Home Special Issue 10 ข้อกล่าวหาคดี "โฮปเวลล์" กับข้อโต้แย้งของบริษัทฯ ที่มีต่อภาครัฐ

10 ข้อกล่าวหาคดี “โฮปเวลล์” กับข้อโต้แย้งของบริษัทฯ ที่มีต่อภาครัฐ

หนึ่งในคดีที่เกิดข้อพิพาทกันเป็นระยะเวลานานระหว่างรัฐบาลไทย กับ บ.โฮปเวลล์ ที่เรียกได้ว่าทำเอาใครหลาย ๆ คนอยู่กับเรื่องนี้มาตั้งแต่หนุ่มจนโตเลยก็ว่าได้ จากการศึกษาของคณะกรรมาธิการยุติธรรม ทำให้ โฮปเวลล์ ออกข้อโต้แย้ง 10 ข้อ ต่อการศึกษาของ กมธ.

สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า จากกรณีที่คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้รายงานผลการตรวจกรณี ‘โฮปเวลล์’ ของคณะทำงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง ‘การปฏิบัติตามกฎหมายของโครงการก่อสร้างทางรถไฟยกระดับ และถนนยกระดับในเขตกรุงเทพมหานคร และการใช้ประโยชน์ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (โฮปเวลล์)’ ที่มี พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษากรรมาธิการฯ เป็นประธาน ให้สภาฯ รับทราบเมื่อวันที่ 3 ก.ย.2563

โดยคณะทำงานฯ ตรวจสอบพบข้อพิรุธ และพบการกระทำอันมีลักษณะเป็นการทุจริตประพฤติมิชอบของผู้เกี่ยวข้องกับโครงการฯ ซึ่งอาจส่งผลให้การทำนิติธรรมสัญญาโครงการโฮปเวลล์ ระหว่าง บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด กับ กระทรวงคมนาคม และ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รวมถึงกระบวนการพิจารณาคดีในชั้นศาลฯ ตกเป็น ‘โมฆะ’ ส่งผลให้ บริษัท โฮปเวลล์ ไม่สามารถเรียกค่าเสียหายจากรัฐเป็นเงินทั้งสิ้น 2.4 หมื่นล้านบาทได้ 

- Advertisement -

โดย บริษัท โฮปเวลล์ ได้ออกข้อโต้แย้ง 10 ข้อ จากข้อกล่าวหาของ กมธ. ที่ได้ศึกษาและนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฏร

โครงการเริ่มต้นโดยไม่เป็นไปตามมติ ครม. ?

ข้อกล่าวหาที่ 1 โครงการเริ่มต้นโดยไม่เป็นไปตามมติ ครม. มีคำชี้แจงว่า ครม. มีมติถึง 2 ครั้งก่อนเริ่มดำเนินการ โดยครั้งแรก เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2532 ซึ่งมติดังกล่าวระบุให้ กระทรวงคมนาคมก่อสร้างทางรถไฟยกระดับโดยให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนให้เร็วที่สุด และมติครั้งต่อมาคือวันที่ 20 มิ.ย. 2533 ก็มีมติเห็นชอบอีกครั้ง โดยเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ณ ขณะนั้น ให้เหตุผลว่าปัญหาการจราจรในกรุงเทพมหานครนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นและก่อให้เกิดมลพิษจากท่อไอเสียรถยนต์ จึงขอให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคมเร่งรัดโครงการดังกล่าว

เลือกโฮปเวลล์เพราะเป็นผู้เสนอรายเดียว ?

ข้อกล่าวหาที่ 2 คือ การระบุว่า โฮปเวลล์ ถูกคัดเลือกเพราะเป็นผู้เสนอรายเดียว แต่จากเอกสาร ณ ขณะนั้น ระบุว่า มีผู้ยื่นซองเสนอดำเนินโครงการถึง 4 ราย แต่ บ.โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง(ฮ่องกง) เป็นผู้เสนอรายเดียวที่เสนอราคาและได้รับการคัดเลือกจากการตัดสินใจของภาครัฐ การที่มีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียวมิใช่เป็นกรณีแรกที่เกิดขึ้น ซึ่งภาครัฐจะปฏิเสธความรับผิดและโยนความรับผิดมาให้เอกชนไม่ได้ (คำพิพากษาศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด)

ครม. ไม่เคยอนุมัติสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน ?

ข้อกล่าวหาที่ 3 คือ คณะทำงานฯ กล่าวหาว่า ครม. ไม่เคยมีมติอนุมัติให้บริษัท โฮลดิ้ง จำกัด (ฮ่องกง) และ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน โดยการยกเว้นการบังคับใช้หลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในการประกอบธุรกิจ ‘ขนส่งทางบก’ ตามบัญชีของประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ลงวันที่ 24 พ.ย.2515

โดยคำชี้แจง ระบุว่า บริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จำกัด (ฮ่องกง) และบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับสิทธิส่งเสริมการลงทุนสูงสุดภายใต้ พ.ร.บ.ส่งสริมการลงทุน พ.ศ.2520 และสิทธิประโยชน์ตามมติครม. เมื่อคราวประชุมวันที่ 20 มิ.ย.2533

โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จัดตั้งบริษัทมิชอบด้วยกฏหมาย ?

ข้อกล่าวหาที่ 4 มีการกล่าวหาว่า การรับจดทะเบียนจัดตั้ง บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ของกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ เป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก นายกอร์ดอน วู กล่าวอ้างต่อ กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ ว่า บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับการยกเว้นการบังคับใช้ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ตามมติครม.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เท่ากับว่า บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ไม่เคยมีสภาพเป็นนิติบุคคล สัญญาสัมปทานที่ลงนามไว้จึงเป็น ‘โมฆะ’

โดยจากคำชี้แจง ระบุว่า บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ขอยืนยันว่าบริษัทฯ ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามมติ ครม.เมื่อคราวประชุมวันที่ 20 มิ.ย.2533 บริษัทฯ ซึ่งเป็นกิจการตามสัญญาสัมปทาน จึงไม่อยู่ในบังคับของประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281

นอกจากนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ตรวจสอบการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยละเอียดแล้ว และได้มีหนังสือยืนยันไปยังครม.ว่า การจดทะเบียนจัดตั้งเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามหนังสือของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ พณ 0805/2904 ลงวันที่ 9 ธ.ค.2562 ยืนยันถึงการรถไฟฯ รวมทั้งกระทรวงพาณิชย์ มีหนังสือ ที่ พณ. 0803/4364 ลงวันที่ 5 ต.ค.2562 ถึงครม. ยืนยันว่าการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว

การลงนามในสัญญามิชอบด้วยกฏหมาย ?

ข้อกล่าวหาที่ 5 ระบุว่า การลงนามในสัญญาสัมปทานโครงการโฮปเวลล์ของกระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย และบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีผลเป็นโมฆะ มาตั้งแต่วันลงนามในสัญญาเมื่อวันที่ 9 พ.ย.2533 เนื่องจากมติครม.วันที่ 20 มิ.ย.2533 อนุมัติให้ลงนามกับ บริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จำกัด (ฮ่องกง)

คำชี้แจง ระบุว่า บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดตั้งขึ้นตามข้อตกลงระหว่างกระทรวงคมนาคม และบริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จำกัด (ฮ่องกง) ตามหนังสือของกระทรวงคมนาคม ที่ คค 0207/7365 ลงวันที่ 31 พ.ค.2533 และครม. เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.2533 มีมติ “เห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอโครงการให้เอกชนลงทุนก่อสร้างทางรถไฟยกระดับในเขตกรุงเทพมหานคร โดยได้รับสัมปทานเดินรถระบบชุมชน (Community Train) และทางด่วนยกระดับสำหรับรถยนต์ตามผลการเจรจากับบริษัท Hopewell Holding Ltd. (Hong Kong) …” บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด จึงมีอำนาจลงนามสัญญาสัมปทาน

อีกทั้งก่อนการลงนามสัญญาสัมปทาน สำนักงานอัยการสูงสุดได้ตรวจสอบความชอบด้วยข้อกฎหมายของกระบวนการจัดทำสัญญา สถานะและความสามารถของคู่สัญญา ตามข้อกำหนดของภาครัฐ และครม.รับทราบการลงนามและการปฏิบัติตามสัญญาตลอดมา

โฮปเวลล์(ไทย) ผิดสัญญาเพราะก่อสร้างช้า ?

ข้อกล่าวหาที่ 6 ระบุว่า บริษัท โฮปเวลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ทำผิดสัญญาสัมปทานโครงการโฮปเวลล์ เพราะก่อสร้างล่าช้า

คำชี้แจง ระบุว่า ข้อเท็จจริงปรากฎโดยแจ้งชัดว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นคู่สัญญาภาครัฐ บิดพลิ้วไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในสัญญาสัมปทาน โดยจงใจไม่ส่งมอบพื้นที่การก่อสร้างโครงการโฮปเวลล์ให้ครบถ้วนตามข้อกำหนดในสัญญาสัมปทาน จึงเป็นผลทำให้โครงการต้องล่าช้าออกไปโดยปริยาย การกล่าวหาของคณะทำงานฯ จึงฟังไม่ขึ้น

การบอกเลิกสัญญาเป็นไปตามมติ เหตุเรียกร้องเงินเป็นไปโดยมิชอบ ?

ข้อกล่าวหาที่ 7 ระบุว่า การบอกเลิกสัญญาไม่เป็นไปตามมติ ครม.  เมื่อวันที่ 30 ก.ย.2540 แต่กลับไปมีมติใหม่ในการประชุมเมื่อวันที่ 20 ม.ค.2541 ส่งผลให้บริษัทใช้เป็นเหตุตามกฎหมายในการเรียกร้องเงินจากภาครัฐเป็นเรื่องที่ไม่ชอบ

ในคำชี้แจง ระบุว่า ข้อกล่าวหาในประเด็นนี้ เป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอยไร้เหตุผล ทั้งนี้ เพราะเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ซึ่งมีหน้าที่ใช้ดุลยพินิจบอกเลิกสัญญา ย่อมมีความเป็นอิสระในอำนาจหน้าที่ของตนอย่างแท้จริง ประกอบกับก่อนใช้ดุลยพินิจในหน้าที่ราชการย่อมต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมาอย่างรอบคอบแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มีการนำเสนอให้ครม.ได้พิจารณาในคราวประชุมเมื่อวันที่ 2 ม.ค.2541

ดังนั้น เมื่อบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับความเสียหายจากการบอกเลิกสัญญาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย บริษัทฯ จึงมีสิทธิโดยชอบที่จะเรียกร้องเงินค่าก่อสร้างรวมทั้งเงินลงทุนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ที่ได้ใช้จ่ายไปแล้วกลับคืนสู่บริษัทฯ ตามที่กฎหมายกำหนด

ยื่นข้อเสนอล่าช้าเกินกว่า 1 ปี นับตั้งแต่วันบอกเลิกสัญญา

ข้อกล่าวหาที่ 8 ระบุว่า การยื่นเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 24 ม.ค.2543 ของบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทศ) เป็นการยื่นข้อพิพาทที่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่การรถไฟแห่งประเทศไทย บอกเลิกสัญญา (บอกเลิกสัญญาวันที่ 23 ม.ค.2541) ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ และคณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดจำนวนเงินค่าใช้จ่ายในโครงการโฮปเวลล์ที่เรียกร้องมาจำนวนประมาณ 14,700 ล้านบาท โดยไม่มีการกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพื่อให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายนำพยานหลักฐานมาแสดงและโต้แย้ง

จากคำชี้แจง ระบุว่า ประเด็นที่กล่าวหาเรื่องอายุความนี้ ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาเป็นข้อสิ้นสุดแล้ว อนึ่ง ในประเด็นในข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดประเด็นของคณะอนุญาโตตุลาการนั้น ข้อกล่าวหาในส่วนนี้เป็นเท็จทั้งสิ้น เหตุเพราะคณะอนุญาโตตุลาการได้มีการกำหนดประเด็นเอาไว้แล้วตามคำชี้ขาดปรากฏความในหน้าที่ 6 กล่าวคือ “…ผู้เรียกร้องและผู้คัดค้านจะกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 หรือไม่ เพียงใด”

เรียกร้องเงินเยอะเกินจริง ทั้งที่ใบเสร็จมีเพียง 1,732 ล้านบาท ?

ข้อกล่าวหาที่ 9 ระบุว่า กรณีที่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เรียกร้องค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างคืนจากกระทรวงคมนาคม และ รฟท. เป็นจำนวนประมาณ 14,700 ล้านบาท และต่อมาคณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ชำระคืนเป็นจำนวน 9,000 ล้านบาทนั้น ในความจริงแล้ว จำนวนเงินที่ต้องชำระคืนบริษัทฯ ต้องเป็นไปตามหลักฐานใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องหรือเพียง 1,732 ล้านบาทเท่านั้น

ซึงคำชี้แจง ระบุว่า ในระหว่างการก่อสร้างบริษัทยังไม่มีรายได้ แต่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างจำนวนมาก ทำให้ต้องขอคืนภาษีซื้อที่เกิดขึ้น ก่อนที่กรมสรรพากรจะคืนเงินค่าภาษีที่ขอคืน ซึ่งกรมสรรพากรต้องตรวจสอบความถูกต้องของค่าใช้จ่ายของบริษัทแล้ว และในที่สุดกรมสรรพากรคืนเงินค่าภาษีซื้อให้บริษัทรวมเป็นเงิน 347 ล้านบาท ซึ่งคำนวณกลับเป็นค่าใช้จ่ายเท่ากับ 4,961 ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีก เช่น ค่าจ้างแรงงาน เป็นต้น ซึ่งก็มีจำนวนมีอีกมาก รวมเป็นมูลค่า 14,000 ล้านบาท ตามที่บริษัทได้เรียกร้องค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างจากรัฐ ซึ่งบริษัทได้นำส่งเอกสารประกอบจำนวนประมาณ 200 แฟ้มต่อคณะอนุญาโตตุลาการแล้ว

ต่อมากรมสรรพกรได้ฟ้องเรียกเงินคืนภาษีที่กรมสรรพากรได้คืนเงินแก่บริษัทฯ ด้วยเหตุที่บริษัทฯไม่มีสิทธิขอคืนภาษีซื้อ (VAT) ที่เกิดจากค่าก่อสร้าง โดยศาลฎีกาได้พิพากษาให้บริษัทคืนภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว ตามคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขแด 3983/2553 ซึ่งเป็นการยืนยันอย่างชัดแจ้งว่า มีใบเสร็จรับเงินค่าก่อสร้างที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างน้อยเท่ากับ 4,961 ล้านบาท

ดังนั้น ข้อกล่าวหาที่ว่า ใบเสร็จรับเงิน 1,732 ล้านบาทเท่านั้น ที่ยอมรับได้ จึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงและเป็นเท็จ

อาจเป็นแผนฉ้อฉลในการได้เงินจากรัฐบาลดดยมิชอบ ?

ข้อกล่าวหาที่ 10 ระบุว่า ข้อพิพาทกรณีโฮปเวลล์อาจเป็นกระบวนการและแผนการฉ้อฉลเพื่อให้ได้เงินจากภาครัฐโดยมิชอบ

โดยจากคำชี้แจง ระบุว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอย ขาดความรับผิดชอบ เพราะกระบวนการบอกเลิกสัญญาของฝ่ายรัฐมีระเบียบปฏิบัติหลายขั้นตอน โดยท้ายสุดต้องมีมติ ครม. ให้ความเห็นชอบจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการวางแผนเพื่อฉ้อฉลตามที่กล่าวอ้าง ในกรณีนี้ ผู้ที่กระทำผิดเป็นเหตุให้ฝ่ายรัฐต้องชดใช้ค่าเสียหายให้บริษัทฯ จะต้องมีความรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้กับรัฐทั้งหมด

และข้อพิพาทนี้ได้ผ่านการพิสูจน์และตรวจสอบโดยคณะอนุญาโตตุลาการ ศาลปกครองกลาง และศาลปกครองสูงสุด ดังที่ทราบกันดีแล้ว บริษัทฯ จึงขอสงวนสิทธิ์ทางกฎหมายและทางศาลต่อไป

นอกจากนั้น ปรากฏข้อเท็จจริงว่า บริษัทฯ ได้ใช้เงินลงทุนทั้งหมด เงินทุนจดทะเบียนที่ชำระมูลค่าแล้ว 15,000 ล้านบาท เงินกู้จากบริษัทในกลุ่มอีกประมาณ 1,738 ล้านบาท และยังมีเจ้าหนี้การค้าอีกประมาณ 1,469 ล้านบาท รวมเป็นเงินลงทุนประมาณ 18,207 ล้านบาท (ไม่รวมดอกเบี้ย) แต่อนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ชคใช้ให้กับบริษัทฯ เพียง 11,850 ล้านบาท ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าบริษัทฯ ได้รับความเสียหายมากกว่าคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ฝ่ายรัฐชำระแก่บริษัท

ดังนั้น ข้อกล่าวหาที่ว่าเป็นกระบวนการและแผนการฉ้อฉลเพื่อให้ได้งินจากภากรัฐ โดยมิชอบนั้น จึงเป็นการใส่ความที่ย้อนแย้งกับความจริงดังกล่าวข้างต้น

 

Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News