HomeStock‘หุ้นไทย’ วันนี้ กรอบ 1,590-1,620 จุด รับแรงซื้อจากต่างชาติ

‘หุ้นไทย’ วันนี้ กรอบ 1,590-1,620 จุด รับแรงซื้อจากต่างชาติ

บล.กสิกรไทยคาด SET วันนี้ในกรอบ 1,590-1,620 จุด “ไทยช่วยไทยพลัส” คาดครม. ต่ออายุ หนุนเศรษฐกิจไทยระยะสั้น แนะนำ DELTA, IT

ตลาดหุ้นไทยวันนี้มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ หลัง Fund Flow ต่างชาติกลับเข้าซื้อหุ้นไทยมากขึ้น ขณะที่ตลาดโลกมีความหวังเชิงบวกต่อพัฒนาการด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งความเป็นไปได้ในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการประชุมระหว่างประธานาธิบดี Donald Trump กับประธานาธิบดี Xi Jinping ในสัปดาห์นี้

SET Index วานนี้ปิดที่ 1,598.03 จุด เพิ่มขึ้น 13.88 จุด หรือ +0.88% ได้แรงซื้อเด่นจากหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี และธนาคาร ขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นไทยสุทธิสูงถึง 4,632 ล้านบาท

- Advertisement -

สำหรับวันนี้ ประเมิน SET Index เคลื่อนไหวในกรอบ 1,590-1,620 จุด โดย Sentiment ตลาดได้รับแรงหนุนจากความหวังว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อาจผ่อนคลายลง

ฝั่งตะวันออกกลาง ตลาดจับตาความเป็นไปได้ที่ Trump จะพบกับประธานาธิบดี Masoud Pezeshkian ของอิหร่าน นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ หลัง Trump ส่งสัญญาณเปิดกว้างต่อการหารือ หากเกิดความคืบหน้าทางการทูต อาจช่วยลด Risk Premium ของราคาน้ำมันและผ่อนแรงกดดันด้านเงินเฟ้อได้บางส่วน

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการเยือนสหรัฐฯ ของ Xi Jinping ระหว่างวันที่ 23–25 กันยายน ตามคำเชิญของ Trump โดยการหารือคาดครอบคลุมทั้งการค้า AI และประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งตลาดจับตาว่าจะช่วยลดความเสี่ยงสงครามการค้าและต่ออายุข้อตกลงพักรบด้านภาษีหรือไม่

ด้านปัจจัยในประเทศ ตลาดรอติดตามการประชุม ครม. ซึ่งคาดว่าจะมีความคืบหน้าเกี่ยวกับการต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” อีก 2 เดือน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและพยุงกำลังซื้อในช่วงที่เหลือของปี

กลยุทธ์การลงทุนยังเน้นทยอยสะสมหุ้นที่แนวโน้มกำไรมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง โดยหุ้นเด่นวันนี้ ได้แก่ DELTA และ IT

ประเด็นสำคัญที่มีผลต่อการลงทุน

จีนยืนยันว่า Xi Jinping จะเดินทางเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 23–25 กันยายน เพื่อพบกับ Donald Trump โดยทั้งสองฝ่ายคาดว่าจะหารือเชิงลึกเกี่ยวกับความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ การค้า AI และประเด็นภูมิรัฐศาสตร์สำคัญ

ก่อนการประชุม ทั้งสองประเทศมีความพยายามลดความตึงเครียดในหลายด้าน รวมถึงประเด็นภาษีและเทคโนโลยี ทำให้ตลาดมองว่าการพบกันครั้งนี้อาจช่วยลดความเสี่ยงของสงครามการค้า โดยเฉพาะก่อนข้อตกลงพักรบด้านภาษีเดิมสิ้นสุดในเดือนพฤศจิกายน

ประเมินเป็น Sentiment บวกต่อหุ้นกลุ่มส่งออก อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี และเดินเรือ หากการหารือช่วยลดความเสี่ยงด้านการค้าและข้อจำกัดระหว่างสองประเทศ

ด้านการค้าไทย–สหรัฐฯ การเจรจาความตกลง ART มีความคืบหน้า โดยประเด็นหลักหลายส่วนได้ข้อสรุปแล้ว เหลือรายละเอียดทางเทคนิคและถ้อยคำบางส่วน ขณะที่ฝ่ายไทยยังพยายามรักษาเงื่อนไขภาษีให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันกับประเทศในภูมิภาคได้ ก่อนสหรัฐฯ สรุปผลพิจารณาภายใต้มาตรา 301

ประเด็นนี้เป็นบวกต่อหุ้นส่งออกและนิคมอุตสาหกรรม เช่น DELTA, KCE, HANA, WHA และ AMATA หากการเจรจาสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยและหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีเพิ่มเติมได้

ด้านนโยบายเศรษฐกิจ รัฐบาลและภาคเอกชนเตรียมผลักดันแผน “Reinvent Thailand” เพื่อเร่งการลงทุนและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยให้น้ำหนักกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี พลังงาน และการเชื่อม SMEs เข้าสู่ Supply Chain มากขึ้น

หากมาตรการสามารถเปลี่ยนจากข้อเสนอไปสู่โครงการลงทุนจริง จะเป็น Sentiment บวกต่อกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อาหาร ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ การแพทย์ ท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม ผลต่อกำไรบริษัทจดทะเบียนยังขึ้นอยู่กับรายละเอียด Action Plan มาตรการสนับสนุน และงบลงทุนที่จะตามมา

อีกประเด็นสำคัญคือความร่วมมือด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ และจีน โดยเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางสร้างกลไกแจ้งเตือนเหตุการณ์ด้าน AI ที่อาจกระทบความมั่นคง รวมถึงเตรียมตั้งช่องทางการหารือด้าน AI Safety อย่างเป็นทางการ

ความคืบหน้าดังกล่าวช่วยลดความกังวลบางส่วนเกี่ยวกับความขัดแย้งด้านเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจ และเป็น Sentiment บวกต่อหุ้นอิเล็กทรอนิกส์และ Data Center เช่น DELTA, HANA, KCE และ GULF

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามประเด็นควบคุมการส่งออกชิปขั้นสูง รวมถึงการแข่งขันด้าน AI ซึ่งยังเป็นประเด็นที่สหรัฐฯ และจีนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

หุ้นแนะนำวันนี้

DELTA
ราคาพื้นฐาน 300.00 บาท

การปรับฐานของ DELTA ในช่วงที่ผ่านมา ประเมินว่าเป็นการ Reset ระยะสั้น ขณะที่ความต้องการที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังแข็งแกร่ง จาก Capex ของกลุ่ม Hyperscaler ที่เพิ่มขึ้น และความต้องการระบบจ่ายไฟรวมถึงระบบระบายความร้อนต่อ Rack ที่สูงขึ้น

คาดว่า GPM และกำไรจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังปี 2569 หลังแรงกดดันจากต้นทุนชิป สินค้าคงเหลือ และ Product Mix เริ่มคลี่คลาย โดยคาดกำไรปกติเติบโตเฉลี่ย หรือ CAGR ราว 32% ในช่วงปี 2569–2571

คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 300 บาท โดย Valuation น่าสนใจขึ้นหลังการปรับฐาน ปัจจุบันซื้อขายที่ PER ปี 2570 ราว 63 เท่า ต่ำกว่าเป้าหมายที่ 92 เท่า

IT
ราคาพื้นฐาน 10.83 บาท

บริษัทคาดว่ายอดขายไตรมาส 3/2569 จะเติบโตทั้ง YoY และ QoQ โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากยอดขายสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต ขณะที่ GPM คาดอยู่ที่ประมาณ 19%

คาดกำไรไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ประมาณ 105 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 167% YoY จากยอดขายและอัตรากำไรที่อยู่ในระดับดี แต่ลดลง 3% QoQ จาก GPM ที่กลับเข้าสู่ระดับปกติและค่าใช้จ่าย SG&A ที่เพิ่มขึ้น

คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 10.83 บาท โดยมองว่าราคาตลาดปัจจุบันบริเวณ 7.05 บาท อยู่ในระดับที่น่าสนใจสำหรับการกลับเข้าลงทุน หลัง Valuation ลดลงมาอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่ม Gadget

ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม

วันอังคาร ติดตามการประชุม ครม. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของยูโรโซนเดือนกันยายน

วันพุธ ติดตาม PMI ภาคการผลิตและบริการของสหรัฐฯ เดือนกันยายน รวมถึงสต๊อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ

วันพฤหัสบดี ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การหารือระหว่าง Donald Trump และ Xi Jinping ระหว่างการเยือนสหรัฐฯ ของผู้นำจีนช่วงวันที่ 23–25 กันยายน พร้อมติดตามจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ ยอดขายบ้านใหม่เดือนสิงหาคม คาดเพิ่มขึ้น 1.3% MoM ใบอนุญาตก่อสร้าง และ PMI ภาคการผลิตและบริการของยูโรโซน

วันศุกร์ ติดตามยอดส่งออกไทยเดือนสิงหาคม ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐฯ เดือนสิงหาคม คาดลดลง 0.3% MoM และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนเดือนกันยายน

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News