บล.กสิกรไทยคาด SET วันนี้ในกรอบ 1,630-1,660 จุด น้ำมันพุ่งจากความขัดแย้ง เน้นหุ้นกำไรเด่นและปันผลสูง แนะนำ PTTGC, SC
SET Index วานนี้ปิดที่ 1,652.97 จุด เพิ่มขึ้น 6.97 จุด หรือ +0.42% ได้แรงซื้อจากหุ้นกลุ่มพลังงาน ขณะที่มีแรงขายทำกำไรในกลุ่มธนาคาร โดยนักลงทุนต่างชาติพลิกมาขายสุทธิ 472 ล้านบาท หลังจากซื้อสุทธิต่อเนื่อง 13 วันทำการ
สำหรับวันนี้ ประเมิน SET Index เคลื่อนไหวในกรอบ 1,635-1,660 จุด โดยตลาดหุ้นโลกเริ่มเห็นแรงซื้อกลับในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ก่อนการเปิดเผยผลประกอบการของหุ้นเทคขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ ซึ่งช่วยหนุน Sentiment การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงได้บางส่วน
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ตะวันออกกลางยังคงยกระดับความรุนแรง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลดทอนความหวังต่อการเปิดเจรจากับอิหร่านในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังคงโจมตีกันต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มฮูตีในเยเมนขู่คุกคามการเดินเรือในทะเลแดง โดยทรัมป์ยืนยันว่า สหรัฐฯ จะตอบโต้หากกลุ่มฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านเข้าขัดขวางเส้นทางเดินเรือดังกล่าว
สถานการณ์นี้หนุนให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ทะลุระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อประเด็นเงินเฟ้อในระยะถัดไป
กลยุทธ์ระยะสั้น แนะนำเพิ่มความระมัดระวัง และรอจังหวะย่อตั้งรับหุ้นที่คาดว่ากำไรโดดเด่น รวมถึงหุ้นที่มีอัตราการจ่ายปันผลสูง โดยหุ้นเด่นวันนี้แนะนำ PTTGC และ SC
ประเด็นสำคัญที่มีผลต่อการลงทุน
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่ายังไม่มีแนวโน้มเจรจากับอิหร่านในเร็ว ๆ นี้ พร้อมเตือนว่าสหรัฐฯ จะตอบโต้หากกลุ่มฮูตีขัดขวางการเดินเรือในทะเลแดง ขณะที่การสู้รบเข้าสู่วันที่ 10 และตัวกลางยังพยายามรื้อฟื้นการเจรจา
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมัน Brent ทรงตัวใกล้ระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความกังวลต่อความเสี่ยงด้านอุปทาน หลังเกิดการโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ และการขู่ปิดล้อมการเดินเรือของกลุ่มฮูตี ประเด็นนี้เป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น เช่น PTTEP, TOP, SPRC, BCP และ PTTGC จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่เป็นลบต่อหุ้นที่พึ่งพาต้นทุนพลังงานและการขนส่ง รวมถึงกลุ่มสายการบินและโลจิสติกส์ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ
กระทรวงการคลังเตรียมปรับเกณฑ์ TISA โดยมีแนวโน้มยกเลิกระบบตัวคูณสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อให้ผู้เสียภาษีทุกกลุ่มได้รับสิทธิลดหย่อนอย่างเท่าเทียม พร้อมเปิดทางให้นักลงทุนจัดพอร์ตได้อย่างอิสระ ทั้งหุ้น พันธบัตร และกองทุน รวมถึงลงทุนในหุ้นรายตัวที่เข้าเกณฑ์ของ ก.ล.ต.
คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนกันยายนนี้ ขณะที่เพดานลดหย่อนภาษียังอยู่ระหว่างการพิจารณา ประเด็นนี้ถือเป็นบวกต่อบรรยากาศตลาดทุนไทยในระยะกลาง หาก TISA เปิดให้ลงทุนหุ้นได้โดยตรง และมีแรงจูงใจทางภาษีที่ชัดเจน
รัฐบาลเตรียมผลักดันโครงการ BOI to IPO เพื่อจูงใจบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ให้จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยควบคู่กับตลาดต่างประเทศ หรือ Dual Listing โดยมีบริษัทผู้ผลิต Optical Transceiver จากจีนที่ลงทุนในไทยกว่า 5 หมื่นล้านบาทเป็นเป้าหมายแรก พร้อมจัดทำ Fast Track รองรับ
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าปลดล็อก Direct PPA และปรับเกณฑ์ BOI โดยเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีและเชื่อมโยงซัพพลายเชนไทย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ประเด็นนี้เป็นบวกต่อตลาดทุนไทย รวมถึงหุ้นในธีม Data Center, นิคมอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI และเซมิคอนดักเตอร์
สกพอ. เตรียมเสนอโครงการ EECiti หรือศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ มูลค่า 72,042 ล้านบาท ในรูปแบบ PPP ให้บอร์ด EEC พิจารณาเดือนตุลาคม ก่อนเสนอ ครม. โดยตั้งเป้าเปิดประมูลในปี 2570 และเริ่มก่อสร้างในปี 2571
โครงการดังกล่าวตั้งอยู่ที่ห้วยใหญ่ จังหวัดชลบุรี บนสัญญาสัมปทาน 50 ปี และได้รับความสนใจจากเอกชนไทยและต่างชาติกว่า 100 ราย แม้บางส่วนยังรอความชัดเจนของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน หากโครงการเดินหน้าตามแผน จะเป็นบวกต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม รับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง และสาธารณูปโภค เช่น AMATA, WHA, STECON, CK, SCC, GULF และ PTT จากแรงหนุนการลงทุนในพื้นที่ EEC ระยะยาว
หุ้นแนะนำวันนี้
PTTGC
ราคาพื้นฐาน 40.70 บาท
คาดกำไรไตรมาส 2/2569 ฟื้นตัวแรง อยู่ที่ 9.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 205% จากไตรมาสก่อน ได้แรงหนุนจากธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นที่แข็งแกร่ง แม้มีการตั้งสำรอง GC Polyols ราว 1.8 พันล้านบาท
ธุรกิจปิโตรเคมีเป็นแรงหนุนสำคัญ จากส่วนต่างราคา HDPE และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ขยายตัว ขณะที่ธุรกิจโรงกลั่นได้แรงหนุนจากค่าการกลั่นดีเซลที่ยังแข็งแกร่ง
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 40.70 บาท แม้คาดว่ากำไรไตรมาส 3/2569 อาจอ่อนตัวลงจากไตรมาสก่อน แต่ธุรกิจโรงกลั่นยังมีแนวโน้มแข็งแกร่งจากค่าการกลั่นดีเซลที่อยู่ในระดับสูง
SC
ราคาพื้นฐาน 2.44 บาท
คาดกำไรไตรมาส 2/2569 เติบโตโดดเด่น อยู่ที่ 652 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 442% จากไตรมาสก่อน ได้แรงหนุนจากการเริ่มโอนคอนโด COBE รัชดา-พระราม 9 และยอดขายแนวราบที่ฟื้นตัว ซึ่งช่วยหนุนทั้งรายได้และอัตรากำไรขั้นต้น
แนวโน้มครึ่งหลังปี 2569 ยังมีโมเมนตัมแข็งแกร่งต่อเนื่อง จากการเปิดตัวคอนโดใหม่ขนาดใหญ่ 2 โครงการ และการทยอยโอน Backlog คอนโด ซึ่งจะช่วยหนุนยอดขายและกำไร
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 2.44 บาท โดยมองว่า Valuation ยังอยู่ในระดับถูก จาก PER เพียง 5.1 เท่า พร้อม Dividend Yield สูง 7.8% และมีปัจจัยหนุนราคาหุ้นจากผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ที่แข็งแกร่ง
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม
วันพุธ ติดตามสต๊อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ และยอดส่งออกญี่ปุ่นเดือนมิถุนายน คาดขยายตัว 17.9% YoY เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคมที่ 16.8% YoY
วันพฤหัสบดี ติดตามปัจจัยในประเทศ โดยคาดว่าจะมีการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของ BAREIT ส่วนสหรัฐฯ ติดตามรายงานผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ คาดอยู่ที่ 2.11 แสนราย เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนที่ 2.08 แสนราย
ฝั่งยุโรปจับตาการประชุมธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB โดยตลาดคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทั้งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เงินฝาก และรีไฟแนนซ์ ที่ 2.25%, 2.65% และ 2.40% ตามลำดับ รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยูโรโซนเดือนกรกฎาคม คาดอยู่ที่ -17.0 จุด
วันศุกร์ ติดตาม PMI ภาคการผลิตสหรัฐฯ เดือนกรกฎาคม คาดอยู่ที่ 54.4 จุด จาก 53.9 จุดในเดือนมิถุนายน และ PMI ภาคบริการสหรัฐฯ เดือนกรกฎาคม คาดอยู่ที่ 51.5 จุด จาก 51.2 จุดในเดือนมิถุนายน รวมถึงยอดขายบ้านใหม่สหรัฐฯ เดือนมิถุนายน คาดเพิ่มขึ้น 4.6% MoM จากเดือนพฤษภาคมที่ลดลง 7.3% MoM
ฝั่งยุโรป ติดตาม PMI ภาคการผลิตยูโรโซนเดือนกรกฎาคม คาดอยู่ที่ 51.5 จุด จาก 51.4 จุดในเดือนมิถุนายน และ PMI ภาคบริการยูโรโซนเดือนกรกฎาคม คาดอยู่ที่ 49.9 จุด จาก 49.4 จุดในเดือนมิถุนายน

