HomeBusinessคาดเริ่มก่อสร้างสนามบินอู่ตะเภา เฟสแรก ต้นปี 2565 เสร็จภายใน 3 ปี

คาดเริ่มก่อสร้างสนามบินอู่ตะเภา เฟสแรก ต้นปี 2565 เสร็จภายใน 3 ปี

บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) คาดว่า จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เฟสแรกต้นปี 2565 ใช้เวลา 3 ปี รอภาครัฐส่งมอบที่ดิน 18 เดือน

กลุ่มกิจการร่วมค้าบีบีเอส ได้จัดตั้ง UTA ภายหลังจากได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะโครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก และเซ็นสัญญากับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา

ผู้ถือหุ้น UTA ประกอบด้วย บมจ.การบินกรุงเทพ (BA) บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) และ บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) มีสัดส่วนถือหุ้น 45%, 35% และ 20% ตามลำดับ

- Advertisement -

กิจการร่วมค้าบีบีเอส
จากซ้าย คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ BTS, ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ที่ปรึกษาประธานคณะผู้บริหาร BA และ ภาคภูมิ ศรีชำนิ กรรมการผู้จัดการ STEC

นายอนวัช ลีละวัฒน์วัฒนา กรรมการบริหารของ BA กล่าวว่า UTA จะเริ่มก่อสร้างได้ หลังจากที่ได้ส่งหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (Notice to Proceed – NTP) ซึ่งได้เซ็นสัญญาสัมปทานกับ สกพอ. เป็นระยะเวลา 50 ปี ดังนั้นระยะเวลาการสร้างระยะที่ 1 อยู่ภายใน 3 ปี หลังจากนั้น ทาง UTA ถึงจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ ซึ่งจะมีระยะเวลาภายใต้สัญญาเหลือ 47 ปี

โครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก มีมูลค่าโครงการทั้งหมด 290,000 ล้านบาท UTA วางแผนจะพัฒนาทั้งหมด 4 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 เงินลงทุน 31,290 ล้านบาท มีอาคารผู้โดยสารขนาดพื้นที่กว่า 157,000 ตารางเมตร พื้นที่กิจกรรมเชิงพาณิชย์ อาคารจอดรถ ศูนย์ขนส่งภาคพื้นดิน และหลุมจอดอากาศยาน 60 หลุมจอด คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปี 2567 สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 15.9 ล้านคนต่อปี

ระยะที่ 2 เงินลงทุน 23,852 ล้านบาท อาคารผู้โดยสารมีพื้นที่เพิ่มขึ้นกว่า 107,000 ตารางเมตร พร้อมทั้งติดตั้งระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (Automate People Mover – APM) และระบบทางเดินเลื่อน รวมทั้งเพิ่มหลุมจอดอากาศยานอีก 16 หลุมจอด คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปี 2573 โดยประมาณการว่า จะสามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 30 ล้านคนต่อปี

ระยะที่ 3 เงินลงทุน 31,377 ล้านบาท เป็นการต่อขยายอาคารผู้โดยสารเพิ่มเติมจากระยะที่ 2 กว่า 107,000 ตารางเมตร เพิ่มจำนวนรถ APM อีก 1 ขบวน รวมทั้งเพิ่มหลุมจอดอากาศยานอีก 34 หลุมจอด คาดว่าจะ แล้วเสร็จประมาณปี 2585 ประมาณการรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 45 ล้านคนต่อปี

ระยะที่ 4 หรือระยะสุดท้าย เงินลงทุน 38,198 ล้านบาท มีพื้นที่อาคารผู้โดยสารหลังที่สองเพิ่มขึ้นกว่า 82,000 ตารางเมตร พร้อมทั้งติดตั้งระบบ Check-in แบบอัตโนมัติ รวมทั้งเพิ่มหลุมจอดอากาศยานอีก 14 หลุมจอด
ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปี 2598 ประมาณการรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 60 ล้านคนต่อปี

นอกจากนี้ ยังมีวงเงินลงทุนหมุนเวียนอีก 61,849 ล้านบาท สำหรับโครงการนี้ในระยะเวลาสัญญา 50 ปี รวมเป็นเงินลงทุนจาก UTA ทั้งสิ้น 186,566 ล้านบาท

นายอนวัช กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return – IRR) จะเป็นเลขสองหลักต่อปี และระยะเวลาคืนทุนของโครงการประมาณ 15-17 ปี

นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ BTS กล่าวว่า ระหว่างการพัฒนาโครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก UTA จะหาความร่วมมือกับทางบริษัทอื่นๆ เพื่อเข้ามาจัดตั้งกิจการร่วมค้าในโครงการนี้ ซึ่งมีทั้ง commercial gateway 269 ไร่, airport city 654 ไร่ และ cargo & free trade zone 262 ไร่

“UTA เริ่มทำงานทันทีหลังจากเซ็นสัญญา ขณะนี้ยังไม่ตัดสินใจเรื่องความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์รายอื่นๆ” นายคีรี กล่าว

นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะผู้บริหาร BA กล่าวว่า บริษัทฯ จะใช้ความเชี่ยวชาญด้านการบริหารสนามบิน มาวางแผนจำนวนเส้นทางการบิน เมื่อสนามบินอู่ตะเภาได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว โดยจะต้องเสนอสิทธิประโยชน์ เพื่อให้สายการบินต่างๆ พร้อมให้บริการที่สนามบินอู่ตะเภา

“ปัจจัยสำคัญที่จะดึงดูดให้สายการบินเข้ามาให้บริการอู่ตะเภา มาลงหลักปักฐานที่สนามบินนี้ คือ เราต้องสร้างเครือข่ายเส้นทางต่อเนื่องในภูมิภาคและภายในประเทศให้มีความแข็งแกร่ง ซึ่งเราต้องการจะยกระดับให้สนามบินอู่ตะเภาเป็นประตูสู่เอเชีย” นายพุฒิพงศ์ กล่าว

ปัจจุบัน BA บริหาร 3 สนามบิน ได้แก่ สมุย, สุโขทัย และตราด นายพุฒิพงศ์กล่าวว่า เมื่อสนามบินอู่ตะเภา เริ่มเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์แล้ว การวางตำแหน่งของทั้งอู่ตะเภาและตราด จะแยกจากกันอย่างชัดเจน ซึ่งขนาดของอู่ตะเภาจะเป็นสนามบินนานาชาติเทียบเท่าดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ส่วนตราดจะรองรับการเดินทางในจังหวัดและชายแดนกัมพูชาไปเกาะกง

กิจการร่วมค้าบีบีเอส

นายอนุวัช กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการขยายสนามบิน เนื่องจากสนามบินหลักทั้งสุวรรณภูมิและดอนเมืองมีความแออัด โดยสามารถรองรับได้ 160 ล้านคนต่อปี ขณะที่ได้มีการศึกษาแล้วว่า ความต้องการใช้สนามบินของไทยมีสูงถึง 200 ล้านคนต่อปี ดังนั้นการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาเป็นสนามบินนานาชาติเชิงพาณิชย์หลัก แห่งที่ 3 จะช่วยปิดช่องว่างระหว่างดีมานด์กับซัพพลายนี้ได้

“มีการคาดการณ์ว่า ปี 2573 ไทยจะติด 1 ใน 10 เป็นจุดหมายปลายทางของการเดินทางทั่วโลก โดยประเทศอื่นๆ อย่างจีน อินเดีย และอินโดนีเซียติดอันดับด้วย ขณะที่การสัญจรทางอากาศของเอเชียแปซิฟิกจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 42.8% จากปัจจุบันที่ 30%” นายอนุวัช กล่าว

UTA ได้ทำความร่วมมือกับสนามบินนานาชาตินาริตะ เพื่อให้เข้ามาบริหารสนามบินอู่ตะเภา เมื่อเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์แล้ว นายอนุวัชให้ข้อมูลว่า สนามบินนาริตะเป็นศูนย์กลางการบินในเอเชีย และประสบความสำเร็จจากรางวัลการันตีมากมาย UTA คาดหวังว่า มาตรฐานการบริหารสนามบินแบบ Tokyo Airport System จะช่วยให้สนามบินอู่ตะเภามีมาตรฐานเทียบเท่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาคได้

สำหรับโครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก คาดว่า รัฐจะได้ผลประโยชน์ ด้านการเงิน 305,555 ล้านบาท ได้ภาษีอากรกว่า 62,000 ล้านบาท และเกิดการจ้างงานเพิ่ม 15,600 ตำแหน่งต่อปีในระยะ 5 ปีแรกของสัมปทาน พร้อมทั้งเกิดการพัฒนาทักษะบุคลากรด้านธุรกิจการบิน เทคโนโลยีองค์ความรู้ด้านธุรกิจการบิน ซึ่งทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของรัฐเมื่อสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน 50 ปี

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
3 บจ. BA-BTS-STEC แจ้งตลาดฯ ลงทุนเมืองการบินอู่ตะเภา
นับหนึ่งสนามบินอู่ตะเภา ‘สนง.อีอีซี-บีบีเอส’ลงนามสัญญาเดินหน้าโครงการ

 

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News