บล.กสิกรไทยคาด SET วันนี้ในกรอบ 1,600-1,625 จุด ลุ้น SET Index ฟื้น หลังสหรัฐฯ เพิ่มซื้อคืนพันธบัตร กด Yield ลง แนะนำ BH, STECON
SET Index วานนี้ปิดที่ 1,609.76 จุด ลดลง 11.86 จุด หรือ -0.73% ถูกกดดันจากแรงขายในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และค้าปลีก ขณะที่มีแรงซื้อเข้ามาในหุ้นกลุ่มเกษตร โดยนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิ 8,699 ล้านบาท
สำหรับวันนี้ ประเมิน SET Index เคลื่อนไหวในกรอบ 1,600-1,625 จุด โดยตลาดมีโอกาสฟื้นตัว หลังได้รับแรงหนุนจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่ระบุว่าจะเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว อายุ 10-30 ปี อย่างน้อยเป็น 2 เท่า สะท้อนความพยายามลดต้นทุนการกู้ยืม หลังบอนด์ยีลด์พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ
ปัจจัยดังกล่าวทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี วานนี้ลดลงราว 5.9 bps สู่ระดับ 4.65% ช่วยลดแรงกดดันต่อตลาดหุ้นในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องติดตามภาพรวมหนี้ภาครัฐของสหรัฐฯ ที่เร่งตัวขึ้น ผสานกับเงินเฟ้อที่ยังอยู่สูงกว่าเป้าหมาย ซึ่งยังเป็นปัจจัยกดดันหลักต่อตลาด
ขณะที่รายงานการประชุม Fed รอบล่าสุด สะท้อนว่ากรรมการหลายรายสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งก่อน และหลายคนเห็นว่าจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น หากเงินเฟ้อยังไม่ชะลอลง
กลยุทธ์การลงทุนยังเน้นรอจังหวะย่อเพื่อสะสมหุ้นที่คาดว่าแนวโน้มกำไรยังขยายตัวเด่น โดยหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ BH และ STECON
ประเด็นสำคัญที่มีผลต่อการลงทุน
การเยือนออสเตรเลียของรัฐบาลไทยช่วยสร้างความเชื่อมั่น และเปิดทางการลงทุนแบบ “วิน-วิน” ทั้งการดึงบริษัทออสเตรเลียเข้ามาลงทุนในไทย และสนับสนุนทุนไทยขยายธุรกิจในออสเตรเลีย
อุตสาหกรรมที่ได้รับความสนใจ ได้แก่ พลังงาน เคมีภัณฑ์ ท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ และ AI พร้อมใช้มาตรการ Thailand FastPass ของ BOI เพื่อลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ และเร่งกระบวนการลงทุน
นอกจากนี้ ไทยและออสเตรเลียยังหารือเรื่องแรงงานฝีมือ และความร่วมมือด้านอาชญากรรมไซเบอร์เพิ่มเติม ถือเป็น Sentiment บวกต่อหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม รับเหมาก่อสร้าง พลังงาน และเทคโนโลยี/Data Center หากเม็ดเงิน FDI และโครงการที่หารือสามารถเปลี่ยนเป็นการลงทุนจริงได้ตามแผน
ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนกรกฎาคม 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 90.0 จาก 88.2 ในเดือนก่อนหน้า ได้แรงหนุนจากยอดขาย EV ที่เติบโตแรง การผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้า และการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ขยายตัว
ขณะเดียวกัน ต้นทุนพลังงานและค่าไฟที่ลดลงช่วยประคองผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ มาตรา 301 การท่องเที่ยวที่อ่อนตัว และ NPL ของ SMEs ที่สูงขึ้น ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ
ด้านดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับดีขึ้นเป็น 96.1 ถือเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าสูง จากการฟื้นตัวของภาคการผลิตและต้นทุนพลังงานที่ลดลง
กระทรวงพลังงานเตรียมมาตรการ “โซลาร์ล้านหลังคา” โดยอุดหนุนค่าติดตั้งครัวเรือนละ 50,000 บาท พร้อมขยายการรับซื้อไฟฟ้าคืนจากประชาชนจากราว 100 เมกะวัตต์ เป็นครั้งละ 500 เมกะวัตต์ และทยอยเพิ่มต่อเนื่อง
มาตรการดังกล่าวจะให้ PEA เป็น One Stop Service และเตรียมบรรจุโซลาร์ภาคครัวเรือนใน PDP ฉบับใหม่ ควบคู่กับมาตรการค่าไฟ 3 บาทต่อหน่วย สำหรับผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย
ประเมินเป็นบวกต่อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ Solar Rooftop และอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น ผู้รับเหมาติดตั้ง แผงโซลาร์ อินเวอร์เตอร์ และระบบไฟฟ้า ขณะที่ผลกระทบต่อโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ค่อนข้างจำกัดในระยะสั้น
ธปท. เปิดเผยว่า New NPL และ Re-entry NPL ในไตรมาส 2/2569 รวมอยู่ที่ราว 1.1 แสนล้านบาท แม้ NPL ทั้งระบบลดลงเล็กน้อยเหลือ 2.82%
ความเปราะบางยังอยู่ในกลุ่ม SME อสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง และโรงแรม ขณะที่สินเชื่อ SME หดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 16 ส่วน NPL ธุรกิจรายใหญ่เพิ่มขึ้นเป็น 1.40% แต่ยังเป็นปัจจัยเฉพาะรายมากกว่าความเสี่ยงเชิงระบบ
ประเด็นนี้เป็น Sentiment ลบต่อหุ้นกลุ่มธนาคารและไฟแนนซ์ที่มีสัดส่วนลูกค้า SME และรายย่อยสูง จากความเสี่ยงด้าน Credit Cost และการตั้งสำรองที่อาจเพิ่มขึ้น
หุ้นแนะนำวันนี้
BH
ราคาพื้นฐาน 204.00 บาท
BH รายงานกำไรไตรมาส 2/2569 เป็นไปตามคาด โดยมีกำไรปกติ 1.89 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน ขณะที่เงินปันผลงวดครึ่งแรกปี 2569 อยู่ที่ 4 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 100% จากปีก่อน และสูงกว่าที่คาดไว้
ผู้ป่วยต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยรายได้รวมเพิ่มขึ้น 3.8% จากปีก่อน สูงกว่าเป้าหมายของบริษัท ได้แรงหนุนจากรายได้ผู้ป่วยต่างชาติที่เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน ช่วยชดเชยรายได้ผู้ป่วยไทยที่ลดลง 2% จากปีก่อน แม้อัตรากำไรขั้นต้นอ่อนตัวลงเล็กน้อยจาก Case Mix
แนวโน้มไตรมาส 3/2569 คาดว่ารายได้จะเติบโตจากปีก่อนได้แข็งแกร่งขึ้น และอัตรากำไรมีโอกาสขยายตัว จากการเข้าสู่ช่วง High Season ของผู้ป่วยตะวันออกกลางและผู้ป่วยในประเทศ รวมถึงไม่มีผลกระทบจากฐานสูงของผู้ป่วยกัมพูชาเหมือนช่วงก่อนหน้า
STECON
ราคาพื้นฐาน 20.62 บาท
STECON รายงานกำไรปกติไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 910 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 374% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 488% จากไตรมาสก่อน สูงกว่าที่คาดเล็กน้อย หากตัดเงินปันผลจาก GULF ออก กำไรหลักยังสูงกว่าคาด 9.7%
Backlog อยู่ที่ 1.14 แสนล้านบาท รองรับรายได้ราว 3 ปี ขณะที่คาดว่างานใหม่จะเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เพื่อหนุนเป้ารับงานใหม่ที่ 5 หมื่นล้านบาท
คาดกำไรดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เติบโตจากปีก่อน จากงาน Data Center และ Solar รวมถึงมี Upside จากโครงการ UTA คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 20.62 บาท
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม
วันพฤหัสบดี ติดตามยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ ส่วนฝั่งจีน จับตา Loan Prime Rate ระยะ 1 ปี และ 5 ปี ซึ่งตลาดคาดว่าจะทรงตัวที่ 3.00% และ 3.50% ตามลำดับ
วันศุกร์ ติดตาม PMI ภาคการผลิตของสหรัฐฯ เดือนสิงหาคม คาดอยู่ที่ 53.5 จุด ส่วน PMI ภาคบริการคาดอยู่ที่ 53.8 จุด
ด้านยูโรโซน ติดตาม PMI ภาคการผลิตเดือนสิงหาคม คาดอยู่ที่ 51.4 จุด และ PMI ภาคบริการคาดอยู่ที่ 51.4 จุดเช่นกัน

