บล.กสิกรไทยคาด SET วันนี้ในกรอบ 1,610-1,630 จุด SET เริ่มเข้าสู่ช่วงรายงานงบ 2Q69 กรอบ ตะวันออกกลางยังวุ่นวาย แนะนำ KCE, SCGP
สัปดาห์นี้ประเมิน SET Index เคลื่อนไหวในกรอบ 1,600-1,640 จุด โดยโมเมนตัมตลาดยังเป็นบวกจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ซื้อสุทธิต่อเนื่องกว่า 3 หมื่นล้านบาท ในช่วง 7 วันทำการที่ผ่านมา
ปัจจัยหนุนหลักมาจาก 1) การเดินหน้า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งช่วยเพิ่ม Upside ต่อเศรษฐกิจไทย 2) เสถียรภาพทางการเมืองระยะสั้นที่ยังนิ่ง 3) ค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ช่วยเพิ่มความน่าสนใจต่อเงินทุนต่างชาติ และ 4) แนวโน้มผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่มีโอกาสออกมาดีกว่าคาด
ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามสัปดาห์นี้ ได้แก่ การเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในประเด็นมาตรา 301 และ 122 ซึ่งหากผลออกมาเป็นบวก จะช่วยหนุนหุ้นกลุ่มส่งออก รวมถึงการพรีวิวผลประกอบการกลุ่มพลังงาน
ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศ นักลงทุนจับตาตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ และการแถลงนโยบายการเงินของประธาน Fed ในวันที่ 14-15 กรกฎาคม
กลยุทธ์การลงทุนยังเน้นหุ้นที่คาดว่ากำไรเติบโตดี หุ้นปันผล และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากธีม Data Center โดยหุ้นเด่นประจำสัปดาห์นี้ ได้แก่ KCE, SCGP, BGRIM และ KTB
แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้
วันศุกร์ที่ผ่านมา SET Index ปิดที่ 1,621.55 จุด เพิ่มขึ้น 0.82% ได้แรงซื้อเด่นจากหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ นิคมอุตสาหกรรม และธนาคาร
สำหรับวันนี้ ประเมินกรอบ SET Index ที่ 1,610-1,630 จุด โดยปัจจัยภายนอกยังต้องจับตาสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังมีความวุ่นวาย ซึ่งอาจเป็นแรงกดดันระยะสั้นต่อตลาด ขณะที่ปัจจัยในประเทศเริ่มเข้าสู่ช่วงการรายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน
กลยุทธ์วันนี้เน้น “ย่อสะสม” หุ้นที่คาดว่าแนวโน้มกำไรขยายตัวแข็งแกร่ง โดยหุ้นเด่นวันนี้แนะนำ KCE และ SCGP
ประเด็นสำคัญที่มีผลต่อการลงทุน
สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเป็นระลอกที่สาม เพื่อตอบโต้เหตุโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม และระบุว่าจะไม่อนุญาตให้เรือผ่านจนกว่าการแทรกแซงจากต่างชาติจะยุติลง
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ความหวังต่อการเจรจาสันติภาพระยะยาวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และเพิ่มความเสี่ยงต่ออุปทานพลังงานโลก รวมถึงราคาน้ำมันในระยะสั้น โดยมองเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ เช่น PTTEP จากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับขึ้น แต่เป็นลบต่อกลุ่มสายการบิน ขนส่ง และผู้ใช้พลังงานสูง จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เตรียมเดินทางเยือนสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 15-17 กรกฎาคม เพื่อเจรจาประเด็นมาตรา 301 และ 122 โดยมีเป้าหมายลดภาษีนำเข้าสินค้าไทยจาก 12.5% เหลือ 10% พร้อมชี้แจงข้อกังวลเรื่องการเป็นทางผ่านสินค้าจีนและแรงงานบังคับ
ไทยยืนยันจุดยืนไม่ลดมาตรฐานสารเร่งเนื้อแดง และไม่ยอมรับข้อจำกัดด้านการค้ากับประเทศคู่ค้าอื่น พร้อมเตรียมเสนอสินค้าขอยกเว้นภาษี 6 กลุ่ม เช่น ข้าวหอมมะลิ หากการเจรจาประสบความสำเร็จ จะเป็นบวกต่อกลุ่มส่งออก โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ อาหาร และยางพารา เช่น KCE, DELTA, STA และ TU จากความสามารถในการแข่งขันด้านภาษีที่ดีขึ้น
ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมิถุนายน 2569 ปรับขึ้นสู่ระดับ 88.2 จาก 84.7 ในเดือนก่อนหน้า ถือเป็นการฟื้นตัวครั้งแรกในรอบ 4 เดือน โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่ช่วยกระตุ้นการบริโภคและเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจ รวมถึงโครงการ “Thailand Fastpass” ที่เร่งให้เกิดการลงทุนจริงแล้วกว่า 2.23 แสนล้านบาท
ขณะที่ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับขึ้นสู่ระดับ 94.5 สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง ประเด็นนี้เป็นบวกต่อหุ้น Domestic Play และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและการลงทุนในประเทศ เช่น CPALL, CRC, HMPRO รวมถึงกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและวัสดุก่อสร้าง เช่น AMATA, WHA และ SCC
ธปท. อยู่ระหว่างจัดทำเกณฑ์กำกับธุรกิจ Buy Now Pay Later หรือ BNPL หลังพบว่าธุรกิจดังกล่าวเติบโตอย่างรวดเร็ว และเริ่มกระทบวินัยทางการเงินของกลุ่มเยาวชน โดยคาดว่าจะเปิดรับฟังความคิดเห็นภายในปีนี้ และอาจมีบางมาตรการเริ่มบังคับใช้ได้ทันที
แม้การกำกับดูแลยังมีความซับซ้อนจากรูปแบบธุรกิจและผู้ให้บริการที่หลากหลาย รวมถึงหลายแพลตฟอร์มไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับโดยตรงของ ธปท. แต่มองว่าระยะสั้นประเด็นนี้อาจกดดันผู้ให้บริการสินเชื่อดิจิทัลและแพลตฟอร์มผ่อนชำระ
หุ้นแนะนำวันนี้
KCE
ราคาพื้นฐาน 45.00 บาท
ต้นทุนมีแนวโน้มลดลงและมาร์จิ้นฟื้นตัวแรง หลังราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยกดต้นทุนสารเคมี ขณะที่การปรับขึ้นราคาขายเฉลี่ย หรือ ASP ราว 10-15% ตั้งแต่กลางปี 2569 จะช่วยหนุนอัตรากำไรขั้นต้น หรือ GPM ฟื้นจากระดับ 18% ในช่วงครึ่งปีแรก สู่มากกว่า 25% ในช่วงครึ่งปีหลัง
อุปสงค์ PCB เข้าสู่วัฏจักรฟื้นตัวชัดเจน และไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่ม AI โดยคำสั่งซื้อ PCB ทั่วไปและ AI เติบโตแข็งแกร่ง ขณะที่ Book-to-Bill ของอเมริกาเหนือแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี สะท้อนอุปทานที่ตึงตัวและ Backlog ที่เพิ่มขึ้น
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 45.00 บาท โดยมองว่า Valuation ยังน่าสนใจกว่าหุ้นอิเล็กทรอนิกส์รายอื่นในกลุ่มเดียวกัน
SCGP
ราคาพื้นฐาน 32.50 บาท
คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 2.0 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 100% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 29% จากไตรมาสก่อน ได้แรงหนุนจาก Fajar ที่พลิกกลับมามีกำไร รวมถึงอุปสงค์ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่ฟื้นตัวหลังผ่านช่วงวันหยุดยาว
คาดกำไรไตรมาส 3/2569 ยังเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่มีแนวโน้มชะลอลงจากไตรมาสก่อน แม้ Fajar ยังช่วยหนุนผลประกอบการ แต่บริษัทอาจเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้น
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 32.50 บาท พร้อมเดินหน้าลงทุน 1 หมื่นล้านบาท โดยเน้นขยายธุรกิจในเวียดนามและอินโดนีเซีย เพื่อรองรับการเติบโตระยะยาว
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม
วันอังคาร ติดตามการประชุม ครม. ส่วนฝั่งสหรัฐฯ จับตาดัชนี CPI เดือนมิถุนายน คาดอยู่ที่ +3.8% YoY ลดลงจาก +4.2% YoY ในเดือนพฤษภาคม และดัชนี Core CPI เดือนมิถุนายน คาดทรงตัวที่ +2.9% YoY รวมถึงการแถลงนโยบายการเงินกลางปีของ Kevin Warsh ต่อสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ส่วนฝั่งจีนติดตามยอดส่งออกเดือนมิถุนายน คาดขยายตัว +19.2% YoY ลดลงเล็กน้อยจาก +19.4%
วันพุธ ติดตามการเดินทางเยือนสหรัฐฯ ของศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระหว่างวันที่ 15-17 กรกฎาคม เพื่อเจรจาประเด็นมาตรา 301 และ 122 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อลดภาษีนำเข้าสินค้าไทย
นอกจากนี้ สหรัฐฯ จะรายงานดัชนี PPI เดือนมิถุนายน คาดอยู่ที่ +6.2% YoY ลดลงจาก +6.5% YoY ในเดือนพฤษภาคม และดัชนี Core PPI เดือนมิถุนายน คาดอยู่ที่ +5.2% YoY เพิ่มขึ้นจาก +4.9% ในเดือนก่อนหน้า รวมถึงสต๊อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์ และการแถลงนโยบายการเงินกลางปีของ Kevin Warsh ต่อวุฒิสภาสหรัฐฯ
ฝั่งยูโรโซนติดตามผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนพฤษภาคม คาดอยู่ที่ +0.3% MoM ส่วนจีนติดตาม GDP ไตรมาส 2/2569 คาดขยายตัว +4.5% YoY ลดลงจาก +5.0% YoY
วันพฤหัสบดี ติดตามยอดค้าปลีกสหรัฐฯ เดือนมิถุนายน คาดเพิ่มขึ้น +0.3% MoM ลดลงจาก +0.9% MoM ในเดือนพฤษภาคม และยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ คาดอยู่ที่ 2.17 แสนราย
วันศุกร์ ติดตามยอดการเริ่มสร้างบ้านของสหรัฐฯ เดือนมิถุนายน คาดเพิ่มขึ้น +12.5% MoM พลิกจาก -15.4% MoM ในเดือนพฤษภาคม ยอดใบอนุญาตก่อสร้างคาดอยู่ที่ -0.7% MoM จาก -0.9% MoM ในเดือนพฤษภาคม ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ คาดเพิ่มขึ้น +0.2% MoM จาก +0.1% MoM และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน เดือนกรกฎาคม คาดอยู่ที่ 51.0 เพิ่มขึ้นจาก 49.5 ในเดือนมิถุนายน
ฝั่งยุโรป ติดตามดัชนี CPI ของยูโรโซนเดือนมิถุนายน คาดอยู่ที่ +2.8% YoY

