสิงหาคม คาดลดลง 0.3% MoM และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนเดือนกันยายน

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News