บล.กสิกรไทยคาด SET วันนี้ในกรอบ 1,610-1,640 จุด น้ำมันดิบพุ่ง สงครามยืดเยื้อ กดดันสินทรัพย์เสี่ยงระยะสั้น แนะนำ CENTEL, KCE
SET Index วานนี้ปิดที่ 1,624.36 จุด เพิ่มขึ้น 12.36 จุด หรือ +0.77% ได้แรงซื้อเด่นจากหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิ 50 ล้านบาท
สำหรับวันนี้ ประเมิน SET Index เคลื่อนไหวในกรอบ 1,610-1,640 จุด โดยความผันผวนในตะวันออกกลางกลับมาเป็นปัจจัยกดดันตลาด หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความไม่พอใจต่อข้อเรียกร้องของอิหร่านเรื่องค่าชดเชยจากสงคราม ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง
ประเด็นดังกล่าวทำให้ความหวังต่อการบรรลุข้อตกลงเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซยังยืดเยื้อ และกระตุ้นให้ราคาน้ำมันดิบโลกขยับสูงขึ้นอีกครั้ง ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อในระยะถัดไป
ขณะที่สัปดาห์นี้ สหรัฐฯ จะรายงานตัวเลข CPI และ Core CPI ในวันพุธ ซึ่งถือเป็นข้อมูลสำคัญที่อาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายการเงินของ Fed นักลงทุนจึงควรติดตามอย่างใกล้ชิด
ส่วนปัจจัยในประเทศ ตลาดยังอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายของการรายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งอาจทำให้ราคาหุ้นรายตัวผันผวน
กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น แนะนำเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจาก Valuation ตลาดยังค่อนข้างตึงตัว โดยเน้นรอจังหวะย่อตั้งรับหุ้นที่คาดว่าแนวโน้มกำไรยังขยายตัวดี
หุ้นเด่นวันนี้แนะนำ CENTEL และ KCE
ประเด็นสำคัญที่มีผลต่อการลงทุน
การค้าไทยกับคู่ FTA 18 ประเทศในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีมูลค่า 2.44 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 21.8% จากปีก่อน คิดเป็น 57.3% ของการค้าไทยทั้งหมด โดยการส่งออกขยายตัว 12.6% และการนำเข้าเพิ่มขึ้น 30.0%
ตลาดที่เติบโตโดดเด่น ได้แก่ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย มาเลเซีย เวียดนาม และอินเดีย ขณะที่สินค้าเกษตร อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ ยาง และยานยนต์ยังขยายตัวดี สะท้อนว่า FTA ช่วยเพิ่มโอกาสส่งออก และเชื่อมโยงไทยเข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลกมากขึ้น
ประเด็นนี้เป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มส่งออก โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ อาหาร ยาง และชิ้นส่วนยานยนต์ จากอุปสงค์ในตลาด FTA ที่แข็งแกร่ง และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
รัฐบาลส่งสัญญาณพร้อมพิจารณาเดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” หลังเฟสแรกสิ้นสุดในเดือนกันยายน โดยเฟสแรกมีผู้ใช้สิทธิกว่า 26 ล้านราย สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 8.6 หมื่นล้านบาท และส่วนใหญ่กระจายสู่ต่างจังหวัด
อย่างไรก็ตาม ยังต้องพิจารณารูปแบบการร่วมจ่าย แหล่งงบประมาณ และความคุ้มค่าของโครงการ ขณะที่ผลสำรวจสะท้อนว่า มาตรการดังกล่าวช่วยลดค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แม้ผลต่อความนิยมรัฐบาลยังค่อนข้างจำกัด
หากโครงการเฟส 2 เดินหน้าต่อ จะเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มบริโภคและค้าปลีก จากกำลังซื้อและเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศที่มีโอกาสฟื้นตัวในช่วงปลายปี
คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีมติขยายการใช้ราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เดิมออกไปจนกว่าจะมีประกาศใหม่ เพื่อป้องกันสุญญากาศด้านราคา หลังข้อมูลต้นทุนของเกษตรกรและภาครัฐยังไม่ตรงกัน
พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนต้นทุนให้ได้ข้อสรุปภายในวันที่ 31 สิงหาคม และหาแนวทางลดต้นทุน รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในระยะยาว
ประเมินเป็นกลางต่อหุ้นกลุ่มอาหารในระยะสั้น เนื่องจากยังไม่มีการปรับราคารับซื้อข้าวโพดขึ้น แต่ยังต้องติดตามราคาใหม่หลังสิ้นเดือนสิงหาคม หากมีการปรับสูงขึ้น อาจกดดันต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์
รัฐบาลเตรียมโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2569 โดยเน้นช่วยเหลือโรงแรมขนาดเล็กและธุรกิจท่องเที่ยวท้องถิ่น ผ่านระบบ Co-Payment อัตราเดียวทั่วประเทศ
เบื้องต้นอยู่ระหว่างพิจารณาอุดหนุนค่าที่พักแบบ Flat Rate ที่ 2,000-3,000 บาทต่อคืน พร้อมเพิ่มคูปองใช้จ่ายบริการท่องเที่ยว และคาดว่าจะเสนอ ครม. พิจารณาภายในเดือนสิงหาคม
หากได้รับอนุมัติ จะเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม โดยเฉพาะ ERW, CENTEL และ AWC รวมถึงธุรกิจร้านอาหาร จากแรงหนุนของ Domestic Tourism และการใช้จ่ายในช่วง High Season ปลายปี
หุ้นแนะนำวันนี้
CENTEL
ราคาพื้นฐาน 38.24 บาท
คาดกำไรปกติไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 176 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 69% จากปีก่อน แต่ลดลง 84% จากไตรมาสก่อน สูงกว่าคาด 67% จากผลขาดทุนธุรกิจโรงแรมที่ต่ำกว่าคาด ขณะที่ธุรกิจโรงแรมและอาหารปรับดีขึ้นจากปีก่อน
ธุรกิจโรงแรมมีผลขาดทุนลดลง 42% จากปีก่อน ขณะที่ธุรกิจอาหารมีกำไรปกติ 228 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% จากปีก่อน แม้ยอดขายสาขาเดิม หรือ SSSG ทรงตัว แต่ยอดขายรวม หรือ TSS เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน
คงคำแนะนำ “Outperform” ราคาเป้าหมาย 38.24 บาท โดยยังมี Upside ต่อประมาณการกำไรทั้งปี หลังผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2569 ทำได้แล้ว 68% ของประมาณการ
KCE
ราคาพื้นฐาน 45.00 บาท
แนวโน้มครึ่งหลังปี 2569 ยังแข็งแกร่ง โดยคาดว่ารายได้จะเติบโตราว 20% จากปีก่อน จากปริมาณขายและราคาขายเฉลี่ย หรือ ASP ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตคาดเพิ่มขึ้นเป็น 70-80% และประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้นจะช่วยหนุนอัตรากำไรขั้นต้นราว 3 จุดเปอร์เซ็นต์
อุปสงค์ยังมี Upside จากธีม China+1 โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มยานยนต์ในสหรัฐฯ ที่ย้ายคำสั่งซื้อออกจากจีน ซึ่งคาดว่า KCE จะเริ่มรับอานิสงส์อย่างมีนัยสำคัญในปี 2570-2571 ขณะที่ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบยังสามารถบริหารจัดการได้
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 45.00 บาท จากโมเมนตัมกำไรครึ่งหลังปี 2569 ที่มีแนวโน้มเร่งตัว การปรับ ASP เพื่อชดเชยต้นทุน และอุปสงค์ที่ยังแข็งแกร่ง โดยราคาเป้าหมายอิง PER 33 เท่า
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม
วันอังคาร ติดตามการประชุม ครม. และการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของ BA, BAM, BTG, DOHOME, EPG, ILM, IRPC, KCE, KISS, MTC, PR9, SABINA, SPALI, TASCO และ VRANDA
ส่วนฝั่งสหรัฐฯ จับตายอดขายบ้านมือสองเดือนกรกฎาคม คาดลดลง 0.9% MoM จากเดือนมิถุนายนที่ลดลง 2.4% MoM
วันพุธ ติดตามเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ เดือนกรกฎาคม คาดเพิ่มขึ้น 3.4% YoY ลดลงจากเดือนมิถุนายนที่ +3.5% YoY และ Core CPI คาดเพิ่มขึ้น 2.5% YoY ลดลงจาก 2.6% YoY รวมถึงสต๊อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ รายสัปดาห์
วันพฤหัสบดี ติดตามดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของไทยเดือนกรกฎาคม และการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของหลายบริษัท เช่น AAV, AMATA, AOT, BDMS, BEM, BGRIM, BJC, CPALL, ERW, GPSC, GULF, LH, M, OSP, PLANB, PTT, RATCH, SISB, SJWD, SPA, TIDLOR, TOP และ TTW
ส่วนฝั่งสหรัฐฯ จับตาผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ คาดอยู่ที่ 2.03 แสนราย เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนที่ 1.99 แสนราย และดัชนี PPI เดือนกรกฎาคม คาดเพิ่มขึ้น 4.9% YoY ลดลงจาก +5.5% YoY ส่วน Core PPI คาดเพิ่มขึ้น 4.1% YoY ลดลงจาก 4.7% YoY
วันศุกร์ ติดตามการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของ ADVICE, AWC, BCH, BH, COM7, CPF, CRC, DUSIT, EGCO, HANA, MAJOR, MOSHI, ORI, SIRI, STA, STGT, THAI และ ZEN
ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจต่างประเทศ จับตายอดค้าปลีกสหรัฐฯ เดือนกรกฎาคม คาดเพิ่มขึ้น 0.1% MoM ลดลงจากเดือนมิถุนายนที่ +0.2% MoM ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนเดือนสิงหาคม คาดอยู่ที่ 54.6 จุด ลดลงจากเดือนกรกฎาคมที่ 55.2 จุด และ GDP ยูโรโซนไตรมาส 2/2569 ครั้งที่ 2 คาดขยายตัว 1.0% YoY

