HomeSpecial Issueเปิดมุมมอง ‘เศรษฐพุฒิ-ผู้ว่าการธปท.’ ‘เศรษฐกิจ ดอกเบี้ย ตลาดการเงิน’เป็นอย่างไร

เปิดมุมมอง ‘เศรษฐพุฒิ-ผู้ว่าการธปท.’ ‘เศรษฐกิจ ดอกเบี้ย ตลาดการเงิน’เป็นอย่างไร

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยดูมีแนวโน้มฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง จากการใช้จ่ายในประเทศ การส่งออก และการท่องเที่ยวหลังจากเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทำให้สร้างรายได้เข้าประเทศได้เพิ่มขึ้น แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงในระยะต่อไป และปัจจัยสนับสนุนต่างๆต่อเศรษฐกิจไทย

ในเรื่องนี้ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.เตรียมทบทวนประมาณการเศรษฐกิจใหม่ในเดือนก.ย.นี้ คาดว่าเศรษฐกิจ หรือจีดีพีไทยจะขยายตัว 3% และในปี 66 ขยายตัว 4% จากปัจจุบันคาดจีดีพีไว้ที่ 3.3% ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์อีกครั้งว่าจะอยู่ที่เท่าไร แต่เศรษฐกิจไตรมาส 2 ที่ผ่านมาออกมาต่ำกว่าคาดที่ 2.5% ทำให้ต้องดูเพราะยังมีหลายปัจจัย โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวชัดเจน 7 เดือนแรกต่างชาติเข้าไทย 3.2 ล้านคน คาดทั้งปีนี้อาจเพิ่มขึ้นเป็น 8 ล้านคน และยังมีการใช้จ่ายในประเทศที่เริ่มกลับมาดี จากการอัดอั้นการใช้จ่ายช่วงก่อนหน้าและรายได้เริ่มฟื้นตัว

เรื่องความกังวลเศรษฐกิจโลกชะลอตัวนั้น เห็นว่าผลกระทบต่อไทยอาจไม่ได้โหดร้าย เพราะที่ผ่านมาไทยพึ่งพาจากอุปสงค์ในประเทศที่จะมีต่อเนื่องและภาคการท่องเที่ยวที่จะมาผลักดันเศรษฐกิจไทยจากนี้ ซึ่งในด้านอุปสงค์มาจากรายได้คนดีขึ้นและที่สำคัญคือการท่องเที่ยวที่โครงสร้างเศรษฐกิจของไทยมีภาคท่องเที่ยว 12% และคิดเป็น 20% เกิดการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อม และจะเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมองว่าความเสี่ยงกระทบด้านการท่องเที่ยวได้นั้นไม่ใช่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่จะเป็นเรื่องโรคระบาดการกลายพันธุ์มากกว่าที่น่าเป็นห่วง เพราะคนอาจไม่กล้าเดินทาง

- Advertisement -

ขณะที่การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในช่วงต่อไป จะปรับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนการส่งผ่านนโยบายไปยังธนาคารพาณิชย์เป็นสิ่งที่อยากเห็น แต่ด้วยบริบทเศรษฐกิจไทยที่พึ่งฟื้นและยังมีความเปราะบางในบางกลุ่มโดยเฉพาะเอสเอ็มอีมีรายได้ต่ำ ทำให้อยากเห็นธนาคารพาณิชย์ปรับดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปเช่นกัน และเชื่อว่ากลไกสถาบันการเงินจะทำงานได้เองซึ่งขึ้นอยู่กับสภาวะเป็นหลัก ซึ่งการส่งผ่านดอกเบี้ยที่ผ่านมามักจะค่อนข้างเร็วและการส่งผ่านเศรษฐกิจต้องใช้เวลา 2 ไตรมาสกว่าจะเห็นผล

ทั้งนี้ การขึ้นดอกเบี้ยต้องดูบริบทของไทยทั้ง 3 เรื่อง ประกอบด้วย การขยายตัวของเศรษฐกิจอยู่ตรงไหน ระดับเงินเฟ้อไทย และปัจจัยเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจ รวมทั้งต้องให้แน่ใจว่ากลไลธนาคารพาณิชย์สามารถปล่อยสินเชื่อได้ต่อเนื่อง ซึ่งในปัจจุบันการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์อยู่ระดับดีเมื่อเทียบกับในอดีตและดีเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน แต่ยังติดในบางจุด เช่น การเข้าถึงสินเชื่อของธุรกิจเอสเอ็มอี จึงต้องยังมีมาตรการเฉพาะจุด ทั้งสินเชื่อฟื้นฟู และโครงการพักทรัพย์พักหนี้ ที่จะหมดอายุมาตรการเดือนเม.ย. 66 ซึ่งหากจำเป็นต้องต่อก็จะขยายเวลาออกไป โดยมาตรการที่มีอยู่เพียงพอแต่อยู่ที่การผลักดันให้เกิดประสิทธิผลอย่างมาตรการแก้หนี้ และไกล่เกลี่ยหนี้

นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า เรื่องหนี้ครัวเรือนมีความเป็นห่วง ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่อยู่กับไทยมายาวนาน ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาหนี้ครัวเรือนเพิ่มถึง 30% และการแก้ไขปัญหาต้องใช้เวลา ไม่มีอะไรเร็ว โดยเป็นห่วงกลุ่มเปราะบาง และครัวเรือนรายได้ต่ำมากที่สุด เพราะยังฟื้นตัวช้า แต่ยืนยันหนี้ครัวเรือนไม่ได้กระทบเสถียรภาพและไม่ได้เกิดวิกฤติสถาบันการเงิน ซึ่งธปท.ได้มีมาตรการรองรับอยู่ เช่น มาตรการแก้หนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ หมอหนี้เพื่อประชาชน และมาตรการไกล่เกลี่ยหนี้ ซึ่งจะจัดอีกครั้งในวันที่ 26 ก.ย.นี้ ส่วนหนึ่งเพื่อแก้ปัญหานี้ครัวเรือน

“ปัญหาหนี้ครัวเรือนต้องแก้ด้วยรายได้ ในด้านแก้หนี้ก็ต้องทำ แต่ถ้ารายได้ไม่มาก็ไปใม่รอด ดูองค์รวมการแก้หนี้ต้องให้เศรษฐกิจฟื้นได้ ต้องให้รายได้กลับมา ถ้าเงินเฟ้อหรือรายจ่ายสูง ก็กระทบกับความสามารถชำระหนี้ ซึ่งการแก้หนี้มีหลายส่วน ต้องแก้ด้วยรายได้ และส่วนท้ายค่อยดูเรื่องหนี้”

นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ความผันผวนของค่าเงินบาทเป็นสิ่งที่ไม่อยากเห็น แต่ความผันผวนตอนนี้มาจากความผันผวนของดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เพราะเงินดอลลาร์ฯขึ้นอยู่กับทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ จากธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด สิ่งที่ทำได้คือต้องไม่ทำให้เงินบาทผันผวนสูงและเร็ว เพื่อให้เอกชนสามารถปรับตัวรับมือได้

อย่างไรก็ตามยอมรับว่าความผันผวนของเงินบาทมาจากเงินเฟ้อสหรัฐเริ่มชัดที่ว่าขึ้นไปสูงสุดแล้ว ทำให้บรรยากาศตลาดเริ่มชัดขึ้น ทำให้มีผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงิน สกุลเงินในภูมิภาค ทำให้เงินบาทเปลี่ยนไป ซึ่งช่วงนี้มีเงินไหลเข้ามา ยืนยันว่ายังไม่เห็นการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติในด้านเงินไหลเข้าและไหลออก โดยนับตั้งแต่ต้นปีจนปัจจุบันมีเงินทุนไหลเข้าตลาดพันธบัตรระยะสั้น 4,800 ล้านดอลลาร์ ซึ่งตอนแรกตลาดเป็นห่วงส่วนต่างดอกเบี้ยสูงทำให้เงินไหลออก แต่เวลานี้ตลาดน่าจะเป็นห่วงเพราะเงินไหลเข้า จากเงินบาทเริ่มแข็งค่า

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News