HomeSpecial Issueเมื่อ Microsoft ซื้อ Activision Blizzard ส่งสัญญาณเปิดประตูสู่ Metaverse

เมื่อ Microsoft ซื้อ Activision Blizzard ส่งสัญญาณเปิดประตูสู่ Metaverse

โดย สวภพ ยนต์ศรี AFPT™ Senior Wealth Manager บลจ.ทิสโก้

ในช่วงต้นปี 2022 นี้คงไม่มีการเข้าซื้อกิจการครั้งไหนที่สำคัญและได้รับความสนใจไปมากกว่าการประกาศเข้าซื้อกิจการบริษัทเกม Activision Blizzard ของ Microsoft ด้วยการใช้เงินมูลค่ากว่า 68,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นข้อตกลงการเข้าซื้อกิจการของ Microsoft ที่มีมูลค่าสูงที่สุด แซงหน้ามูลค่าการเข้าซื้อกิจการ LinkedIn บริษัทเจ้าของ Social Media  ที่มีมูลค่า 26,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อปี 2016 มากกว่าเท่าตัว นอกจากนั้นหากนับมูลค่าการเข้าซื้อกิจการที่มีมูลค่าสูงสุดของ Microsoft มากที่สุด 5 อันดับแรกก่อนหน้าทั้ง LinkedIn, Nuance Communication, Skype, Github และ ZeniMax แล้วรวมกันทั้งหมดถึงจะมีมูลค่าใกล้เคียงกับการเข้าซื้อกิจการ Activision Blizzard ในครั้งนี้

และด้วยมูลค่าการเข้าซื้อกิจการที่สูงขนาดนี้ย่อมแสดงถึงการมองเห็นในการต่อยอดการทำธุรกิจของ Microsoft โดยประตูธุรกิจบานใหม่ที่ Microsoft มองเห็นโอกาสในการเติบโตและต้องการจะก้าวเข้าไป นั่นก็คือโลกของ Metaverse ที่ในการแถลงการเข้าซื้อกิจการ Activision Blizzard นั้นผู้บริหารของ Microsoft มีการเอ่ยถึงคำว่า “Metaverse” รวมกันถึง 7 ครั้ง ราวกับว่าเป็นการประกาศสารถึง บริษัท Facebook เดิม ที่ได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น Meta ว่า ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนชื่อบริษัทแต่ “Meta” ยังไม่ได้เป็นเจ้าของ “Verse” หรือจักรวาลในโลกเสมือนแต่อย่างใด

- Advertisement -

ซึ่งก่อนหน้านี้ Facebook และ Mark Zuckerberg ได้ประกาศตัวและแสดงความชัดเจนเกี่ยวกับความต้องการพัฒนา Metaverse มาตลอดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ในขณะที่ Microsoft เองได้พัฒนาแนวคิดที่จะทำ Metaverse ในแบบฉบับของตัวเองมาอย่างเงียบๆ โดยมีการเริ่มเอ่ยถึง Metaverse กับนักลงทุนในช่วงปี 2017 ก่อนหน้าที่ Mark Zuckerberg จะมีการเอ่ยถึง Metaverse  กับนักลงทุนเป็นเวลาถึง 4 ปี

และถึงแม้จะไม่มีใครรู้ว่าในท้ายที่สุดแล้วใครจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในจักรวาล Metaverse ได้กันแน่ แต่เป็นที่แน่นอนว่า บริษัท Microsoft ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่รู้จักกันในนามผู้คิดค้นระบบปฏิบัติการ Windows และโปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับการทำงานเอกสารอย่าง Microsoft Office จะก้าวเข้ามาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญและอาจจะถึงขั้นเอาชนะบริษัท Meta ได้เลยทีเดียว

จากการวิเคราะห์ของ Wall Street Journal ได้ประเมินว่า ณ ปัจจุบัน บริษัท Meta ยังคงเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจ Social Media ที่มีรายได้จากโฆษณาเป็นหลัก ในขณะที่การพัฒนาสร้างจักรวาล Metaverse นั้นยังอาจจะต้องใช้เวลาหลายปี ซึ่งถึงแม้ Meta จะสร้าง  Reality Labs ขึ้นมาในปีนี้เพื่อมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับ Metaverse แต่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งได้ประเมินว่า รายได้ที่มาจาก Project Oculus ซึ่งเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Metaverse นั้นยังจะมีสัดส่วนรายได้คิดเป็นเพียง 1% ของรายได้ทั้งหมดของบริษัทในช่วงระยะเวลา 3 ปีต่อจากนี้

และในขณะที่ Project Metaverse ของ Facebook กำลังอยู่ในช่วงตั้งไข่ ที่จริงแล้วจักรวาลเสมือนในลักษณะเดียวกันได้เกิดขึ้นและมีผู้คนหลายล้านคนใช้ชีวิตอยู่ในนั้นแล้ว ซึ่งก็คือ Platforms ของการเล่นเกม ไม่ว่าจะเป็น Roblox, Fortnite หรือ Minecraft ที่ Microsoft เป็นเจ้าของอยู่แล้วนั่นเอง โดยเกมเหล่านี้คือโลกเสมือนที่ผู้คนสามารถจะมีสังคมและปฏิสัมพันธ์กับคนในเกม รวมถึงการซื้อสินค้าด้วยสกุลเงินที่ถูกสร้างขึ้นในเกม และบริษัทเกมอย่าง Activision ก็จะช่วยเติมศักยภาพให้กับ Microsoft ด้วยฐานผู้เล่นจำนวนสูงถึง 400 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้เล่นที่ใช้จ่ายเงินในโลกเสมือนจริงเป็นประจำอยู่แล้ว

แต่ Metaverse ของ Microsoft ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่เกมเท่านั้น เพราะธุรกิจเดิมที่ Microsoft มีอยู่แล้วสามารถมีศักยภาพในการพัฒนาสู่ Metaverse ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น LinkedIn หรือ โปรแกรม Microsoft Team รวมถึง Project อุปกรณ์ AR ที่ชื่อ HoloLens นอกจากนี้การมีธุรกิจ Cloud เป็นของตัวเองยังจะเป็นอีกหนึ่งความได้เปรียบในเรื่อง Network ของ Microsoft ที่ช่วยในการพัฒนา Metaverse ได้อย่างมาก

และการมีธุรกิจ Cloud ที่แข็งแกร่งนั่นเองยังจะช่วยให้ Microsoft ไม่จำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่การพัฒนา Metaverse ของตัวเองเท่านั้น แต่สามารถนำธุรกิจ Cloud ของบริษัทเข้าไปเสริม Platform Metaverse ของบริษัทอื่นๆ โดย CEO ของบริษัท Microsoft, Satya Nadella ได้ให้ความเห็นว่า Metaverse จะไม่ได้มีเพียงแห่งเดียวที่เป็นศูนย์กลางและรวบรวมผู้ใช้งานไว้ทั้งหมด

ในอีกด้านหนึ่ง Facebook ที่มีจำนวนผู้ใช้งานหลายพันล้านคน แต่ปรากฎว่าในช่วง 4 ปีที่ผ่านมายอดขาย VR Headset ของบริษัททำได้เพียงแค่ 11 – 13 ล้านเครื่องเท่านั้น ซึ่งผู้คนที่สนใจซื้ออุปกรณ์ VR ส่วนใหญ่ที่จริงแล้วก็คือเหล่าผู้คนที่ชื่นชอบการเล่นเกมที่ Microsoft กำลังเข้าถึงจำนวนผู้เล่นจำนวนมหาศาลหลังจากซื้อกิจการบริษัท Activision Wizard นั่นเอง

โดยในท้ายที่สุดการซื้อ Activision Blizzard ของ Microsoft ก็ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันอย่างแน่นอนว่า Meta หรือ Facebook เดิมที่ดูเหมือนจะเสียเปรียบ Microsoft ในทุกด้านจะเป็นผู้แพ้ในการช่วงชิงการครองจักรวาลโลกเสมือน Metaverse แต่การซื้อกิจการในครั้งนี้ก็เป็นเหมือนสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่า ไม่เพียงแต่ Facebook เท่านั้นที่เป็นผู้นำและผลักดันการเกิดขึ้นของ Metaverse แต่ Microsoft เองที่เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มี “Brand” แข็งแกร่งอยู่แล้วก็คือผู้นำและพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าและเปิดประตูสู่ Metaverse ด้วยเช่นเดียวกัน

ที่มา: Wall Street Journal , Bloomberg , Microsoft

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News