HomePoliticsBusiness Today Thai politics 27 พฤษภาคม 2567

Business Today Thai politics 27 พฤษภาคม 2567



“เศรษฐา” ใช้เวทีสหประชาชาติ หนุนประกันสุขภาพถ้วนหน้า

- Advertisement -

วันนี้ (27 พฤษภาคม 2567) เวลา 10.55 น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครเจนีวา ซึ่งช้ากว่ากรุงเทพฯ 5 ชั่วโมง) ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวถ้อยแถลงผ่านระบบวีดิทัศน์ในพิธีเปิดการประชุมสมัชชาอนามัยโลก ครั้งที่ 77 (the 77th World Health Assembly) ผ่านระบบวีดิทัศน์


โดยนายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญ ดังนี้นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงหัวข้อหลักของการประชุมฯ ในปีนี้ว่า “สุขภาพดีถ้วนหน้า เป็นหน้าที่ของเราทุกคน (All for Health, Health for all)” ซึ่งเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทย โดยนายบัน คี มูน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ เคยกล่าวไว้ว่า “ประเทศไทยเริ่มใช้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (UHC) ในขณะที่รายได้ประชาชาติของประเทศไทยอยู่ที่เพียง 400 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัวประชากร ซึ่งปัจจัยสำคัญไม่ใช่เพียงแค่ตัวเงิน แต่เป็นความมุ่งมั่นเพื่อสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในสังคม

ระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศไทยเริ่มพัฒนาตั้งแต่ พ.ศ. 2518 โดยในแรกเริ่ม ครอบคลุมเพียงหนึ่งในสามของประชากรกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากที่สุด ซึ่งอีก 25 ปีต่อมา ใน พ.ศ. 2544 ประเทศไทยตัดสินใจที่จะขยายความครอบคลุมไปสู่คนไทยทุกคน จวบจนถึงปัจจุบันระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทยได้ผ่านนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 8 ท่าน จากหลากหลายภูมิหลังทางการเมือง ความมุ่งมั่นทางสังคมที่เข้มแข็งและความเป็นเจ้าของของประชาชน เป็นแรงขับเคลื่อนให้ทุกรัฐบาลรักษาคำมั่นสัญญาต่อหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

นายกรัฐมนตรีกล่าวเสริมว่า ปัจจุบันระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทยครอบคลุมการดูแลสุขภาพทุกด้าน ตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษา และการฟื้นฟูสมรรถภาพ ไปจนถึงการดูแลระยะยาวและการดูแลแบบประคับประคอง นอกจากนี้ ยังสนับสนุนบริการสุขภาพซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงที่จำเป็น เช่น การบำบัดทดแทนไต การรักษามะเร็งแบบครบวงจร การปลูกถ่ายอวัยวะ และการใส่รากฟันเทียม

โดยแน่นอนว่า ข้อกังวลทางการเงินมักจะเป็นเรื่องที่ท้าทายอยู่เสมอ ซึ่ง ดร.จิม ยอง คิม อดีตประธานธนาคารโลก ได้กล่าวในการประชุมสมัชชาอนามัยโลกเมื่อ พ.ศ. 2556 ว่า “ประเทศไทยเปิดตัวโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ท้าทายข้อกังวลจากธนาคารโลกในประเด็นข้อจำกัดด้านงบประมาณ ผู้นำของประเทศไทยไม่ได้รับฟังและมุ่งมั่นที่จะดำเนินการอย่างกล้าหาญ ทุกวันนี้โลกเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศไทย” ซึ่งการดูแลสุขภาพปฐมภูมิ ถือเป็นหัวใจสำคัญของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทย ประชาชนทุกคนลงทะเบียนและได้รับบริการสุขภาพที่หน่วยบริการปฐมภูมิใกล้บ้าน และส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่าเมื่อจำเป็น

ขณะนี้ รัฐบาลไทยกำลังมุ่งสู่การขับเคลื่อนนโยบายยกระดับ “30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว” ซึ่งประชาชนสามารถรับบริการด้านสุขภาพที่จำเป็นที่โรงพยาบาลแห่งใดก็ได้ เพียงแสดงบัตรประจำตัวประชาชน โดยหลังจากเปิดตัวได้ 4 เดือน นโยบายนี้ได้ครอบคลุมร้อยละ 60 ของจังหวัดในประเทศไทย และจะครอบคลุมทั้งประเทศภายในสิ้นเดือนกันยายน ซึ่งยังรวมถึงนวัตกรรมบริการปฐมภูมิ ครอบคลุมการรับบริการที่ร้านขายยา คลินิกการแพทย์แผนไทย กายภาพบำบัดที่บ้าน บริการที่จำเป็นในคลินิกทันตกรรมเอกชน และบริการการแพทย์ทางไกล โดยบริการเหล่านี้ช่วยลดระยะเวลารอคอยได้ถึงร้อยละ 50 และคาดว่าอีกไม่นานความแออัดของโรงพยาบาลขนาดใหญ่จะลดลงเช่นกัน รวมไปถึงเทคโนโลยีดิจิทัลได้ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางเพื่อให้เกิดการแบ่งปันข้อมูลสุขภาพที่สำคัญของผู้ป่วยระหว่างผู้ให้บริการทุกราย

นอกจากความมุ่งมั่นจากรัฐบาลแล้ว ความสำเร็จยังขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นจากทุกฝ่าย รวมถึงบุคลากรสาธารณสุขของประเทศไทยด้วย ซึ่งเมื่อเกิดโรคระบาดในเมืองหลวงของเรา ปี พ.ศ. 2563 โรงพยาบาลในจังหวัดใกล้เคียงก็รวมตัวกันเพื่อดูแลและควบคุมการระบาดในเมืองหลวงที่เพิ่มสูงขึ้น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านมากกว่าหนึ่งล้านคน ช่วยค้นหาผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รายใหม่ และแยกออกจากผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพทั่วประเทศ

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หัวใจของการดูแลสุขภาพไม่ได้เกี่ยวกับนโยบายและแผนงานเท่านั้น แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ที่มีร่วมกันของเรา ในการทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการดูแลที่จำเป็นเพื่อให้เขามีชีวิตที่มีสุขภาพดีอย่างมีศักดิ์ศรี โดยไม่คำนึงว่าพวกเขาอยู่ในสถานการณ์ใด ซึ่งในประเทศไทย เราได้เห็นพลังของความมุ่งมั่น ความสามัคคี และนวัตกรรม ด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจร่วมกัน เราสามารถเอาชนะอุปสรรคใด ๆ ที่เข้ามาได้ พร้อมเน้นย้ำว่า เมื่อร่วมมือกัน เราสามารถสร้างโลกที่สุขภาพเป็นสิทธิสากล ที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และเป็นที่ที่ทุกคนสามารถเจริญเติบโตได้ จึงขอให้ลุกขึ้นสู้กับความท้าทายนี้ ด้วยความกล้าหาญและความเชื่อมั่น เพื่อประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ



“เศรษฐา” เรียกประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรก เน้นเคลื่อนการเติบโตรายได้

วันนี้ (27 พ.ค.) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุม ครม.เศรษฐกิจ โดยมี ผู้ว่า ธปท. สำนักงบประมาณ สภาพัฒน์ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมประชุมด้วย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เนื่องจากไทย ยังเผชิญปัญหาหลายด้าน


ทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัว กระทบการส่งออก กำลังซื้อประชาชนอ่อนแอ หนี้ครัวเรือนสูง ปัญหาหนี้ NPL การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ครม. เศรษฐกิจ จึงต้องมาหารือในรายละเอียด เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ การกระตุ้นการท่องเที่ยว เวทีประชุม จึงต้องร่วมแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งระบบ เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้ตามศักยภาพ

พิชัญ ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในที่ประชุม ว่า ปัญหาของเศรษฐกิจ สะสมมาอย่างยาวนาน ต้องใช้เวลานานในการแก้ไข จึงเสนอขอความเห็น และแนวทางแก้ไขจากทุกฝ่าย เพื่อร่วมแก้ปัญหาทั้งระบบ เพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมหาทางออกร่วมกัน



“เศรษฐา” เตรียมบินฮ่องกงโรดโชว์ สร้างเชื่อมั่นประเทศไทย

ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการเดินทางไปยังเขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเข้าร่วมงาน UBS Asian Investment Conference (AIC) 2024 ระหว่างวันที่ 28-29 พฤษภาคม 2567 ตามคำเชิญของผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ UBS


โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า งาน UBS AIC จัดขึ้นโดยบริษัทหลักทรัพย์ UBS ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านการธนาคาร การเงิน และการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ ดำเนินกิจการมาอย่างต่อเนื่องกว่า 160 ปี และมีการดำเนินงานในไทยตั้งแต่ปี 2538 ทั้งนี้ งาน UBS Asian Investment Conference เป็นเวทีสำหรับผู้บริหารระดับสูงที่สำคัญทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน โดยปีนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 2,000 ราย และมีบริษัทจากเอเชีย-แปซิฟิก กว่า 300 บริษัท มาร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจ การลงทุน รวมถึงนวัตกรรมต่าง ๆ เพื่ออนาคต

สำหรับงาน UBS AIC ในปีนี้มีหัวข้อหลักของงาน คือ “Wisdom: an eye on the past, a view to the future” โดยนายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสนี้แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ และนำเสนอนโยบายของรัฐบาลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศ เช่น นโยบาย IGNITE THAILAND ในด้านการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Hub) รวมถึงจะพบปะกับผู้บริหารภาคเอกชน เพื่อหารือถึงมาตรการส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาล และโอกาสในการลงทุนในประเทศไทย

ภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรี ได้แก่ 1) การเข้าร่วมหารือกับผู้บริหารระดับสูงกลุ่มเล็ก (Chief Investment Officer Meeting) 2) การกล่าวปาฐกถา ในงาน UBS Asian Investment Conference 2024 เกี่ยวกับมุมมองเศรษฐกิจและโอกาสในการลงทุนในไทย และ 3) การหารือทวิภาคีกับนายจอห์น ลี คา-ชิว (The Honorable John Lee Ka-chiu) ผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกง
นายกรัฐมนตรีจะพบปะกับผู้บริหารบริษัท SF Holding ผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในจีนและอันดับ 4 ของโลก ซึ่งได้จดทะเบียนในไทยในชื่อ SF Express และเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ Kerry Express ประเทศไทย



“อนุทิน” เผยไร้แผนสำรองรัฐบาลเปลี่ยนขั้ว เชื่อข้าราชการไม่เกียร์ว่าง

อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย แสดงความยินดีกับพรรคก้าวไกล หลังผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนจากสถาบันพระปกเกล้า เผยแพร่ความนิยมของประชาชนพรรคก้าวไกลมีคะแนนมาเป็นลำดับหนึ่ง เลยบอกว่าเป็นเรื่องที่ดีและยินดีที่หากก้าวไกลยังได้รับคะแนนนิยมคะแนนไม่ตกลงซึ่งเป็นสัญญาณให้พรรคอื่นๆ เร่งทำผลงานให้มากขึ้นให้ประชาชนมีความเชื่อมั่น และเป็นเรื่องดีที่ผลออกมาตอนนี้ดีกว่ามาช่วงใกล้เลือกตั้งแล้วแก้ไขอะไรไม่ทัน


ส่วนผลโพลที่ออกมาแค่ 208 เสียง ไม่ถึง 250 นั้น ตนไม่ได้มองตรงนั้นแต่มองว่าทำไมเป็นพรรคการเมืองด้วยกันเป็น สส. ด้วยกันบางพรรค ได้รับความนิยมมากขึ้นบางพรรคได้รับความนิยมลดลง คำตอบมีอยู่อย่างเดียวคือคนที่ได้คะแนนลดลงคือทำงานหนักไม่พอ ผลงานไม่เข้าตาประชาชน

ส่วนสถานการณ์การเมืองขณะนี้ หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องวินิจฉัย สถานภาพนายกรัฐมนตรี ต้องสิ้นสุดลงหรือไม่ กรณีการแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน นายนึกถึงกล่าวว่าต้องรอการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะมีคำสั่งออกมาชัดเจนแล้ว ว่านายกรัฐมนตรีต้องชี้ ซึ่งต้องรอให้นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจง ทั้งนี้ตนมีโอกาสได้ฟังสัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรี ว่าได้มีการปรึกษา ที่ ปรึกษาด้านกฎหมาย และจะชี้แจงตามขั้นตอนของศาลรัฐธรรมนูญ

ขณะที่แผนรองรับอุบัติเหตุทางการเมืองหรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า อุบัติเหตุ การบริหารราชการแผ่นดินยังดำเนินการได้ตามปกติ การทำงานร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาลยังเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่น่าต้องกังวลอะไรเกินเหตุ เดี๋ยวจะเครียดเหมือนตน

ส่วนผลที่ออกมา 50/50 กระทบ ต่อ ความเชื่อมั่นในการทำงานหรือไม่ อนุทินกล่าวว่าขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในรัฐบาลพร้อมยืนยันว่ารัฐมนตรีทุกคนอย่างมากตามนโยบายของพรรคตัวเอฃ รัฐบาลและยังสนับสนุนนโยบายซึ่งกันและกันอยู่ และมีความตั้งใจในการทำงานเพื่อบ้านเมืองทุกขณะอยู่แล้ว พร้อมเชื่อว่าจะไม่เกิดการเกียร์ว่างเกิดขึ้น เพราะข้าราชการต้องทำงานเต็มที่ ตามนโยบาย เพราะอย่าไปคาดเดาอะไรเกินไป



“ก้าวไกล” ยันไร้แผนจับมือรัฐบาลร่วมกับพรรคเพื่อไทย

ชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี “กลุ่ม 40 สว.” ยื่นคำร้องศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบคุณสมบัตินายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กรณีการแต่งตั้งพิชิต ชื่นบาน ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้พิจารณา ส่งผลกระทบต่อรัฐบาลอย่างปฏิเสธไม่ได้


เนื่องจากเกิดความไม่ชัดเจนแน่นอนและอาจกลายเป็นเป็นอุปสรรคต่อการผลักดันนโยบายของรัฐบาลในช่วงนี้ ซึ่งต้องจับตาดู โดยเฉพาะในช่วงนี้อยู่ระหว่างการรอพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 และจะเกี่ยวข้องกับนโยบายหลักของรัฐบาลอาจได้รับผลกระทบ หากวินิจฉัยออกมาไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐา แน่นอนว่าจะต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จะทำให้เสถียรภาพทางการเมืองมีปัญหา และกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

เมื่อถามว่า หากเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่รอบนี้ ไม่มี สว.แล้ว จะมีโอกาสจับมือพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวอย่างหนักแน่น “ไม่มีครับ” และว่า ไม่มีโอกาสพรรคก้าวไกลจะจับมือจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย คิดว่าพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองที่เป็นคู่แข่งกันในทางการเมืองไม่สามารถที่จะจับมือร่วมรัฐบาลกันได้

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News