HomeSpecial Contentย้อนรอยกองทุนหุ้นไทยลดหย่อนภาษีช่วย SET Index ได้แค่ไหน

ย้อนรอยกองทุนหุ้นไทยลดหย่อนภาษีช่วย SET Index ได้แค่ไหน

บทความโดย สวภพ ยนต์ศรี AFPT™ Senior Wealth Manager บลจ.ทิสโก้

หลังจากตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมากองทุนที่นักลงทุนสามารถใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษีได้เปลี่ยนจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ Long Term Equity Fund (LTF) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นไทย มาเป็นกองทุนรวมเพื่อการออม หรือ Super Saving Funds (SSF) ที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ใดก็ได้ ทำให้หลายคนให้เหตุผลในการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาว่าเป็นเพราะไม่มีเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันที่นักลงทุนใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในกองทุน LTF เข้ามาซื้อหุ้นไทยเหมือนที่ผ่านมา โดยในอดีตกองทุน LTF จะทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าหุ้นไทยประมาณปีละ 2 หมื่นกว่าล้านบาท

ซึ่งพบว่าผลตอบแทนของ SET Index ในช่วงที่ยังมีกองทุน LTF นั้นปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 193.8% ในช่วงระหว่างเดือน สิงหาคมปี 2004 ถึง 31 ธันวาคมปี 2019 โดยการลงทุนใน LTF มีเงื่อนไขการถือครอง 5 ปีปฏิทิน ในช่วงระหว่างปี 2004 -2015 SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 139.5% และในช่วงระหว่างปี 2016-2019 ที่ LTF มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขถือครองเพิ่มขึ้นเป็น 7 ปีปฏิทิน SET Index ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ราว 22.7%

สำหรับกองทุนที่มาทดแทน LTF คือกองทุน SSF นั้นมี 2 ประเภทคือกองทุน SSF ธรรมดาที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ใดก็ได้ซึ่งลงทุนได้ตั้งแต่ปี 2020 – 2024 และกองทุน SSFX ที่เป็นกองทุนพิเศษที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยพยุงหุ้นไทยในช่วงที่ปรับตัวลดลงมาแรงจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยสามารถลงทุนได้แค่ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2020 คือระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2020 และทุกกองทุนต้องมีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นไทยเท่านั้น ซึ่งผลตอบแทนของ SET Index ในช่วงที่มีกองทุน SSFX ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ราว 21.1% ส่วนหากนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุน SSF แบบธรรมดามาจนถึงปัจจุบัน (15 พฤศจิกายน 2023) SET Index ก็ยังสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ 28% แต่ส่วนหนึ่งก็น่าจะเป็นเพราะดัชนี SET Index ในช่วงเริ่มต้นเดือนเมษายนนั้นอยู่ที่ระดับราว 1105 จุดเท่านั้น เนื่องจากตลาดยังคงได้รับผลกระทบจากช่วงเริ่มต้นของการแพร่ระบาดของ COVID-19

- Advertisement -

ด้านเม็ดเงินลงทุนที่มาจากกองทุน SSF นั้นพบว่ากองทุน SSFX ที่เปิดให้ลงทุนได้เพียงแค่ช่วง 3 เดือนเท่านั้นมีเม็ดเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 8,885 ล้านบาท โดยเงื่อนไขการลงทุนคือสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท โดยไม่ต้องนำไปรวมกับกองทุน RMF กองทุน SSF แบบธรรมดาและกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ ส่วนกองทุน SSF แบบธรรมดาที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ใดก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นหุ้นไทยนั้นมีขนาดทรัพย์สินสุทธิรวมทั้งหมด ณ สิ้นปี 2022 ราว 50,000 ล้านบาท โดยเป็นกองทุนหุ้นไทยที่จัดอยู่ในหมวด Equity Large-Cap ราว 15,000 ล้านบาท

ซึ่งหลังจากกระทรวงการคลังได้เตรียมจัดตั้งกองทุนลดหย่อนภาษีกองใหม่ในชื่อกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน หรือ  Thailand ESG Fund (TESG) ที่จะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของรายได้แต่ไม่เกิน 100,000 บาท โดยไม่นำไปรวมกับกองทุน SSF , RMF และหมวดการลดหย่อนภาษีเพื่อการเกษียณอื่น ๆ ที่ได้วงเงินลดหย่อนภาษีรวมกันสูงสุดไม่เกิด 500,000 บาทนั้น หนึ่งในเหตุผลของการจัดตั้งกองทุน แน่นอนว่าเป็นเพราะต้องการส่งเสริมการลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้น และสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนทำธุรกิจโดยเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นบริษัท ESG มากขึ้น

โดยสภาธุรกิจตลาดทุนไทยคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าตลาดหุ้นไทยจากกองทุน TESG ราว 10,000 ล้านบาท ซึ่งกองทุนน่าจะสามารถจัดตั้งและเปิดให้นักลงทุน ลงทุนได้ตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคมเป็นต้นไป ซึ่งถือว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ดี เนื่องจากที่ผ่านมา หากย้อนกลับไปดูสถิติจากกองทุน LTF เฉลี่ยระหว่างปี 2015 – 2019 เดือนธันวาคมคือเดือนที่มีเม็ดเงินไหลเข้าไปลงทุนมากที่สุดราว 20,000 ล้านบาท แต่เงื่อนไขการลดหย่อนภาษีของ LTF ที่สามารถใช้สิทธิได้มากกว่า คือสูงสุด 15% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท นั่นก็หมายความว่าถึงแม้กองทุน TESG จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนเท่ากับหรือมากกว่ากองทุน LTF แต่เม็ดเงินที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยก็จะไม่เท่ากับช่วงที่มีกองทุน LTF แน่นอน

อย่างไรก็ดีในช่วงปี 2023 ที่ผ่านมามีปัจจัยลบจากทั้งภายนอกและภายในกดดันตลาดหุ้นไทยให้ปรับตัวลดลง และเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่สร้างผลตอบแทนติดลบมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ดังนั้นอย่างน้อยการเกิดขึ้นของกองทุน TESG ก็น่าจะช่วยให้ตลาดหุ้นไทยสามารถฟื้นขึ้นได้บ้างในช่วงเดือนสุดท้ายของปี และยังน่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุนหุ้นไทยได้อีกในระยะยาว

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News