HomeStock‘หุ้นไทย’ วันนี้ กรอบ 1,600-1,620 จุด จับตา CPI สหรัฐฯ ชี้ทิศดอกเบี้ย

‘หุ้นไทย’ วันนี้ กรอบ 1,600-1,620 จุด จับตา CPI สหรัฐฯ ชี้ทิศดอกเบี้ย

บล.กสิกรไทยคาด SET วันนี้ในกรอบ 1,600-1,620 จุด น้ำมันดิบพุ่ง +6% ผสาน US PPI สูงกว่าคาด หนุนความเสี่ยงเงินเฟ้อ โดยคืนนี้แนะจับตา US CPI กลยุทธ์เน้นหุ้นกำไรดี และมีปันผลน่าสนใจ แนะนำ SC, AWC

SET Index วานนี้ปิดที่ 1,615.07 จุด ลดลง 2.82 จุด หรือ -0.17% ถูกกดดันจากแรงขายหุ้นกลุ่มพลังงานและสื่อ ขณะที่มีแรงซื้อพยุงในกลุ่มประกัน โดยนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิ 2,027 ล้านบาท

สำหรับวันนี้ ประเมิน SET Index มีแนวโน้มย่อตัวในกรอบ 1,600-1,620 จุด โดยแรงกดดันหลักยังมาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งหนุนราคาน้ำมันให้ปรับขึ้นต่อเนื่อง และเพิ่มความเสี่ยงที่ต้นทุนพลังงานจะผลักดันเงินเฟ้อในระยะถัดไป

- Advertisement -

ขณะเดียวกัน ดัชนีราคาผู้ผลิตของสหรัฐฯ หรือ PPI เดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้น 5.4% YoY จาก 4.8% ในเดือนกรกฎาคม และสูงกว่าตลาดคาดที่ 5.3% สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่ยังอยู่ในระดับสูง

ข้อมูลดังกล่าวทำให้ตลาดเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนเป็น 72.7%

ด้านตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นสู่ 4.93% เพิ่มขึ้นราว 12 Basis Points ขณะที่ Dollar Index แข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 99.0 ซึ่งเป็นอีกแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง

ส่วนธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ตามที่ตลาดคาด

ปัจจัยสำคัญคืนนี้อยู่ที่การรายงาน CPI สหรัฐฯ เดือนสิงหาคม ซึ่งตลาดคาดว่าจะทรงตัวที่ 3.4% YoY ขณะที่ Core CPI คาดชะลอลงเป็น 2.4% จาก 2.5% ในเดือนกรกฎาคม ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นข้อมูลสำคัญชุดสุดท้ายก่อนการประชุม Fed ในสัปดาห์หน้า

กลยุทธ์วันนี้ยังเน้น “ย่อตั้งรับ” หุ้นที่คาดว่ากำไรครึ่งหลังปี 2569 ยังแข็งแกร่ง และมีอัตราเงินปันผลน่าสนใจ

หุ้นเด่นวันนี้ ได้แก่ SC และ AWC

ประเด็นสำคัญที่มีผลต่อการลงทุน

ดัชนี PPI สหรัฐฯ เดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 0.4% MoM ตามคาด แต่เมื่อเทียบกับปีก่อนเร่งขึ้นเป็น 5.4% YoY จาก 4.8% ในเดือนกรกฎาคม โดยราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 4.2% และราคาดีเซลเพิ่มขึ้น 24.1%

ขณะเดียวกัน จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลงเหลือ 206,000 ราย สะท้อนว่าตลาดแรงงานยังค่อนข้างแข็งแรง

ข้อมูลเงินเฟ้อที่สูงควบคู่กับตลาดแรงงานที่ยังแข็งแกร่ง ทำให้ตลาดเพิ่มน้ำหนักโอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ยสัปดาห์หน้าเป็นประมาณ 72% จากราว 62% ก่อนประกาศข้อมูล

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตอบรับในทางลบ โดย S&P 500 ลดลง 0.58%, Nasdaq ลดลง 0.65% และ Dow Jones ลดลง 0.60% ขณะที่ US 10Y Yield ขึ้นใกล้ 4.94-4.95% ประเมินเป็นจิตวิทยาเชิงลบต่อตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น

กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” อีก 1-2 เดือน โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นเดือนกันยายน พร้อมระบุว่ายังมีงบประมาณเพียงพอ และอาจปรับสัดส่วนร่วมจ่ายเป็น 60/40 หรือ 50/50

ปัจจุบันโครงการมีผู้ได้รับประโยชน์มากกว่า 40 ล้านคน ร้านค้าเข้าร่วมกว่า 1.2 ล้านราย และสร้างเงินหมุนเวียนสะสมมากกว่า 1.5 แสนล้านบาท โดยเม็ดเงินส่วนใหญ่กระจายไปยังต่างจังหวัด

ประเมินเป็นบวกต่อหุ้น Domestic Play โดยเฉพาะค้าปลีก อาหาร เครื่องดื่ม และสินเชื่อรายย่อย จากโอกาสที่กำลังซื้อและการใช้จ่ายระดับฐานรากจะได้รับแรงหนุนต่อเนื่องในไตรมาส 4/2569

ด้านงบประมาณภาครัฐ สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ด้วยคะแนน 338 ต่อ 144 เสียง หลังพิจารณาต่อเนื่อง 4 วัน

ขั้นตอนถัดไปจะส่งให้วุฒิสภาพิจารณา ซึ่งมีกำหนดประชุมวันที่ 11 กันยายน เวลา 10.00 น.

ความคืบหน้าดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงต่อความล่าช้าของการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐในปีหน้า และเป็นบวกต่อ Sentiment ของหุ้น Domestic Play โดยเฉพาะรับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง นิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนภาครัฐ หากงบประมาณสามารถบังคับใช้และเร่งเบิกจ่ายได้ตามกำหนด

ด้านอุตสาหกรรม EV บอร์ด EV เห็นชอบแนวทางปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า 3 ระดับ เพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตเพิ่มการลงทุนและใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้น

รถยนต์ที่ผลิตในไทยและมี Local Content สูงจะได้รับอัตราภาษีต่ำที่สุด ขณะที่รถนำเข้าจากผู้ประกอบการที่ไม่มีฐานการผลิตในไทยจะถูกเก็บภาษีสูงที่สุด

พร้อมกันนี้มีการตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อเร่งพัฒนา Supply Chain แบตเตอรี่ใช้แล้ว และโครงสร้างพื้นฐานชาร์จ EV

ประเมินเป็นบวกต่อหุ้นชิ้นส่วนยานยนต์และนิคมอุตสาหกรรมที่มีโอกาสได้ประโยชน์จากการย้ายฐานผลิตและการเพิ่ม Local Content ขณะที่ผู้นำเข้ารถ EV สำเร็จรูปอาจเผชิญแรงกดดันจากโครงสร้างภาษีใหม่

หุ้นแนะนำวันนี้

SC
ราคาพื้นฐาน 2.44 บาท

คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายกลางปี 2570 ที่ 2.44 บาท โดยราคาหุ้นยังซื้อขายในระดับ Valuation ต่ำที่ PER ราว 5.1 เท่า และมี Dividend Yield ประมาณ 7.8%

แนวโน้มกำไรในช่วงปี 2569-2571 คาดเติบโตเฉลี่ย หรือ CAGR ราว 10.7% โดยโครงการที่อยู่อาศัยซีรีส์ใหม่และ Backlog คอนโดจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของธุรกิจที่อยู่อาศัย

ขณะที่ธุรกิจโรงแรมและคลังสินค้ามีแนวโน้มเริ่มช่วยหนุนกำไรตั้งแต่ไตรมาส 4/2569

ด้านฐานะการเงิน อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจากการควบคุมด้านการเงินที่เข้มงวด ขณะที่ในระยะยาวการขายสินทรัพย์เพื่อเช่าอาจเพิ่ม Upside ต่อกำไร กระแสเงินสด และมูลค่าบริษัท

AWC
ราคาพื้นฐาน 3.74 บาท

แนวโน้มเดือนสิงหาคมยังแข็งแกร่ง โดย RevPAR เฉลี่ยเติบโต 25% YoY ขณะที่พอร์ตโรงแรมเดิมเติบโต 23% YoY นำโดยโรงแรมกลุ่ม MICE ซึ่งเติบโต 26% YoY

ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มไตรมาส 4/2569 จากยอดจองล่วงหน้า หรือ Forward Bookings ที่เติบโตมากกว่า 30% YoY

คงคำแนะนำ Outperform ราคาเป้าหมาย 3.74 บาท พร้อมประเมินว่าประมาณการกำไรหลักปี 2569 ยังมี Upside Risk

ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม

วันศุกร์ ติดตามดัชนี CPI สหรัฐฯ เดือนสิงหาคม คาดทรงตัวที่ 3.4% YoY ขณะที่ Core CPI คาดอยู่ที่ 2.4% YoY ชะลอลงจาก 2.5% ในเดือนกรกฎาคม

นอกจากนี้ ติดตามดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนเดือนกันยายน คาดอยู่ที่ 51.0 จุด ลดลงจาก 51.7 จุด

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News