HomeSpecial Contentจะเกิดอะไรขึ้นต่อ เมื่อยุโรปขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีน

จะเกิดอะไรขึ้นต่อ เมื่อยุโรปขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีน

บทความโดย คุณสวภพ ยนต์ศรี AFPT™Senior Wealth Manager บลจ.ทิสโก้
บทความโดย คุณสวภพ ยนต์ศรี AFPT™ Senior Wealth Manager บลจ.ทิสโก้

เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาสหภาพยุโรปได้ประกาศเพิ่มภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีน โดยให้เหตุผลว่าเป็นเพราะบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ทำให้มีต้นทุนการผลิตต่ำและสามารถตั้งราคาขายได้ถูกกว่าบริษัทผลิตรถยนต์จากประเทศอื่น การเก็บภาษีเพิ่มเติมครั้งนี้จะทำให้ภาษีของบริษัทที่โดนเรียกเก็บภาษีสูงสุดเพิ่มขึ้นถึงอัตรา 48% โดยจะเริ่มอัตราภาษีใหม่ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีที่เรียกเก็บจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความร่วมมือในการสอบสวนของแต่ละบริษัท

โดยในช่วงที่ผ่านมาบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของจีนได้พยายามขยายตลาดไปยังทวีปยุโรปอย่างต่อเนื่องและถือเป็นภูมิภาคที่บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าจีนส่วนใหญ่มุ่งขยายตลาดไปนอกเหนือจากในประเทศจีนเอง อย่างไรก็ดี เมื่อดูจากหลายเหตุผลทำให้สามารถประเมินได้ว่าการเก็บภาษีเพิ่มในครั้งนี้อาจไม่ส่งผลกระทบรุนแรงเหมือนที่หลายฝ่ายคาดการณ์ เนื่องจากบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าของจีนยังมีทางเลือกในการรับมือกับภาษีที่สูงขึ้นด้วยการพยายามค้นหาตลาดใหม่ ๆ นอกเหนือจากในทวีปยุโรป ซึ่งตลาดใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพคือในตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้ายังมีส่วนแบ่งการตลาดน้อยแต่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและการเคลื่อนไหวของสหภาพยุโรปในครั้งนี้ยังถือเป็นการกระตุ้นให้บริษัทจีนเร่งสร้างโรงงานในยุโรปเพื่อลดภาระภาษีที่สูงขึ้น นอกจากนี้ สัดส่วนการขายในยุโรปของยอดขายทั้งหมดของรถยนต์ไฟฟ้าจีนยังคิดเป็นเพียงอัตราส่วนเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับยอดขายทั้งหมด

และอีกหนึ่งข้อได้เปรียบที่จะสามารถทำให้บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าของจีนสามารถรับมืออัตราภาษีใหม่ที่สูงขึ้น คือ อัตรากำไรต่อคันที่ขายในยุโรปสูงกว่าที่ขายจีนอยู่แล้ว เช่น รถยนต์รุ่น BYD และ MG 4 มีราคาขายเฉลี่ยในยุโรปสูงกว่าในจีนประมาณสองเท่า โดยเฉพาะ BYD ที่มีกำไรต่อคันในยุโรปสูงมาก โดยกำไรต่อคันของ BYD ในยุโรปสูงกว่ารถยนต์รุ่นเดียวกันที่ขายในจีนประมาณหนึ่งเท่าครึ่ง และ BYD ยังได้ผลักดันการส่งออกไปยังตลาดอื่น ๆ อย่างจริงจัง เช่น เม็กซิโกและบราซิล นอกจากนี้ ยังได้เลือกฮังการีสำหรับโรงงานผลิตรถยนต์แห่งแรกในยุโรป ซึ่งจะช่วยหลีกเลี่ยงอัตราภาษีใหม่ด้วยการผลิตในโรงงานจากยุโรปเอง

- Advertisement -

ด้านบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนรายอื่น ๆ ก็กำลังมองหาการกระจายการผลิตไปยังนอกประเทศจีน เช่น SAIC ที่ได้เริ่มมองหาสถานที่สร้างโรงงานการผลิตในทวีปยุโรปแล้ว และ Chery Automobile Co. ที่ได้ลงนามข้อตกลงกับ EV Motors ของสเปนเพื่อผลิตรถยนต์ในบาร์เซโลนา ส่วน Geely ที่เข้าซื้อกิจการ Volvo ของสวีเดนในปี 2010 อาจมีความยืดหยุ่นในการปรับการผลิตมากขึ้น

สำหรับตลาดใหม่ที่ถือว่าน่าสนใจมากสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนคือในตะวันออกกลาง โดยได้มีหลายบริษัทที่เริ่มทำตลาดในภูมิภาคนี้แล้วคือ Chery Auto, Xpeng Inc. , Zeekr แบรนด์พรีเมียมของ Geely และ Nio ก็ประกาศว่าจะเริ่มขยายไปยังตะวันออกกลางในปลายปีนี้

ซึ่งประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่าง ซาอุดิอาระเบีย ก็ดูเหมือนจะเป็นตลาดใหญ่ที่หลายบริษัทสามารถรุกไปทำตลาดได้ ก่อนหน้านี้มีผลสำรวจที่จัดทำขึ้นโดย AlixPartners ระบุว่า 71% ของชาวซาอุดิอาระเบียมีแนวโน้มที่จะซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในปีนี้ และการรับรู้ถึงแบรนด์ของผู้ผลิตจีนในซาอุดิอาระเบียนั้นถือว่าสูงกว่าในยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น เสียอีก

โดยรวมแล้ว การเพิ่มภาษีนำเข้าจากสหภาพยุโรปอาจไม่สามารถหยุดยั้งการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนได้ กลับเป็นการกระตุ้นให้พวกเขาหาโอกาสใหม่ในการขยายตลาดและสร้างความแข็งแกร่งในตลาดโลก ในทางกลับกันรถยนต์จากค่ายยุโรปเองกลับมีความเสี่ยงเช่นกัน ในการเผชิญผลกระทบจากการตอบโต้ของทางการจีน ซึ่งบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าของจีนได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรการรุนแรงในการตอบโต้สหภาพยุโรปด้วยการเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่กว่า 2.5 ลิตร จากยุโรปในอัตรา 25%

ด้านบริษัทรถยนต์จากยุโรปเองก็ได้ออกมาแสดงท่าทีในการไม่เห็นด้วยและการขึ้นภาษีของสหภาพยุโรปในครั้งนี้ อาทิ โฆษกของบริษัท Volkswagen ได้ออกแถลงกาณ์แถลงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการขึ้นภาษี โดยระบุว่า “การตัดสินใจของคณะกรรมการธิการยุโรปในเวลานี้อาจส่งผลเสียต่อความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่อ่อนแออยู่แล้วในปัจจุบันทั้งในเยอรมนีและประเทศอื่น ๆ ในยุโรป และ Volkswagen ยอมรับการแข่งขันระดับนานาชาติที่เพิ่มขึ้น รวมถึงจากจีนด้วย” ถือเป็นการแสดงออกที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่า บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าจากยุโรปก็ต้องพึ่งพาตลาดจีนด้วยเช่นเดียวกัน

ซึ่งนอกจากการขึ้นภาษีรถยนต์แล้ว ทางการจีนยังเริ่มทำการสอบสวนด้วยเช่นเดียวกันว่าสินค้าหลายชนิดที่นำเข้าจากยุโรปก็มีการอุดหนุนช่วยเหลือจากฝั่งรัฐบาลด้วยเช่นเดียวกันหรือไม่ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร

ในท้ายที่สุดแล้วการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าตอบโต้ระหว่างกันอาจลุกลามบานปลายไปเป็นสงครามการค้าไม่ต่างจากที่เกิดขึ้นกับสหรัฐฯ และจีน แต่ข้อดีของข้อพิพาททางการค้าระหว่างจีนกับยุโรปดูเหมือนจะยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ซึ่งสิ่งที่ทั่วโลกน่าจะอยากเห็นคือ การเจรจาและยุติข้อขัดแย้งของทั้ง 2 ฝ่าย มากกว่าการเก็บภาษีไปมาระหว่างกันจนลุกลามบานปลายเป็นสงครามการค้าและส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโลกโดยภาพรวม

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News