HomeSpecial Issueญี่ปุ่นจะมี Election Rally หรือไม่ ? กับนายกฯ และหัวหน้าพรรค LDP คนใหม่ที่ชื่อ Fumio Kishida

ญี่ปุ่นจะมี Election Rally หรือไม่ ? กับนายกฯ และหัวหน้าพรรค LDP คนใหม่ที่ชื่อ Fumio Kishida

โดย สวภพ ยนต์ศรี AFPT™ Senior Wealth Manager บลจ.ทิสโก้

            ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ประเทศญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ต้องเผชิญกับปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่ส่งผลกระทบในหลายๆ ด้าน รวมทั้งการเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกเกมส์ ที่สุดท้ายแล้วต้องเลื่อนการแข่งขันมาจากปี 2020 มาจัดในปีนี้ และต้องจัดการแข่งขันแบบปิดโดยที่ไม่มีผู้เข้าชม นอกจากนี้จำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อก็ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลมายังคะแนนความนิยมของอดีตนายกรัฐมนตรี Yoshihide Suga ที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ จนต้องประกาศลาออกก่อนหน้าช่วงเวลาเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นตามวาระเพียงแค่เวลาไม่กี่เดือน ทำให้พรรค LDP พรรคผู้นำรัฐบาลต้องจัดการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่ โดยที่ผู้ชนะจะเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงสั้นๆ ก่อนที่จะนำพรรค LDP ลงสู้ศึกเลือกตั้งครั้งสำคัญในระยะเวลาอีกไม่นานหลังจากนี้ โดยนาย Fumio Kishida วัย 64 ปี คือผู้ที่ได้รับเลือกจากพรรค LDP ให้มารับหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งในช่วงระยะเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศญี่ปุ่นในเวลานี้

               โดยหากดูผลกระทบทางด้านการเมืองที่มีต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นจะพบว่า ในช่วงการประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนาย Yoshihide Suga นั้นได้ส่งผลบวกให้กับตลาดหุ้นญี่ปุ่น เนื่องจากความคาดหวังในการดำเนินนโยบายใหม่ๆ รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ซึ่งดัชนี Nikkei 225 ใช้เวลาเพียง 7 วันทำการหลังการลาออกของนาย Suga ในวันที่ 3 กันยายน ขึ้นไปทำจุดสูงสุดของปี 2021 ที่ระดับ 30,670 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงกว่า 7% ก่อนการประกาศลาออกของนาย Suga แต่หลังจากปัจจัยภายนอกที่กดดันตลาดหุ้นทั่วโลก ทั้งความกังวลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ประเด็นบริษัท Evergrande ของจีน และความกังวลการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐฯ จึงส่งผลให้ราคาหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดมาราว 4% และหลังจากการจัดการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค LDP คนใหม่ในวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งผู้ชนะคือนาย Fumio Kishida นั้น ตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็ยังคงปรับตัวลดลงต่อเนื่องอีกราว 7%

- Advertisement -

               ซึ่งไม่เพียงแต่ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบมายังตลาดหุ้นญี่ปุ่นเท่านั้น การที่ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรค LDP และนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น คือนาย Fumio Kishida ยังได้สร้างความกังวลให้เกิดขึ้นจากการให้ความเห็นของนาย Kishida ที่เคยกล่าวว่าจะสนับสนุนการขึ้นค่าจ้างและการเก็บภาษี Capital Gains Tax ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดหุ้น ก่อนที่ในเวลาต่อมา นาย Kishida จะออกมาให้สัมภาษณ์ว่ายังไม่คิดถึงเรื่องนโยบายการเก็บภาษี Capital Gains Tax ในเวลานี้ เนื่องจากยังมีนโยบายอื่นที่สำคัญและเร่งด่วนกว่าอีกมาก ส่งผลให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเริ่มมีการฟื้นตัวขึ้นได้บ้างเล็กน้อย

               โดยการขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนาย Fumio Kishida ต่อจากนาย นาย Yoshihide Suga นั้น เป็นเพียงแค่การดำรงตำแหน่งในระยะเวลาสั้นๆ ต่อเนื่องตามวาระเดิมจากการเลือกตั้งในปี 2017 ที่อดีตนายกรัฐมนตรี Shinzo Abe นำพรรค LDP ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น ก่อนที่ต่อมาจะประกาศลาออกด้วยปัญหาทางด้านสุขภาพ และการเลือกตั้งทั่วไปตามวาระปกติ ซึ่งตามกรอบเวลาต้องจัดเลือกตั้งภายในช่วงเดือนพฤศจิกายนนั้น นาย Kishida ได้ประกาศกำหนดวันเลือกตั้งให้เร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ในตอนแรก คือวันที่ 31 ตุลาคม ที่จะถึงนี้

               ซึ่งการเลือกตั้งในครั้งนี้หากไม่ได้มีการพลิกความคาดหมายถึงขนาดฟ้าถล่มแผ่นดินทลายก็คงจะเป็นพรรค LDP ที่มีโอกาสได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งพร้อมกับการก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการและเต็มตัวของนาย Fumio Kishida โดยที่นโยบายหลังการเลือกตั้ง หากพรรค LDP ยังคงได้รับชัยชนะก็คงไม่ต่างจากที่นาย Kishida ได้กล่าวในการเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้เป็น “New Capitalism” (ทุนนิยมใหม่) ซึ่งจะเน้นไปที่การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชากร และนโยบายของนาย Kishida ที่น่าจะยังส่งผลดีต่อตลาดหุ้น คือการกล่าวย้ำถึงการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อไปและใช้การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลัง ซึ่งคาดว่าจะใช้เม็ดเงินสูงถึง 30 ล้านล้านเยน ส่วนนโยบายการเก็บภาษี Capital Gains Tax นั้นคงต้องเฝ้ารอดูว่านาย Kishida จะหยิบยกนโยบายนี้ขึ้นมาพูดถึงอีกหรือไม่

               และสำหรับระยะยาวนั้นอาจทำการคาดเดาได้ยากว่า นโยบายของนาย Kishida จะสามารถนำพาเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้ฟื้นตัวจากช่วง COVID-19 และส่งผลบวกมายังตลาดหุ้นญี่ปุ่นได้หรือไม่ แต่หากมองภาพในระยะสั้นจากสถิติที่เคยเกิดขึ้นในอดีตนั้นพบว่า ในช่วงเลือกตั้ง 6 ครั้ง จาก 7 ครั้งหลังสุด ตลาดหุ้นญี่ปุ่นสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ โดยนับจากช่วง 60 วันก่อนและหลังการยุบสภาดัชนี TOPIX มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงการเลือกตั้งในช่วงปี 2003, 2005, 2009, 2012, 2014 และ 2017 โดยมีเพียงช่วงการเลือกตั้งในปี 2000 เท่านั้นที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวลดลง สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้แน่นอนว่าสถานการณ์ต่างจากครั้งก่อนๆ เนื่องจากมีเหตุการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 เกิดขึ้น แต่หากพิจารณาถึงโอกาสในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงสั้นๆ หลังการแพร่ระบาดของไวรัสจบลงประกอบกับนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเม็ดเงินมหาศาลก็คงจะมีโอกาสไม่น้อยเลยทีเดียวที่ Election Rally อาจสามารถเกิดขึ้นได้กับตลาดหุ้นญี่ปุ่นอีกครั้ง

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News