บล.กสิกรไทยคาด SET วันนี้ในกรอบ 1,575-1,600 จุด จับตา Trump–Xi เปิดโต๊ะคุย Energy–AI–Trade ขณะที่ Tech เริ่มมีแรงเก็งกำไร แนะนำ SCGP, WHA
สัปดาห์นี้ประเมิน SET Index เคลื่อนไหวในกรอบ 1,560-1,620 จุด โดยตลาดหุ้นไทยมีโอกาสฟื้นตัว หลังผ่านการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed และเริ่มเห็นแรง Buy on Fact กลับเข้ามา
แม้ Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี พร้อมส่งสัญญาณว่ายังมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้งในปีนี้ แต่ราคาน้ำมันที่เริ่มชะลอตัวช่วยลดความกังวลด้านเงินเฟ้อ และเป็นแรงหนุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังต้องติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการโจมตีแหล่งน้ำมันและความเสี่ยงจากการปิดล้อมเส้นทางเดินเรือของกลุ่มฮูตี ซึ่งอาจกระทบการส่งออกน้ำมันผ่านทะเลแดง และทำให้ราคาพลังงานกลับมาผันผวนอีกครั้ง
ด้านตลาดการเงิน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อ่อนตัวลงเล็กน้อยหลังขึ้นทดสอบระดับ 5% ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI เริ่มฟื้นตัว ส่วน Dollar Index ทรงตัวบริเวณ 100 จุด ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่ามาอยู่แถว 33.3 บาทต่อดอลลาร์
เงินเยนยังอ่อนค่า หลังธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BoJ ไม่ได้ส่งสัญญาณเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม แต่ตลาดยังต้องติดตามความเป็นไปได้ที่ทางการญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงค่าเงิน
ไฮไลต์สำคัญของสัปดาห์นี้อยู่ที่การหารือระหว่าง Donald Trump และ Xi Jinping ในวันที่ 24 กันยายน ซึ่งคาดว่าจะมีประเด็นสำคัญทั้งด้านพลังงาน AI และการค้า
ส่วนปัจจัยในประเทศ ต้องติดตามการพิจารณาต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” อีก 2 เดือน รวมถึงตัวเลขส่งออกเดือนสิงหาคม
กลยุทธ์การลงทุนยังเน้นทยอยสะสมหุ้นที่คาดว่ากำไรยังเติบโตดี โดยหุ้นเด่นประจำสัปดาห์ ได้แก่ DELTA, SCC, SCGP และ BCH
แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้
วันศุกร์ที่ผ่านมา SET Index ปิดที่ 1,584.15 จุด เพิ่มขึ้น 0.05% ได้แรงซื้อเด่นจากหุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้างและบรรจุภัณฑ์
สำหรับวันนี้ ประเมิน SET Index เคลื่อนไหวในกรอบ 1,575-1,600 จุด และมีโอกาสลุ้นรีบาวด์ หลังตลาดโลกเริ่มมีแรงซื้อกลับในหุ้นกลุ่ม AI ประกอบกับมีแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในประเทศ และแรงเก็งกำไรก่อนการประชุม Trump-Xi ในช่วงปลายสัปดาห์
กลยุทธ์ยังเน้น “ย่อตั้งรับ” และทยอยสะสมหุ้นที่แนวโน้มกำไรยังเป็นบวก
หุ้นเด่นวันนี้ ได้แก่ SCGP และ WHA
ประเด็นสำคัญที่มีผลต่อการลงทุน
รถไฟฟ้าสายสีส้มฝั่งตะวันออกมีความคืบหน้างานโยธา 100% และงานระบบคืบหน้า 71.58% โดยขบวนรถไฟฟ้าขบวนแรกเตรียมเดินทางถึงไทยช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2569 ก่อนเริ่มทดลองให้บริการในช่วงปลายปี 2570 และเปิดให้บริการเต็มรูปแบบช่วงต้นปี 2571
โครงการคาดว่าจะรองรับผู้โดยสารเริ่มต้นราว 1 แสนเที่ยวต่อวัน ขณะที่ฝั่งตะวันตกมีความคืบหน้าโดยรวม 35.52% และตั้งเป้าเปิดให้บริการในปี 2573
ประเมินเป็นบวกต่อ BEM ในระยะกลางถึงยาว จากจำนวนผู้โดยสารและรายได้รถไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ CK มีโอกาสรับรู้รายได้ก่อสร้างต่อเนื่องจากงานฝั่งตะวันตก
ด้านสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซาอุดีอาระเบียเปิดไซเรนเตือนภัยในกรุงริยาดเป็นครั้งแรก หลังกลุ่มฮูตียกระดับการโจมตีแหล่งน้ำมันและปิดล้อมเส้นทางเดินเรือ เพื่อตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารในเยเมน
ความขัดแย้งดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงต่อการส่งออกน้ำมันผ่านทะเลแดงและช่องแคบบับเอลมันเดบ ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อราคาพลังงานและต้นทุนขนส่งทั่วโลก แม้ล่าสุดทางการซาอุฯ จะยกเลิกสัญญาณเตือนแล้วก็ตาม
ประเมินเป็นบวกต่อหุ้นพลังงานต้นน้ำ แต่เป็นลบต่อหุ้นสายการบิน ปิโตรเคมี และขนส่งจากต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าระวางที่อาจเพิ่มขึ้น ส่วนหุ้นโรงกลั่นอาจได้ Sentiment บวกจากค่าการกลั่น แต่ยังต้องระวังมาตรการควบคุมราคาน้ำมันในประเทศ
กระทรวงพลังงานเตรียมบรรจุโครงการ Solar Rooftop ภาคประชาชนรวม 10,000MW ในแผน PDP ฉบับใหม่ กำหนดขนาดติดตั้งราว 5kW ต่อครัวเรือน พร้อมเปิดให้ขายไฟส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบเพื่อนำไปหักค่าไฟ
นอกจากนี้ ยังมีแนวทางสนับสนุนเงินทุนและลดขั้นตอนการขออนุญาต โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้เข้าใกล้ 50% ภายใน 10 ปี
ประเมินเป็นบวกต่อผู้จำหน่ายและติดตั้งระบบ Solar Rooftop เช่น GUNKUL, SPCG และ GULF แต่ในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิม หากความต้องการซื้อไฟผ่านระบบลดลง ทั้งนี้ยังต้องรอรายละเอียดอัตรารับซื้อไฟและรูปแบบเงินสนับสนุนก่อนประเมินผลต่อกำไรอย่างชัดเจน
ด้าน Data Center รัฐบาลเร่งออกเกณฑ์กำกับภายใน 1 เดือน ครอบคลุมการใช้ไฟฟ้า น้ำ อัตราค่าไฟเฉพาะ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
Data Center ที่ใช้ไฟมากกว่า 2MW จะถูกจัดเป็นกิจการอุตสาหกรรม และต้องตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสม พร้อมใช้ระบบคัดเลือกโครงการที่สร้างมูลค่าเพิ่มและสนับสนุนแนวทาง Green Data Center
ประเมินระยะสั้นเป็นกลางต่อหุ้นที่มีแผนลงทุน Data Center เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนด้านต้นทุนและเกณฑ์อนุมัติ แต่เป็นบวกต่อ WHA และ AMATA จากข้อกำหนดด้านทำเลในนิคมอุตสาหกรรม รวมถึง GULF, GPSC และ BGRIM หากสามารถจัดหาไฟฟ้าสะอาดตามมาตรฐานใหม่ได้
หุ้นแนะนำวันนี้
SCGP
ราคาพื้นฐาน 37.30 บาท
SCGP รายงานกำไรไตรมาส 2/2569 ที่ 2.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 128% YoY และ 47% QoQ ดีกว่าคาด ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของ Fajar และ EBITDA Margin ของธุรกิจเยื่อและกระดาษที่เพิ่มขึ้นเป็น 9.5%
แนวโน้มครึ่งหลังปี 2569 ยังมีโมเมนตัมเชิงบวก โดยคาดว่า Fajar จะทำกำไรดีขึ้นต่อเนื่อง จากราคาขายที่ปรับเข้าใกล้ระดับตลาด ขณะที่ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ที่ฟื้นตัว
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 37.30 บาท โดยอิงฐานการประเมินมูลค่ากลางปี 2570 และใช้ PER เป้าหมายที่ 23.7 เท่า หรือ +0.5SD
WHA
ราคาพื้นฐาน 6.25 บาท
คงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมาย 6.25 บาท โดยอิงวิธี SOTP จากสถานะที่แข็งแกร่งในธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งยังมีแนวโน้มเติบโตสูงในระยะยาว
ระยะสั้น ราคาหุ้นอาจเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ Data Center หลังรัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายธุรกิจศูนย์ข้อมูล
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว แนวโน้มผลประกอบการครึ่งหลังปี 2569 ที่แข็งแกร่ง ประกอบกับความได้เปรียบของ WHA เมื่อกฎเกณฑ์ Data Center มีความชัดเจนมากขึ้น รวมถึงโอกาสเติบโตจากธุรกิจยานยนต์ มีโอกาสช่วยดึงความสนใจของนักลงทุนกลับมา
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม
วันจันทร์ ติดตาม Loan Prime Rate ของจีน อายุ 1 ปี และ 5 ปี ซึ่งตลาดคาดว่าจะทรงตัวที่ระดับ 3.00% และ 3.50% ตามลำดับ
วันอังคาร ติดตามการประชุม ครม. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของยูโรโซนเดือนกันยายน
วันพุธ ติดตาม PMI ภาคการผลิตและบริการของสหรัฐฯ เดือนกันยายน และสต๊อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ
วันพฤหัสบดี ติดตามจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ ยอดขายบ้านใหม่เดือนสิงหาคม คาดเพิ่มขึ้น 1.3% MoM ใบอนุญาตก่อสร้างเดือนสิงหาคม และ PMI ภาคการผลิตและบริการของยูโรโซนเดือนกันยายน
วันศุกร์ ติดตามยอดส่งออกไทยเดือนสิงหาคม ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐฯ เดือนสิงหาคม คาดลดลง 0.3% MoM และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนเดือนกันยายน

