HomeStock‘หุ้นไทย’ วันนี้ ในกรอบ 1,615-1,640 จุด รับตะวันออกกลางเริ่มผ่อนคลาย

‘หุ้นไทย’ วันนี้ ในกรอบ 1,615-1,640 จุด รับตะวันออกกลางเริ่มผ่อนคลาย

บล.กสิกรไทยคาด SET วันนี้ในกรอบ 1,615-1,640 จุด SET ได้แรงหนุนรอบใหม่ หลังน้ำมันย่อ–Bond Yield ลด แนะนำ GLOBAL, AWC

SET Index วานนี้ปิดที่ 1,621.90 จุด ลดลง 1.74 จุด หรือ -0.11% โดยมีแรงซื้อพยุงในหุ้นกลุ่มค้าปลีก นิคมอุตสาหกรรม และไฟแนนซ์ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิ 1,619 ล้านบาท

สำหรับวันนี้ ประเมิน SET Index มีโอกาสฟื้นตัวในกรอบ 1,615-1,640 จุด โดยได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เริ่มผ่อนคลายลง หลังสหรัฐฯ และอิหร่านมีความคืบหน้าในการหารือเรื่องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซในเร็ว ๆ นี้

- Advertisement -

ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent วานนี้ปรับตัวลงแรง ปิดที่ 83.75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 7% ช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ลดลง 5.4 bps สู่ระดับ 4.237%

ด้านตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ สหรัฐฯ รายงานดัชนี ISM ภาคการผลิตเดือนกรกฎาคม ขยายตัวแข็งแกร่งสู่ระดับ 55.6 จุด จาก 53.3 จุด และดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 53.9 จุด ถือเป็นระดับดีที่สุดในรอบกว่า 4 ปี สะท้อนอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง การผลิตที่เร่งตัวขึ้น และการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น

ส่วนปัจจัยในประเทศ นักลงทุนยังควรติดตามการ Preview และการรายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของบริษัทจดทะเบียนอย่างใกล้ชิด

กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น ยังเน้นทยอยสะสมหุ้นที่คาดว่าแนวโน้มกำไรเติบโตดี โดยหุ้นเด่นวันนี้แนะนำ GLOBAL และ AWC

ประเด็นสำคัญที่มีผลต่อการลงทุน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า ข้อเสนอเจรจากับอิหร่านเป็น “โอกาสสุดท้าย” หลังยกเลิกแผนโจมตีครั้งใหญ่ แม้อิหร่านยังปฏิเสธการเจรจากับสหรัฐฯ แต่ยืนยันว่าการหารือกับโอมานเพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีความคืบหน้า

สถานการณ์ดังกล่าวช่วยให้ตลาดคลายความกังวล และทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับลดลงต่ำกว่า 84 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ภาพรวมยังมีความไม่แน่นอนจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยประเมินว่าราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลงเป็นบวกต่อกลุ่มสายการบิน ขนส่ง และโรงไฟฟ้า เช่น AOT, AAV, BA, BGRIM และ GPSC ขณะที่เป็นลบต่อหุ้นพลังงานต้นน้ำอย่าง PTTEP

กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-1 สิงหาคม 2569 ไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 18.51 ล้านคน สร้างรายได้ 8.96 แสนล้านบาท โดยจีนยังเป็นตลาดอันดับ 1 ตามด้วยมาเลเซีย อินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้

อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวสะสมยังลดลง 3.19% จากปีก่อน จากผลกระทบของเหตุการณ์ความไม่สงบในชายแดนใต้และการลดเที่ยวบินจากอินเดีย แม้ตลาดยุโรปและเกาหลีใต้ยังเติบโต ขณะที่คาดว่าสัปดาห์หน้าจำนวนนักท่องเที่ยวจะฟื้นตัวจากช่วงปิดเทอมฤดูร้อนของจีนและเกาหลีใต้ ประเด็นนี้เป็นบวกเล็กน้อยต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและสนามบิน เช่น AOT, CENTEL, ERW, AWC และ MINT แต่ยังต้องติดตามการฟื้นตัวของตลาดจีนและอินเดียอย่างใกล้ชิด

นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ระบุว่า รัฐบาลพร้อมพิจารณาต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” หากเห็นว่าเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยย้ำว่าไม่ได้เน้นนโยบายประชานิยม แต่พร้อมใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นระยะตามความจำเป็น

ทั้งนี้ การตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับการประเมินของกระทรวงการคลัง และยังไม่มีข้อสรุปเรื่องการขยายโครงการหรือเพิ่มวงเงิน โดยประเมินว่าหากมีการต่ออายุโครงการ จะเป็นบวกต่อภาคการบริโภคของไทย และอาจเป็นจิตวิทยาเชิงบวกต่อคุณภาพสินทรัพย์ของลูกหนี้ ซึ่งจะช่วยหนุนหุ้นกลุ่มค้าปลีกและไฟแนนซ์

ไทยยังเป็นผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับ 2 ของโลกในปี 2568 ด้วยมูลค่าส่งออก 3.28 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกเพิ่มขึ้น 5.15% จากปีก่อน สู่ระดับ 4.48 หมื่นล้านบาท

แรงหนุนสำคัญมาจากเทรนด์ Healthy Pet และ Affordable Premium ที่ผลักดันความต้องการสินค้าเกรดพรีเมียม ขณะที่ภาครัฐแนะผู้ประกอบการเร่งพัฒนาสินค้า ใช้วัตถุดิบในประเทศ และขยายตลาดใหม่ เพื่อเพิ่มมูลค่าและรักษาความสามารถในการแข่งขัน ประเด็นนี้เป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง เช่น ITC และ AAI จากแนวโน้มอุปสงค์โลกที่ยังเติบโต และการขยายตลาดส่งออกสินค้าพรีเมียมที่มีมาร์จิ้นสูง

หุ้นแนะนำวันนี้

GLOBAL
ราคาพื้นฐาน 9.00 บาท

กำไรไตรมาส 2/2569 ดีขึ้นเป็น 955 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 84% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 19% จากไตรมาสก่อน สูงกว่าที่คาดไว้ 47% ได้แรงหนุนจากอัตรากำไรที่แข็งแกร่งขึ้น การรับรู้ส่วนแบ่งผลประกอบการจากเมียนมา และค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ลดลง

รายได้ไตรมาส 2/2569 ลดลงเล็กน้อย 0.1% จากปีก่อน ขณะที่ยอดขายสาขาเดิม หรือ SSSG อยู่ที่ -4% แต่ถูกชดเชยด้วยอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 31.6% จากราคาเหล็กที่สูงขึ้น การปรับขึ้นราคาสินค้า และสัดส่วนสินค้า Private Label ที่เพิ่มขึ้น

ฝ่ายวิเคราะห์ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2569-2571 ขึ้น 9-12% จากการขยายตัวต่อเนื่องของอัตรากำไร และการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ แม้คาดว่า SSSG จะยังติดลบในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ”

AWC
ราคาพื้นฐาน 3.55 บาท

คาดกำไรปกติไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 230 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.5% จากปีก่อน แต่ลดลง 70.1% จากไตรมาสก่อน ตามปัจจัยฤดูกาลของธุรกิจโรงแรม โดยยังได้แรงหนุนจาก RevPar ที่เพิ่มขึ้น

ธุรกิจโรงแรมและค้าปลีกยังแข็งแกร่ง โดย RevPar เพิ่มขึ้นจากปีก่อนในทุกกลุ่ม ขณะที่รายได้ธุรกิจค้าปลีกและอาคารเชิงพาณิชย์เติบโต 12% จากปีก่อน

คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 3.55 บาท โดยมองว่าแนวโน้มครึ่งหลังของปี 2569 ยังสดใส จากยอดจองโรงแรมที่เติบโต และมีโอกาสเกิด Upside ต่อประมาณการกำไรปี 2569

ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม

วันอังคาร ติดตามการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของ DCC และ TRUE ส่วนฝั่งสหรัฐฯ จับตายอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนมิถุนายน คาดเพิ่มขึ้น 0.2% MoM จากเดือนพฤษภาคมที่ลดลง 1.3% และยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนมิถุนายน คาดทรงตัวที่ +0.3% MoM

วันพุธ ติดตามการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของ 3BBIF, BCPG และ SYNEX ส่วนตลาดต่างประเทศจับตาการจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐฯ เดือนกรกฎาคม คาดเพิ่มขึ้น 6.8 หมื่นราย ลดลงจากเดือนมิถุนายนที่ 9.8 หมื่นราย

นอกจากนี้ ติดตามดัชนี PMI ภาคบริการของสหรัฐฯ และยูโรโซนเดือนกรกฎาคม คาดอยู่ที่ 53.6 จุด และ 51.9 จุด ตามลำดับ สต๊อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ และดัชนี RatingDog PMI ภาคบริการจีนเดือนกรกฎาคม คาดอยู่ที่ 53.7 จุด ลดลงจาก 54.1 จุดในเดือนมิถุนายน

วันพฤหัสบดี ติดตามดัชนี CPI ของไทยเดือนกรกฎาคม คาดเพิ่มขึ้น 2.6% YoY จากเดือนมิถุนายนที่ +2.42% และ Core CPI ของไทยเดือนกรกฎาคม คาดเพิ่มขึ้น 1.41% YoY จากเดือนมิถุนายนที่ +1.23%

นอกจากนี้ คาดว่าจะมีการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของ ADVANC, FPT, GPSC, GULF, OR, PSL และ THCOM ส่วนตลาดต่างประเทศจับตาผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ คาดอยู่ที่ 2.02 แสนราย เพิ่มขึ้นจาก 1.97 แสนรายในสัปดาห์ก่อน และยอดค้าปลีกยูโรโซนเดือนมิถุนายน คาดเพิ่มขึ้น 0.1% MoM ลดลงจาก 0.2% MoM ในเดือนพฤษภาคม

วันศุกร์ ติดตามการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของ CPAXT, FTREIT, MRDIYT, PTTGC, RCL, SIS และ WHART

ขณะเดียวกัน จับตาการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ เดือนกรกฎาคม คาดเพิ่มขึ้น 8.5 หมื่นราย เร่งขึ้นจาก 5.7 หมื่นรายในเดือนมิถุนายน อัตราการว่างงานสหรัฐฯ เดือนกรกฎาคมคาดทรงตัวที่ 4.2% รวมถึงยอดส่งออกและนำเข้าของจีนเดือนกรกฎาคม

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News