บล.กสิกรไทยคาด SET วันนี้ในกรอบ 1,590-1,620 จุด โอกาสขึ้นดอกเบี้ย Fed เพิ่มเป็น 88% กลยุทธ์รอย่อสะสมหุ้นกำไร 2H26 เด่น แนะนำ BBL, TOP
ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ยังเผชิญความผันผวนจากทั้งปัจจัยต่างประเทศและในประเทศ โดยเฉพาะทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนทางการเมือง ก่อนการประชุมธนาคารกลางสำคัญหลายแห่งในช่วงกลางถึงปลายสัปดาห์
ประเมิน SET Index สัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 1,580-1,620 จุด หลังสัปดาห์ก่อนตลาดถูกกดดันจากความกังวลเงินเฟ้อ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นตามความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงดัชนีราคาผู้ผลิตสหรัฐฯ หรือ PPI ที่เร่งตัวและสูงกว่าคาด
แม้ดัชนี CPI สหรัฐฯ จะออกมาใกล้เคียงตลาดคาด แต่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง โดย Fed Watch Tool สะท้อนว่าตลาดเพิ่มโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16 กันยายนเป็นประมาณ 88% จากราว 60% ในสัปดาห์ก่อน
นอกจากผลการประชุม Fed แล้ว นักลงทุนยังต้องติดตามถ้อยแถลงของ Kevin Warsh และ Dot Plot เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยในระยะถัดไป
อย่างไรก็ตาม มองว่าตลาดได้ลดความเสี่ยงก่อนการประชุมไปแล้วบางส่วน ทำให้มีโอกาสเกิดแรงซื้อกลับ หากผลประชุมและถ้อยแถลงของ Fed ไม่ออกมา Hawkish มากกว่าที่ตลาดประเมินไว้
ช่วงปลายสัปดาห์ยังต้องติดตามการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BoJ ซึ่งตลาดคาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 1.25%
ส่วนปัจจัยในประเทศ ช่วงต้นสัปดาห์จับตามติ กกต. ในคดี “ฮั้ว สว.” ซึ่งอาจสร้างความผันผวนต่อ Sentiment การเมืองในระยะสั้น ขณะที่ปลายสัปดาห์มีการปรับดัชนี FTSE Rebalancing ซึ่งอาจทำให้ Fund Flow และราคาหุ้นรายตัวผันผวนมากขึ้น
กลยุทธ์การลงทุนสัปดาห์นี้ยังเน้น “รอย่อตั้งรับ” และทยอยสะสมหุ้นที่คาดว่ากำไรช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยังเติบโตดี
หุ้นเด่นประจำสัปดาห์ ได้แก่ BBL, BGRIM, DELTA และ SCGP
แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้
วันศุกร์ที่ผ่านมา SET Index ปิดที่ 1,604.52 จุด ลดลง 0.65% โดยมีแรงขายเด่นในหุ้นกลุ่มปิโตรเคมี ไฟแนนซ์ และรับเหมาก่อสร้าง
สำหรับวันนี้ ประเมิน SET Index เคลื่อนไหวในกรอบ 1,590-1,620 จุด โดยตลาดยังต้องรับแรงกดดันจากความคาดหวังว่า Fed มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้ แม้ CPI สหรัฐฯ จะออกมาใกล้เคียงตลาดคาด
ขณะเดียวกัน ปัจจัยการเมืองในประเทศกลับมาอยู่ในความสนใจ หลัง กกต. เตรียมชี้ขาดคดี “ฮั้ว สว.” ซึ่งอาจเพิ่มความผันผวนต่อหุ้น Domestic Play ในระยะสั้น
กลยุทธ์วันนี้ยังเน้นรอจังหวะย่อเพื่อสะสมหุ้นที่แนวโน้มกำไรครึ่งหลังปี 2569 ยังแข็งแกร่ง
หุ้นเด่นวันนี้ ได้แก่ BBL และ TOP
ประเด็นสำคัญที่มีผลต่อการลงทุน
กกต. เตรียมลงมติคดี “ฮั้ว สว.” วันที่ 14 กันยายน โดยมีผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ครอบคลุมทั้ง สว. รัฐมนตรี สส. และบุคคลที่เกี่ยวข้อง
คาดว่าจะมีการแถลงผลในช่วงเย็น โดยเปิดเผยเพียงจำนวนผู้ที่อาจถูกส่งศาลฎีกาฯ และจะไม่เปิดเผยรายชื่อหรือคะแนนเสียง หากมีมติส่งศาล สำนักงาน กกต. จะใช้เวลาจัดทำคำร้องภายใน 60 วัน
ประเมินเป็นปัจจัยกดดัน Sentiment ตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นจากความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยเฉพาะหุ้น Domestic Play หากผลคดีเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพรัฐบาลหรือความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ
ด้านตลาดพลังงาน ซาอุดีอาระเบียปิดท่อส่งน้ำมัน East-West ชั่วคราวหลังถูกโจมตีด้วยโดรน ขณะที่กลุ่มฮูตียึดเกาะเปริม ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณทะเลแดง
เหตุการณ์ดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงานทั้งบริเวณทะเลแดงและช่องแคบฮอร์มุซ โดยท่อ East-West สามารถขนส่งน้ำมันราว 4-5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 4-5% ของอุปทานน้ำมันโลก
หากการหยุดชะงักยืดเยื้อ มีโอกาสผลักดันราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ซึ่งเป็นบวกต่อ PTTEP และหุ้นกลุ่มโรงกลั่น แต่เป็นลบต่อสายการบิน ขนส่ง และโรงไฟฟ้า SPP ที่มีต้นทุนพลังงานสูง
ด้านการท่องเที่ยว ททท. คาดว่าในช่วง Golden Week ระหว่างวันที่ 25 กันยายน-7 ตุลาคม 2569 จะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยประมาณ 2.5 แสนคน เพิ่มขึ้น 24% YoY และสร้างรายได้ราว 1.15 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 37%
แรงหนุนมาจากจำนวนวันหยุดที่ยาวขึ้น ยอดจองล่วงหน้าเดือนตุลาคมที่เพิ่มขึ้น 16% และการค้นหาเที่ยวบินเข้าไทยที่เพิ่มขึ้น 24% ขณะที่จำนวนเที่ยวบินตรงจากจีนยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ประเมินเป็นบวกต่อหุ้นท่องเที่ยว โรงแรม สนามบิน สายการบิน และค้าปลีก โดยเฉพาะบริษัทที่มี Exposure ต่อนักท่องเที่ยวจีนสูง จากทั้งจำนวนผู้เดินทางและ Spending ต่อทริปที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ด้านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีสั่งกระทรวงการคลังพิจารณาขยายโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” อีก 1-2 เดือน หลังยังมีงบประมาณเหลือประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และประคองกำลังซื้อในช่วงไตรมาส 4/2569
ระยะเวลาการขยายโครงการจะขึ้นอยู่กับวงเงินคงเหลือและรายละเอียดที่กระทรวงการคลังพิจารณา
ประเมินเป็นบวกต่อหุ้น Domestic Play โดยเฉพาะค้าปลีก อาหาร เครื่องดื่ม และสินเชื่อรายย่อย จากแรงหนุนต่อกำลังซื้อและการใช้จ่ายภายในประเทศในช่วงปลายปี
หุ้นแนะนำวันนี้
BBL
ราคาพื้นฐาน 203.00 บาท
การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ที่เร่งตัวขึ้น มีโอกาสช่วยหนุนสินเชื่อ Corporate และเพิ่มความเป็นไปได้ที่ Loan Growth ปี 2569 จะเป็นไปตามประมาณการที่ 3.57%
แม้นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ยังใช้เงินทุนของตนเองในช่วงเริ่มต้นลงทุน แต่คาดว่าความต้องการสินเชื่อจะเพิ่มขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงขยายธุรกิจ ทำให้ FDI เป็นหนึ่งใน Loan Pipeline สำคัญในช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570
BBL ยังมีโอกาสได้ประโยชน์จากวัฏจักรดอกเบี้ยที่ผ่านจุดต่ำสุด การฟื้นตัวของสินเชื่อ Corporate และ Credit Cost ที่มีแนวโน้มลดลง
Valuation ยังอยู่ในระดับไม่แพง โดยซื้อขายที่ PBV ราว 0.6 เท่า พร้อมมี Upside จากโอกาสเพิ่ม Dividend Payout ในอนาคต
TOP
ราคาพื้นฐาน 75.20 บาท
TOP ยังคงเป็นหุ้นเด่นจาก Valuation ที่น่าสนใจ ขณะที่ในระยะสั้นได้รับประโยชน์จากสัดส่วนการผลิตน้ำมันดีเซลที่สูง ท่ามกลางราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันที่อยู่ในระดับสูง
ในระยะยาว ประเด็นสำคัญยังอยู่ที่โครงการ Clean Fuel Project หรือ CFP ซึ่งมีศักยภาพเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของโรงกลั่น ทั้งจากการเพิ่มกำลังการกลั่น เพิ่มสัดส่วนการผลิตน้ำมันกลั่นกึ่งกลาง และเพิ่มความสามารถในการใช้น้ำมันดิบชนิดหนักที่มีต้นทุนต่ำกว่า
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 75.20 บาท ขณะที่ Valuation ปัจจุบันซื้อขายบริเวณ PBV ราว 0.6 เท่า
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม
วันจันทร์ ติดตามมติ กกต. ในคดี “ฮั้ว สว.” ขณะที่ญี่ปุ่นรายงานผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนกรกฎาคม
วันอังคาร ติดตามการประชุม ครม. ส่วนจีนรายงานยอดค้าปลีกเดือนสิงหาคม คาดเพิ่มขึ้น 0.8% YoY จาก 0.6% ในเดือนกรกฎาคม และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนสิงหาคม คาดเพิ่มขึ้น 4.8% YoY จาก 4.5% ในเดือนก่อน
วันพุธ ติดตามการประชุม Fed รวมถึงยอดค้าปลีกสหรัฐฯ เดือนสิงหาคม คาดเพิ่มขึ้น 0.9% MoM จากเดือนก่อนที่ลดลง 0.6% พร้อมติดตามสต๊อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมยูโรโซนเดือนกรกฎาคม คาดลดลง 0.8% YoY
วันพฤหัสบดี ติดตามการประชุม BoE ซึ่งตลาดคาดว่าจะคงดอกเบี้ยที่ 3.75% รวมถึงยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ ยอดเริ่มสร้างบ้านเดือนสิงหาคม คาดเพิ่มขึ้น 6.9% MoM ใบอนุญาตก่อสร้างคาดลดลง 0.9% MoM และดัชนี CPI กับ Core CPI ของยูโรโซนเดือนสิงหาคม
วันศุกร์ ติดตามการปรับดัชนี FTSE Rebalancing รวมถึงการประชุม BoJ ซึ่งตลาดคาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ เดือนสิงหาคม คาดเพิ่มขึ้น 0.3% MoM

