นายกฯ ตรวจศูนย์บัญชาการช่วยผู้ประสบภัยกองทัพเรือ ชมการสาธิตแพทย์สนาม–กู้ภัย
วันนี้ 27 สิงหาคม 2569 เวลา 12.10 น. ณ สนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข 15 หรือหาดยาว อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจเยี่ยมการฝึกและสาธิตการจัดตั้งศูนย์บัญชาการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย กองทัพเรือ หรือ Incident Command Center: ICC

การฝึกดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2569 เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาสาธารณภัย หรือ Humanitarian Assistance and Disaster Relief: HADR โดยมุ่งให้กองทัพเรือสามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤตหรือภัยพิบัติ
ในการนี้ นายกรัฐมนตรีได้รับฟังบรรยายสรุป และตรวจเยี่ยมส่วนปฏิบัติการสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ โรงพยาบาลสนาม โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ ชุดค้นหาและกู้ภัยในเขตเมือง หรือ USAR และชุดปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ กรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ
หน่วยเฉพาะกิจบรรเทาสาธารณภัยทางบก กองทัพเรือ เป็นหน่วยงานของศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพเรือ มีภารกิจสนับสนุนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติของรัฐบาล
สำหรับการฝึกกองทัพเรือประจำปี 2569 ถือเป็นการฝึกที่มีความสำคัญสูงสุดของกองทัพเรือ และสอดคล้องกับนโยบาย “ปีแห่งความพร้อมรบของกองทัพเรือ”
การฝึกครั้งนี้มีเป้าหมายให้เสมือนการรบจริง เมื่อรบจริงต้องชนะ โดยมุ่งทดสอบความพร้อมของกำลังพล การวางแผนและอำนวยการยุทธ์ การปฏิบัติการทางเรือและทางอากาศ ตลอดจนการใช้กำลังและยุทโธปกรณ์ในสถานการณ์ต่าง ๆ
ทั้งการปฏิบัติการตามแบบและการปฏิบัติการนอกแบบ เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติภารกิจจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ การฝึกและสาธิตการจัดตั้งศูนย์ ICC แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและขีดความสามารถของกองทัพเรือในการบูรณาการกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และการบริหารจัดการ
โดยเฉพาะการสนับสนุนภารกิจให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ รวมถึงการเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤตหรือภัยพิบัติ
“นายกฯ อนุทิน” ขึ้น “เรือหลวงจักรีนฤเบศร” ตรวจความพร้อมรบ “กองทัพเรือ”
วันที่ 27 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สวมชุด อส. ในฐานะนายกองใหญ่ เดินทางไปตรวจเยี่ยมการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ บริเวณอ่าวไทยตอนบน และสนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข 15 หรือหาดยาว อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

โดยมีพลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือให้การต้อนรับ
นายกรัฐมนตรีเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ตำรวจจากกรุงเทพฯ ไปยังกองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ อู่ตะเภา อำเภอสัตหีบ เพื่อตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ และรับมอบเหรียญเชิดชูเกียรติเครื่องหมายความสามารถผู้ทำการรบพิเศษกิตติมศักดิ์ และนักโดดร่มกองทัพเรือกิตติมศักดิ์
การมอบเหรียญดังกล่าวมีขึ้นเพื่อแสดงความขอบคุณ เชิดชูเกียรติ และสดุดีในคุณูปการที่มีต่อกองทัพเรือ
จากนั้น นายกรัฐมนตรีนั่งเฮลิคอปเตอร์จากสนามบินอู่ตะเภาไปยังเรือหลวงจักรีนฤเบศร ซึ่งลอยลำอยู่กลางทะเลอ่าวไทย เพื่อตรวจเยี่ยมการปฏิบัติการบนเรือหลวงจักรีนฤเบศร และรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์และแนวความคิดการใช้กำลัง ณ ห้องศูนย์ยุทธการ
พร้อมกันนี้ มีการให้การต้อนรับด้วยการยิงสลุตจำนวน 19 นัดจากเรือหลวงเจ้าพระยา บนเรือหลวงจักรีนฤเบศร
ต่อมา นายกรัฐมนตรีเดินทางไปยังหอบังคับการบิน เพื่อชมการสาธิตการยิงสนับสนุนฝั่งด้วยปืนใหญ่เรือและอากาศยาน รวมทั้งการใช้เรือหลวงจักรีนฤเบศรเป็นฐานควบคุมยานไร้คนขับสำหรับภารกิจตรวจการณ์ ชี้เป้า และโจมตี หรือ UXV Carrier
ก่อนเยี่ยมชมนิทรรศการจัดแสดงอากาศยานไร้คนขับ หรือ UAV และยานผิวน้ำไร้คนขับ หรือ USV บริเวณดาดฟ้าเก็บอากาศยาน สะท้อนการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจทางทหารและการรักษาความมั่นคงทางทะเล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามกำหนดการเดิม ภายหลังนายกรัฐมนตรีตรวจเยี่ยมเรือหลวงจักรีนฤเบศร และรับชมการฝึกซ้อมทางทะเลแล้วเสร็จ จะเดินทางขึ้นเรือหลวงอ่างทองต่อ เพื่อไปขึ้นเรือลำเลียงพลมายังฝั่งสนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข 15 หรือหาดยาว
แต่เนื่องจากสภาพอากาศมีฝนตกต่อเนื่อง ประกอบกับคลื่นลมแรง ทำให้ไม่สามารถขึ้นเรือลำเลียงพลได้ จึงยกเลิกภารกิจดังกล่าว และเปลี่ยนมาขึ้นเฮลิคอปเตอร์จากเรือหลวงจักรีนฤเบศร บินมาลงบริเวณหาดยาวแทน
จากนั้น นายกรัฐมนตรีตรวจเยี่ยมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์สำหรับการบรรเทาสาธารณภัยขนาดใหญ่ หรือ ICC และชมการสาธิตความพร้อมของยุทโธปกรณ์ รวมถึงการบูรณาการระหว่างหน่วย
การสาธิตดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ขีดความสามารถของกองทัพเรือสามารถนำมาใช้ได้ทั้งในการป้องกันประเทศ การรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล รวมถึงการช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน
ช่วงหนึ่งระหว่างตรวจเยี่ยมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ฯ นายกรัฐมนตรีได้โชว์ฝีมือทำอาหารเลี้ยงกำลังพลที่มาฝึกซ้อม บนรถครัวสนาม โดยทำเมนู “ผัดกะเพราหมูสับ” พร้อมสวมผ้ากันเปื้อนที่หน้าอกปักคำว่า “นายกรัฐมนตรี”
ภายหลังการตรวจเยี่ยมการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้มาตรวจดูความพร้อมของกองทัพเรือ ตามคำเชิญของผู้บัญชาการทหารเรือ โดยตนจะพยายามไปตรวจเยี่ยมทุกเหล่าทัพ เพราะการทำงานต้องอยู่บนความเข้าใจและให้การสนับสนุน ด้วยวัตถุประสงค์ในการป้องกันอธิปไตยของชาติ
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ยุทโธปกรณ์ของกองทัพเรือที่เห็นอยู่ถือว่ามีความพร้อม แต่ยังมีบางส่วนที่ต้องจัดหาเสริม เนื่องจากบางชนิดใกล้จะปลดระวางแล้ว ขณะนี้ประเทศมีความอ่อนไหวในเรื่องความมั่นคงและอธิปไตย จึงต้องหารือกับผู้บัญชาการเหล่าทัพว่า จะจัดหาสิ่งใดมาเสริมความมั่นคงของกองทัพ
นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า จากการตรวจการฝึกในวันนี้ เห็นว่าศักยภาพของกองทัพเรือไม่เป็นรองใคร โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือเสด็จเตี่ย ได้วางรากฐานไว้อย่างดี ฐานทัพเรือต่าง ๆ มีความเข้มแข็ง
กองทัพเรือยังได้ขยายพื้นที่ในการดูแลประชาชน ไม่ใช่เพียงการรบทางน้ำ แต่ยังสามารถปฏิบัติภารกิจทางบก ช่วยเหลือประชาชน บรรเทาสาธารณภัย และป้องกันอธิปไตยของชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องให้การสนับสนุน เพื่อให้ทุกเหล่าทัพมีความพร้อม เข้มแข็ง และมีสันติสุข
“สุริยะ” ย้ำเปลี่ยนสถานที่จัดงานพืชสวนโลก ไปปากช่อง มีความพร้อมมากกว่า
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงกรณีข้อเสนอของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม ในการปรับเปลี่ยนสถานที่จัดงานพืชสวนโลก จากเดิมที่อำเภอคง ไปยังอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

นายสุริยะระบุว่า เรื่องนี้เริ่มจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอเรื่องไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สภาพัฒน์ฯ ไปศึกษาและเปรียบเทียบความคุ้มค่าระหว่าง 2 พื้นที่
ผลสรุปพบว่า อำเภอปากช่องมีความพร้อมในหลายด้านมากกว่า ทั้งระบบการเดินทาง ซึ่งมีทั้งรถโดยสารประจำทาง รถไฟ และถนนเชื่อมต่อกรุงเทพฯ รวมถึงความพร้อมด้านโรงพยาบาล และจำนวนห้องพักโรงแรมที่สามารถรองรับผู้เข้าร่วมงานจำนวนมากได้ทันที
ขณะที่พื้นที่เดิมยังมีข้อจำกัดด้านสิ่งอำนวยความสะดวก หากยืนยันจะจัดงานในพื้นที่เดิม จำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมอีกจำนวนมาก เพื่อบริหารจัดการระบบสาธารณูปโภค
ส่วนประเด็นที่หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า การเปลี่ยนสถานที่เป็นการเอื้อประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่ เนื่องจากมีกลุ่มทุนและโรงแรมหลายแห่งอยู่ที่เขาใหญ่ นายสุริยะระบุว่า ไม่น่าจะเกี่ยวโยงกัน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าโรงแรมเหล่านี้จะได้รับประโยชน์ ซึ่งผู้ประกอบการก็ทำธุรกิจในพื้นที่ดังกล่าวมานานแล้ว
นายสุริยะกล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นการบริหารจัดการพื้นที่เดิมที่เคยดำเนินการปรับพื้นที่ไปบ้างแล้ว จะต้องให้ทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาอีกครั้ง เพื่อปรับใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม
ขณะเดียวกัน ข้อเสนอเปลี่ยนสถานที่จัดงานครั้งนี้จะต้องนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาเห็นชอบอย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า หรือวันที่ 1 กันยายน 2569
ทั้งนี้ เพื่อให้ทันต่อการเสนอต่อที่ประชุมของสมาคมพืชสวนโลกระหว่างประเทศ หรือ AIPH ในวันที่ 4 กันยายนนี้
‘บิ๊กเกรียง‘ ชี้แก้ไฟใต้ข่าวกรองมวลชนสำคัญสุด
พลเอกเกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนใต้ในปัจจุบันว่า สถานการณ์ชายแดนใต้ค่อนข้างมีความซับซ้อน โดยประเด็นสำคัญคือ งานด้านการข่าว

พลเอกเกรียงไกรกล่าวว่า ประชาคมข่าวกรองชายแดนใต้ประกอบด้วยหน่วยข่าวหลายส่วน ทั้งสำนักข่าวกรองแห่งชาติ กอ.รมน. ภาค 4 และหน่วยงานข่าวอื่น ๆ ซึ่งต้องทำงานร่วมกัน
หากได้รับข่าวสารต่าง ๆ แล้วนำมาประมวลภาพและวิเคราะห์ เพื่อหาวิธีดำเนินการกับข่าวนั้น อาจช่วยลดช่องว่างในการนำข้อมูลไปสู่การปฏิบัติ โดยต้องใช้กลยุทธ์การป้องปรามเป็นหลัก
พลเอกเกรียงไกรกล่าวว่า เรื่องนี้ต้องใช้หลายองค์ประกอบจากหน่วยงานที่มีอยู่ ทั้งการใช้กำลังลาดตระเวนเต็มพื้นที่ในการปฏิบัติ หรือกลยุทธ์ลับลวงพรางในการปฏิบัติ ซึ่งตนเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ทราบดี
อย่างไรก็ตาม ช่องว่างที่เกิดขึ้นมักมาจากการบริหารพื้นที่ โดยผู้ก่อเหตุจะลงมือเมื่อเป้าหมายชัด โอกาสมี และทางหนีพร้อม
เมื่อถามว่าการบริหารพื้นที่หมายถึงอะไร พลเอกเกรียงไกรกล่าวว่า เมื่อรู้ว่าสถานการณ์ด้านการข่าวปรากฏขึ้นแล้ว จะต้องพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการลาดตระเวน การแสดงกำลัง หรือการใช้เทคนิคทางการทหาร
เมื่อถามว่าการข่าวของไทยไม่ได้อ่อนใช่หรือไม่ พลเอกเกรียงไกรกล่าวว่า ตนไม่มั่นใจในเรื่องการข่าว แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา งานด้านการข่าวเป็นเรื่องสำคัญ และการข่าวที่แม่นยำคือการข่าวจากมวลชน
หากมีความต่อเนื่อง ให้ความไว้วางใจกับประชาชน และเชื่อมั่นในตัวประชาชน ก็จะมีโอกาสได้รับข่าวที่ชัดเจน นำไปสู่การวางแผนปฏิบัติ เพื่อให้การก่อเหตุชะงักงันและระงับความรุนแรงได้
พลเอกเกรียงไกรกล่าวว่า หากเป้าหมายชัด แต่ไม่เปิดโอกาส ปิดรอยต่อ และทำให้ผู้ก่อเหตุหลบหนีไม่ได้ ผู้ก่อเหตุก็จะไม่ลงมือ
ส่วนกรณีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยอมรับว่าไทยทราบการข่าวล่วงหน้า แต่ยังมีความไม่แม่นยำ จะแก้ปัญหาอย่างไรนั้น พลเอกเกรียงไกรระบุว่า การข่าวอาจทราบมาแล้ว แต่ต้องดูว่าจะนำไปสู่การปฏิบัติหรือไม่
พลเอกเกรียงไกรยืนยันว่า การข่าวที่แม่นยำต้องมาจากมวลชน โดยตนเคยได้รับข่าวจำนวนมากจากงานมวลชนที่ทุ่มเททำมาร่วม 20 ปี
ขณะดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 ก็ได้รับรายงานข่าวตลอดเวลาและได้รายงานต่อผู้บริหาร แต่ผู้บริหารในขณะนั้นไม่เชื่อมั่นในงานข่าว จนเกิดเหตุความไม่สงบในวันที่ 4 มกราคม 2547
สำหรับกรณีที่มีความเห็นต่างเรื่องปฏิบัติการทางทหาร และมีการกล่าวอ้างว่ามีการยิงประชาชนจากเฮลิคอปเตอร์ในอำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส พลเอกเกรียงไกรกล่าวว่า ตนไม่ทราบ และในยุคที่ตนปฏิบัติหน้าที่ไม่เคยใช้เฮลิคอปเตอร์ขึ้นปฏิบัติการ รวมถึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้
กกต. มีมติให้ดำเนินคดีอาญาผู้สมัคร สว. ที่ไม่มีสิทธิสมัคร 1,767 ราย
กกต. วันนี้ 27 สิงหาคม สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลและเอกสารประกอบการสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา พบว่าผู้สมัครบางรายขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายและได้สมัครรับเลือก จึงเสนอเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย

ในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง ครั้งที่ 46/2569 เมื่อวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติให้ดำเนินคดีอาญากับผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา 74 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 จำนวน 1,605 คน
ต่อมา ในการประชุมครั้งที่ 51/2569 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติให้ดำเนินคดีอาญาเพิ่มเติมอีก 162 คน รวมทั้งสิ้น 1,767 คน
มาตรา 74 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 กำหนดว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือก ไม่ว่าเพราะเหตุใด แต่ยังสมัครรับเลือก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท
นอกจากนี้ ให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี
ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นผู้ซึ่งได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้นั้นคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ได้รับมา เนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าวให้แก่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาด้วย
ภายหลัง กกต.มีมติให้ดำเนินคดีอาญา สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ดำเนินการตามขั้นตอน โดยส่งเรื่องให้สำนักกฎหมายและคดีดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง
ก่อนส่งให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดดำเนินการตามขั้นตอนและอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป

