HomeSpecial Issueประเทศไทยได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้แทนสมาชิกองค์การอนามัยโลกภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ (WHO South East Asia Region, WHO SEAR) 11 ประเทศ  

ประเทศไทยได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้แทนสมาชิกองค์การอนามัยโลกภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ (WHO South East Asia Region, WHO SEAR) 11 ประเทศ  

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อวันที่ (24 พ.ค.) เวลา 14.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส นางสุพัตรา ศรีไมตรีพิทักษ์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสำนักงานสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา พร้อมผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ได้เข้าร่วมการประชุมเพื่อการเลือกตั้งผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งจัดขึ้นในช่วงการประชุมสมัชชาอนามัยโลก (WHA) สมัยที่ 75 ระหว่างวันที่ 22-28 พ.ค. 2565 ที่ ปาเล เด นาซียง (Palais de Nations) ที่ทำการสำนักงานสหประชาชาติ ประจำนครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์  

สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ นาย Tedros Adhanom Ghrebreyesus  ผู้อำนวยการใหญ่ WHO คนปัจจุบันเป็นเพียงบุคคลเดียวที่ได้รับการเสนอชื่อจากประเทศสมาชิกให้ได้รับเลือกตั้ง  

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสำนักงานสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ได้เป็นผู้แทนประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลกภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ (WHO South East Asia Region) 11 ประเทศ กล่าวถ้อยแถลงที่เป็นการแสดงออกถึงความเป็นหนึ่งเดียวของภูมิภาค (Regional One Voice) ที่ผ่านความเห็นชอบในเนื้อหาของถ้อยแถลงร่วมกัน และตกลงให้ประเทศไทยเป็นตัวแทนภูมิภาคเป็นผู้กล่าวในห้องประชุมใหญ่ของการประชุมสมัชชาอนามัยโลก  

- Advertisement -

ทั้งนี้ ถ้อยแถลงได้แสดงความยินดีต่อการเข้ารับตำแหน่งในสมัยที่ 2 ของ นาย Tedros โดยผู้แทนจากประเทศไทยได้ชื่นชมในความกล้าหาญและความเป็นผู้นำของผู้อำนวยการใหญ่ WHO สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ใน 5 ปีของวาระแรก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทั่วโลกเผชิญกับโควิด19 ซึ่งเป็นการระบาดครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และ WHO ภายใต้การนำของ นาย Tedros ได้มีนวัตกรรมที่จะเป็นรากฐานที่เป็นความพร้อมตอบสนองต่อการระบาดใหญ่และภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต  

ทั้งนี้ สมาชิก WHO SEAR  ทั้ง 11 ประเทศได้มีข้อคาดหวังต่อการปฏิบัติหน้าที่ในสมัยที่ 2 ของผู้อำนวยการใหญ่ WHO ใน 4 ประเด็น ได้แก่ 1)การเร่งฟื้นฟูทุกประเทศหลังการระบาดใหญ่ โดยผลักดันให้ 70% ประชากรทั่วโลกเข้าถึงวัคซีนป้องกันโควิด19 ภายในกลางปี 2565 นี้  ส่งเสริมความเข้มแข็งของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage : UHC) และการดูแลสุขภาพด้านปฐมภูมิ ซึ่งนำไปสู่การมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืนของประชากรโลก  
2) เสริมสร้างกลไกการกำกับดูแลด้านสุขภาพระดับโลก เพื่อให้ WHO ซึ่งดำเนินการมาเป็นปีที่ 75 ปี ปรับเปลี่ยนบทบาทให้เป็นผู้นำในการรับมือกับประเด็นความท้าทายด้านสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นโรคติดต่อ โรคไม่ติดต่อ รวมถึงสังคมสูงวัย 3) จัดหาแหล่งเงินทุนอย่างยั่งยืนเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ WHO ให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ  

4) สนับสนุนการใช้ Intergovernmental Negotiating Body (INB) ซึ่งเป็นกลไกกลการเจรจาระหว่างผู้แทนรัฐบาลแต่ละประเทศ เพื่อเป็นเครื่องมือในร่าง เจรจาอนุสัญญา ข้อตกลง หรือเครื่องมือระหว่างประเทศอื่นๆ ภายใต้ธรรมนูญของ WHO อันนำไปสู่ข้อผูกพันระดับโลกเพื่อการรับมือกับการระบาดใหญ่หรือวิกฤตด้านสาธารณสุขในอนาคต  

“ผู้แทนจากประเทศไทยได้กล่าวย้ำในตอนท้ายว่าทั้ง 11 ประเทศสมาชิกของ WHO SEAR ไว้วางใจให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในการยกร่างถ้อยแถลง และ ได้มีการร่วมงานปรับปรุงเนื้อหาจนกระทั้งสมบูรณ์ พร้อมทั้งมอบความไว้วางใจให้ประเทศไทยเป็นผู้กล่าวในห้องประชุมแทนประเทศสมาชิก WHO SEAR ทั้ง 11 ประเทศ แสดงให้เห็นถึงการร่วมงานกันของประเทศในภูมิภาคนี้อย่างดี อีกทั้งเป็นตัวชี้วัดว่าประเทศต่างๆในภูมิภาคมีความเชื่อมั่นในศักยภาพด้านสุขภาพโลกของประเทศไทยอย่างมาก ทั้งนี้เพื่อร่วมกันแสดงออกถึงความไว้วางใจอย่างเต็มที่ต่อการเป็นผู้นำ และพร้อมให้ความร่วมมือสนับสนุนการทำงานขององค์การอนามัยโลก ภายใต้การนำของนาย Tedros เพื่อประโยชน์สูงสุดของมนุษยชาติ” น.ส.ไตรศุลี กล่าว 

ทั้งนี้ ชาติสมาชิก WHO SEAR  ทั้ง 11 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย อินโดนีเซีย เมียนมา อินเดีย เนปาล ภูฎาน บังคลาเทศ ศรีลังกา ติมอร์เลสเต  เกาหลีเหนือ และมัลดีฟส์

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News